ทานวิตามินอะไรดี เมื่อร่างกายเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย

ทานวิตามินอะไรดี เมื่อร่างกายเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย

ในชีวิตประจำวันของเราจะต้องเจอกับอะไรสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเดินทางไปทำงาน การทำงานที่ตลอดทั้งวัน ไหนจะเดินทางกลับอีก บ้างคนพอเลิกงานก็ยังต้องไปออกกำลังกาย มันก็มีบ้างที่ร่างกายของเรานั้นจะเหนื่อยล้า หรืออ่อนเพลีย เพราะร่างกายก็ไปกับเราทุกกิจกรรมที่เราทำ แต่นี่ก็เป็นแค่เพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น แต่อีกสาเหตุที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การขาดสารอาหารหรือวิตามิน

โดยเวลาที่ร่างกายของเรานั้นขาดสารอาหารหรือวิตามินตัวใดตัวหนึ่งก็สามารถทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้ ถ้าร่างกายได้รับพลังงานหรือโปรตีนที่ไม่เพียงพอนั้นจะทำให้เกดอาการเซื่องซึม เหนื่อยหน่าย เหมือนคนไร้ความรู้สึก จนกระทั่งระบบภูมิต้านทานถูกกระทบไปด้วย ก็จะทำให้มีอาการอ่อนเพลียเหนื่อยล้าได้เช่นกัน ซึ่งเราวันนี้เราจะพาไปดูวิตามินและสารอาหารต่าง ๆ ที่เหมาะสมสำหรับบุคคลที่มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า มาฝากกันจะมีวิตามินไหนบ้างนั้นไปดูกันเลย

วิตามินบี

วิตามินบีที่จำเป็นต่อการผลิตพลังงานจากอาหารคือ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 กรดแพนโทธีนิก และไนอะซิน ซึ่งถ้าร่างกายขาดวิตามินตัวใดตัวหนึ่งในกลุ่มนี้ไปนั้น อาจจะทำให้มีความรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง นอนไม่หลับ

แล้วถ้าร่างกายเราได้รับวิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 กรดโฟลิก และไบโอตินไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดโรคโลหิตจาง ซึ่งจะมีอาการอ่อนเพลีย เซื่องซึม เฉื่อยช้า ขาดสมาธิ ออกแรงนิดหน่อยก็แทบจะเป็นล้มพับไปเลย โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินบี ได้แก่ นักกีฬา คนที่ลดน้ำหนักด้วยระดับแคลอรี่ที่ต่ำมาก ๆ ผู้หญิงตั้งครรภ์ และคนที่ทายมังสวิรัติ

วิตามินซี

เคยมีรายงานการวิจัยว่า คนที่ได้รับวิตามินซีน้อยกว่าวันละ 100 มิลลิกรัมนั้น จะมีอาการอ่อนเพลีย ต่างจากคนที่ได้รับวิตามินซีวันละ 400 มิลลิกรัมนั้นแทบจะไม่รู้สึกกับอาการอ่อนเพลียเลย อาหารที่มีวิตามินซีสูงอาจจะช่วยแก้ไขอาการอ่อนเพลียได้โดยการช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ต่อต้านการติดเชื้อ  วิตามินซียังมีหน้าที่ในการช่วยเปลี่ยนกรดแอมิโนชนิดทริปโดแฟนเป็นเซโรโทนิน ที่จะช่วยควบคุมการ อาการซึมเศร้า และความรู้สึกเจ็บปวด

ธาตุเหล็ก

การที่เราทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเข้าสู่ร่างกายไม่เพียงพอหรือการดูดซึธาตุเหล็กไม่ดีนั้น จะทำให้ธาตุเหล็กจากเนื้อเยื่อถูกดึงมาใช้ เซลล์จะค่อย ๆ ขาดออกซิเจน ผลที่เกิดตามมาคือกล้ามเนื้ออ่อนแออ่อนเพลีย ซึ่งปัญหาการขาดธาตุเหล็กนั้นก็ยังเป็นอีกปัญหาใหญ่ของผู้หญิงซึ่งจะมีโอกาสเป็นโรคโลหิตจางได้ จากข้อมูลของ ดร.เฟอร์กัส ไคลเดสดัล พบว่า อาหารที่สมดุลจะให้ธาตุเหล็ก 6 มิลลิกรัมต่อพลังงาน 1,000 แคลอรี่ ซึ่งผู้หญิงจะต้องทานอาหารให้ได้อย่างน้อย 3,000 แคลอรี่ เพื่อให้ได้ธาตุเหล็กที่เพียงพอ

แต่ถ้าจะทานจริงจะมีปัญหาโรคอ้วนกันหมด ฉะนั้นผู้หญิงส่วนใหญ่ที่มีโภชนาการที่ดีจะได้ธาตุเหล็กประมาณวันละ 8 – 10 มิลลิกรัมจากอาหาร แหล่งอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงคือ ปลา เป็ด ไก่ อาหารทะเล ไข่แดง และอาหารเช้าซีเรียล

แมกนีเซียม

แร่ธาตุตัวนี้นั้นมีหน้าที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันให้เป็นพลังงาน ซึ่งการขาดแมกนีเซียมทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอ อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ เบื่ออาหาร และเกิดอาการซึมเศร้าได้ โดยอาหารที่มีแมกนีเซียมคือ ธัญพืชไม่ผ่านการขัดสี อัลมอนด์ และถั่ว

วิธีชาร์จพลัง ไม่ให้งัวเงียหลังตื่นนอน

วิธีชาร์จพลัง ไม่ให้งัวเงียหลังตื่นนอน

สวัสดีสาว ๆ ทุกคน เราได้ผ่านการหยุดยาวในช่วงวันแม่กันมาแล้ว ซึ่งก็จะเข้าช่วงวันทำงานกันอีกครั้ง และแน่นอนว่าเมื่อหยุดกันหลาย ๆ วัน เมื่อจะต้องไปทำงานอีกครั้งก็จะเกิดอาการงัวเงียหลังตื่นนอน ดังนั้นในวันนี้เราจะบอกทริคชาร์จพลัง ไม่ให้งัวเงียหลังตื่นนอนมาฝากกัน โดยจะมีวิธีไหนบ้างนั้นไปดูกันเลย

เลิกกดปุ่มเลื่อนปลุกได้แล้ว

สาว ๆ บางคนนั้นเป็นเจ้าแม่สนูซ (Snooze) หรือเลื่อนปลุก กดเลื่อนปลุกเก่ง เห็นสาว  ๆ บางคนนั้นตั้งปลุกทุก 5 นาที 10 นาทีไม่ยอมตื่น แทนที่จะได้หลับยาว ๆ อีกสักครึ่งชั่วโมง ต้องมาคอยกดปุ่มเลื่อนแบบนี้ก็ไม่แปลกที่จะงัวเงีย แถมยังเสียเวลานอนไปฟรี ๆ ดังนั้นถ้าต้องตื่นเช้าจริง ๆ แนะนำให้ใช้ทริคที่เรียกว่า 90 Minute Sleep Cycle โดยตั้งไว้ 2 เวลา เวลาแรกคือ 90 นาทีก่อนเวลาที่อยากตื่นจริง ๆ และเวลาที่สองคือเวลาที่ต้องตื่น

ตื่นมาเมื่อไหร่ ดื่มน้ำเปล่าหนึ่งแก้วเต็ม ๆ ทุกครั้ง

วิธีนี้เราเชื่อว่าสาว ๆ หลายคนเคยทำแต่หวังผลในเรื่องของสุขภาพผิวหรือการขับถ่าย แต่ที่จริงแล้วมันยังช่วยกระตุ้นให้ตื่นเต็มตามากขึ้น บางคนอาจจะไม่รู้ว่าความเหนื่อย เมื่อยล้านั้นมันคืออาการที่ร่างกายขาดน้ำ จึงทำให้ง่วง เบลอ อารมณ์ขั้นลง ดังนั้นลองดื่มน้ำเปล่าหนึ่งแก้วเต็ม ๆ หลังตื่นนอนทันทีดู อาจจะไม่ได้ดีดผึงขึ้นมาทันทีเหมือนกาแฟดำหรือชาเขียว แต่ร่างกายจะค่อย ๆ ถูกฟื้นฟูลืมตาได้สดชื่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

โยคะคลายความเมื่อย แก้งัวเงียในยามเข้า

สาว ๆ หลายคนอาจจะบ่นกัน เพราะว่าเพิ่งลุกออกจากเตียงจะให้ไปออกกำลังกายเลยหรอ แต่ถ้าอยากสดชื่น ตื่นเต็มตา การยืดเหยียดร่างกายก็เป็นเรื่องที่ควรทำนะ เพื่อช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อให้พร้อมใช้งานตลอดทั้งวัน ดังนั้นถ้าอยากตื่นไว ๆ ก็ต้องปลุกกล้ามเนื้อไปด้วย เพื่อในร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟิน แนะนำให้ทำตอนเช้าประมาณ 25 นาที จะแค่ยืดเหยียดธรรมดาในห้องนอนหรือจะใส่ชุดวอร์มง่าย ๆ ออกไปจ๊อกกิ้งข้างนอกก็ได้ แนะนำให้ทำท่าโยคะจะช่วยให้ร่างกายกลับมาเข้าที่ไวที่สุด

วักน้ำใส่หน้าก็ยังเป็นวิธีที่ใช้ได้

วิธีที่ดั้งเดิมและเป็นที่นิยมในการสลัดความงัวเงียให้หายไปก็คือ การวักน้ำใส่หน้า หรือล้างหน้าให้น้ำผ่านผิวหน้า โดยแนะนำให้ใช้น้ำเย็นจะช่วยกระตุ้นรูขุมขนให้ผิวหน้าสดชื่น ตื่นเต็มตามากขึ้นแบบไม่ต้องใช้กาแฟใด ๆ ช่วยทั้งสิ้น ถ้ารีบมากหรือไม่สะดวกอาบน้ำทั้งตัวก็ไม่ต้องอาบน้ำ ถ้าไม่สะดวกใช้โฟมล้างหน้าก็ไม่ต้องใช้ แค่ใช้น้ำเย็นลูบหน้าหรือง่ายกว่านั้นก็ซื้อสเปรย์น้ำแร่ติดบ้านไว้ ตื่นมาแล้วหลับตาฉีด ๆ ปลุกตัวเองได้เช่นกัน

ทานอาหารเช้า

เชื่อได้เลยว่าสาว ๆ นั้นตื่นสาย ส่วนใหญ่เลยก็จะ Skip อาหารเช้าไปเลย แค่จะแต่งตัวให้ทันยังยากเลย แต่แท้จริงแล้วนั้นมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญหมากนะ ยิ่งตื่นเช้าด้วยแล้ว มื้อเช้านั้นควรทานที่สุด เพราะอาหารก็เหมือนกับน้ำมันรถ ที่ต้องเติมเพื่อให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระตุ้นระบบเผาผลาญ ยิ่งถ้ารับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากพอ ร่างกายก็จะแข็งแรง ไม่ป่วยง่ายอีกด้วย

เมนูเครื่องดื่มสุด Healthy จาก Starbucks

เมนูเครื่องดื่มสุด Healthy จาก Starbucks

ถ้าพูดถึง Starbucks นอกจากราคาที่ไม่ธรรมดานั้นสิ่งที่เราคิดตามมาก็คือความอ้วน เพราะไม่ว่าจะกาแฟหรือน้ำแบบไหนก็ต่างมีน้ำตาลและทำร้ายสุขภาพของเราได้ ทำให้สาว ๆ ที่เป็นสตาร์บัคส์เลิฟเวอร์นั้นจะต้องโบกมือลากันเป็นแถว

ถ้าจริง ๆ แล้วการมีสุขภาพดีนั้นไม่ได้หมายถึงเราจะต้องเลิกคาเฟอีน แต่เพียงแค่เราจะต้องหาทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ ก็สามารถทำให้เราเฮลท์ตี้ได้แค่เริ่มด้วยการรู้ว่าควรจะสั่งอะไร ซึ่งวันนี้เราได้เอา เมนูสุขภาพในสตาร์บัคมาฝากกัน จะมีเมนูอะไรบ้างนั้นก็ไปดูกันเลย

Whole Milk Cappuccinos

มาเริ่มกันที่คาปูชชิโน่กันก่อน เพราะเป็นกาแฟที่สาว ๆ หลายคนชอบทาน โดยความจริงนั้นการสั่งคาปูชิโน่นั้นเป็นเมนูที่ดี เพราะมีส่วนผสมของกาแฟและนมที่ไม่มากเกินไป และถึงแม้จะมีฟองนมด้านบนแต่ก็มีพลังงานเพียง 110 แคลอรี่เท่านั้น โดยที่ห้ามเติมน้ำเชื่อมลงไปนะ แต่สามารถเพิ่มรสชาติด้วยผงโกโก้ ชินนามอนหรือวนิลาได้ โดย 1 แก้วจะมีคาเฟอีนประมาณ 75 มิลลิกรัมหรือมากกว่าถ้าสาว ๆ นั้นเพิ่มช็อตพิเศษ

เลือกเป็น Skim or Low – Fat

สำหรับสาว ๆ ที่อยากคลีน อยากจะลีนมากกว่าที่เคยก็อาจจะเลือกสั่งเมนูต่าง ๆ โดยใช้นม Skim หรือ Low – Fat เพราะนมเหล่านี้นั้นขาดมันเนย หรือนมไร้ไขมันแบบเห็นบนฉลากที่เขียนว่า ไขมัน 0% เป็นนมที่ผ่านขบวนการสกัดแยกมันเนยออกเกือบหมด หรือมีไขมันเพียงแค่ 0.15% เท่านั้น เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่ต้องการหลีกเลี่ยงไขมัน ซึ่งสาว ๆ นั้นสามารถสั่งเป็นเมนูพื้นฐานได้ทุกตัวโดยสั่งนมเป็น Skim หรือ Low – Fat เท่านั้น หรือสาวจะสั่งเป็นเมนู Skim or Low – Fat Caffe Mistos โดยเป็นลาเต้ที่ใช้นมขาดมันเนยก็ได้ ถ้าหากต้องการความหวานจะสั่งสารให้ความหวานแทนได้

Cold Brew

เป็นเมนูที่เหมาะกับสาวที่ชอบดื่มกาแฟจริง ๆ ซึ่งเมนูนี้จะเป็นกาแฟที่ผ่านกระบวนการหมักใช้เวลาในการบ่มกาแฟ ทำให้มันมีรสชาติที่หวานขึ้นเล็กน้อย ทำให้สาว ๆ นั้นเพิ่มน้ำตาลน้อยลง ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือการชงแบบเย็นทำให้คาเฟอีนที่มากกว่าการชงแบบทั่วไป ดังนั้นจึงเหมาะกับคนที่ติดกาแฟที่สุด แต่เนื่องจากเมนู Cold Brew มีราคค่อนข้างสูง ถ้าสาว ๆ นั้นต้องการแบบง่าย ๆ เร็ว ๆ ราคาพอรับได้ในเรทสตาร์บัคส์ จะสั่งเป็นเอสเปรสโซ่ หรืออเมริกาโน่ก็ได้

Skinny Vanilla or Mocha Lattes

เมนูนี้เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่ชอบทานหวานอย่างมอคค่า โดยบาริสต้านั้นจะใช้สารทดแทนความหวานแทนน้ำตาลทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันมาในไซต์ Grande เพราะเมนูนี้นั้นจะช่วยลดแคลอรี่จาก 230 แคลอรี่เหลือเพียงแค่ 120 แคลอรี่เท่านั้น ดังนั้นใครอยากจะผอมแต่ยังติดความหวาน ลองสั่งเมนูนี้เลย

ชาเย็นหรือชาร้อน

มาถึงเมนูสุดท้ายกันแล้ว ขอเอาใจสาว ๆ ที่ไม่ชอบดื่มกาแฟกันบ้าง ซึ่งเมนูชานั้นเป็นเมนูที่ดี เพราะนอกจากจะไม่มีน้ำตาลทำร้ายสุขภาพของเราแล้ว ยิ่งถ้าเรานั้นดื่มแบบไม่มีน้ำตาลมันแทบจะไม่มีแคลอรี่เลย แต่จะให้ความสดชื่นได้ดีมาก ดังนั้นถ้าเราต้องการเริ่มต้นลดกาแฟ ลองมองหาชามาดื่นแทนก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจแน่นอน

นมเพื่อสุขภาพ สำหรับสายคลีน

นมเพื่อสุขภาพ สำหรับสายคลีน

การจะทานคลีนไม่ใช่แค่จะต้องเปลี่ยนอาหารเท่านั้น เครื่องดื่มต่าง ๆ ก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย เพราะถ้าทานอาหารคลีนแต่ยังดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน ที่คลีน ๆ ไปไม่ได้ช่วยอะไรเลยจ้ะ ซึ่งเราจะต้องเปลี่ยนในส่วนของเครื่องดื่มกันด้วย ถ้าจะให้กินน้ำเปล่าอยากเดียวมันก็จะเบื่อ ๆ กันหน่อย ดังนั้นก็หันมาดื่มนมบ้างสิ นอกจากจะช่วยให้อิ่มท้องแล้ว ยังช่วยลดน้ำหนักได้ดีด้วย แต่ไม่ใช้ทุกนมที่ทานได้นะ วันนี้เราเลยมีนมสายสุขภาพ สำหรับคนทานคลีนมาฝากกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

นมถั่วเหลือง

เป็นนมที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้จักเพราะอยู่คู่กับเมืองไทยมานานนั่นก็คือ นมถั่วเหลือง หรือน้ำเต้าหู้นั่นเอง สีของน้ำนมจะมีสีเหลืองตามสีของถั่ว โดยเรามักจะเห็นนมถั่วเหลืองเป็นส่วนผสมของขนมหวานและเครื่องดื่มมากมาย

จุดเด่นของนมถั่วเหลืองก็คือ มีโปรตีนสูงมาก สูงสุดในนมประเภทถั่วทุกชนิดเลย เหมาะกับการสร้างกล้ามเนื้อและมีฮอร์โมนเพศหญิงสูง ส่งผลดีต่อฮอร์โมนและผิวพรรณ แต่ข้อเสียก็คือ พอมีโปรตีนสูง แคลอรีก็จะสูงตามไปด้วยและอาจจะมีอาการแพ้ ย่อยถั่วไม่ได้ในบางคน ถ้าสำหรับใครเป็นมะเร็งที่เกี่ยวกับฮอร์โมนเพศหญิงล่ะก็ห้ามดื่มเด็ดขาด เพราะนมจะยิ่งไปกระตุ้นทำให้เนื้อร้ายเติบโตเร็วกว่าเดิม

นมอัลมอนด์

นมอัลมอนด์นั้นน่าจะคุ้นหูกันดีที่สุดทั้งวัยเรียนและวัยทำงาน เพราะเป็นนมอันดับต้น ๆ ที่สายคลีนดื่มกันเนื่องจากหาซื้อง่าย ราคาไม่แพงมากเมื่อเทียบกับนมวัว และก็มีหลายแบรนด์ทำออกมาขายกันมากมายเลย

จุดเด่นของนมชนิดนี้คือ แคลอรี่และไขมันต่ำ มีคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก เป็นแหล่งของแคลเซียมและวิตามิน A D และ E เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจอีกด้วย แต่ข้อเสียก็คือมีโปรตีนค่อนข้างต่ำ ต้องหาอาหารประเภทเนื้อ หรือไข่ทานควบคู่ไปด้วย

นมมะม่วงหิมพานต์

เป็นนมที่คนวัยเรียนนั้นดื่มไม่ได้บ่อย เพราะราคาค่อนข้างสูง มีความพรีเมี่ยม น้ำนมมีความเข้มข้น เนื้อเป็นครีมกว่านมอัลมอนด์ แต่คุณประโยชน์ก็เยอะใช่ย่อยนะ

จุดเด่นคือ แคลอรี่ต่ำมาก ๆ ยิ่งสูตรไม่ใส่น้ำตาลยิ่งต่ำ น่าจะต่ำที่สุดในบรรดานมจากถั่วทุกชนิดและคาร์โบไฮเดรตก็ต่ำมากเช่นกัน เป็นแหล่งของแคลเซียม วิตามิน A และ D  ทำให้สุขภาพแข็งแรง ข้อเสียก็คือมีโปรตีนต่ำ ต้องหาอาหารประเภทเนื้อ หรือไข่ทานเพิ่มเข้าไปด้วย

นมงาดำ

เป็นนมที่แตกต่างจะนมประเภทอื่น ด้วยสีที่เป็นสีดำมีงาดำให้เคี้ยวได้ หาซื้อง่ายตามซุปเปอร์มาเก็ต ราคาไม่แพง วัยเรียนดื่มกันได้ชิลล์ และคุณประโยชน์ก็ไม่ใช่เล่น ๆ เช่นกัน

จุดเด่นก็คือ เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ โดยเฉพาะวิตามิน E และยังมีกรดโอเลอิกที่ส่งผลดีต่อผิว ซ่อมแซมชั้นผิว ล็อคความชุ่มชื้น ลดรอยแดงและอาการคัน ต่อต้านริ้วรอยแห่งวัย ลดความเครียด เพราะมีสารเมลานินและเซโรโทนินตามธรรมชาติ ช่วยเรื่องโรคลิตจางอีกด้วย แต่ข้อเสียก็คือ หากดื่มเยอะไปอาจจะเกิดอาการผมร่วง น้ำหนักตัวขึ้นผิดปกติหรือท้องร่วงอย่างรุนแรงได้

How To ออกเดทยังไงให้ผอม

How To ออกเดทยังไงให้ผอม

เพราะว่าช่วงนี้สถานการณ์บ้านเราจากโควิด 19 ก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ร้านค้า ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ก็เริ่มกลับมาเปิดให้บริการกันแล้ว ทีนี้ล่ะนาทีที่หลายคนรอคอยก็คือการไปเที่ยวหรือเดินห้างนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีแฟนหรือคนคุย นี่คือช่วงเวลาที่รอคอยในการได้เจอหน้ากัน ไปเดทกัน ไปทานข้าวกัน

แต่เดี๋ยวก่อน ลืมอะไรหรือเปล่า ว่าช่วงที่เรากักตัวบางคนอาจจะกินไปพายุ จนน้ำหนักขึ้น หรือรูปร่างเปลี่ยนไปบ้างนิดหน่อย ทีนี่จะเป็นปัญหาแล้วล่ะว่าเวลาเราไปเดทมันจะดูอ้วนมั้ย ดังนั้นในวันนี้เราจะมาแชร์วิธีดี ๆ กันกับ How To ออกเดทยังไงให้ผอม ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

ต้องพูดกับตัวเองก่อน

การอดหรือการทานอาหารน้อย ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ยากสำหรับการเดท เพราะมันอาจจะทำให้คุณแฟนของเราหรือคนที่เรากำลังเดทอยู่นั้นเข้าใจผิดได้ เขาอาจจะคิดเราไม่พอใจอยู่ เลยพาลทานอาหารไม่ลงก็ได้ ดังนั้นเราต้องวางแผนกับตัวเองว่า จะต้องไม่ทานแป้งหนัก ๆ และเน้นสลัดให้มาก ๆ

ส่วนของหวานสามารถทานได้บ้าง แต่อย่ามากจนเกินไป ตกลงกับตัวเองตั้งแต่แรกเลย และจำเอาไว้ว่าอย่าให้การทานเยอะแค่ครั้งเดียวนั้นทำลายความตั้งใจของเราไปจนหมด ถ้าหากเรากำลังลดน้ำหนักอยู่อาจจะบอกกับคู่เดทของเราไปเลยว่าเรากำลังลดน้ำหนักอยู่ เพื่อให้เขาเข้าใจและเห็นความจริงจังในการลดน้ำหนักของเรา

วางแผนมื้ออาหาร

หลังจากที่เราตกลงและสร้างขอบเขตให้ตัวเองแล้ว สิ่งที่เราอยากให้ทำต่อไปคือการวางมื้ออาหารแบบคร่าว ๆ แน่นอนว่ามันจะช่วยไม่ได้ 100% แต่ก็สามารถช่วยยั้งใจเราได้ โดยอาจจะลองเช็คร้านอาหารคลีน ๆ หรือมีผักเยอะสักหน่อย ถือว่าเป็นการทำการบ้านก่อนเดท

ที่สำคัญคือร้านที่เลือกนั้นคุณแฟนของเราจะต้องโอเคด้วย หรือถ้าสาว ๆ คนไหนกลัวคู่เดทรู้หรือไม่ดีที่ถูกบังคับให้ไปทานอาหารที่เราต้องการ เคล็ดลับที่อยากแนะนำคือ แนะนำร้านอาหารที่เราแพลนไว้ให้คู่เดททราบ โดยอาจจะบอกเป็นนัย ๆ ว่าเป็นร้านที่เราชอบทาน เมื่อได้ยินแบบนี้ไม่มีคนคู่เดทคนไหนไม่ตามใจเราแน่นอน แถมยังไปทานกันแบบชิลล์ ๆ ไม่กดดันอีกด้วย

ดื่มน้ำเปล่าดีที่สุด

ทานข้าวก็ต้องดื่มน้ำ แต่อย่างที่รู้ดีว่าน้ำที่ดีต่อน้ำหนักเรามากที่สุดก็คือ น้ำเปล่า ดังนั้นแทนที่จะต้องมาเพิ่มโอกาสในการมีพุงให้กับตัวเอง เลือกดื่มน้ำเปล่าแทนที่จะเป็นน้ำอื่น ๆ เลี่ยงน้ำอัดลม กาแฟ หรือน้ำที่รสหวาน ๆ ลงบ้าง แค่นี้ก็ไม่มีพุงแล้วล่ะ แต่ถ้าสาว ๆ คนไหนบังเอิญไปเดทที่ร้านกาแฟ ก็ให้เลือกดื่มเป็นชา หรือกาแฟแบบไม่ใส่น้ำตาลอย่าง เอสเปรสโซ่ อเมริกาโน่ หรือคาปูชิโน่ก็ได้นะ

เดทด้วยการออกกำลังกาย

ใครว่าเดทนั้นจะต้องแค่ทานข้าว แต่การทำกิจกรรมอื่น ๆ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเหมือนกัน ดังนั้นก่อนไปทานข้าว ลองคู่เดทของเรานั้นไปปีนเขาหรือไปออกกำลังกายด้วยกิจกรรมดูอื่น ๆ ดู นอกจากดีต่อร่างกาย ยังทำให้เราทานอาหารได้อร่อยและไม่รู้สึกผิดมากขึ้นได้ด้วย

แอบกระซิบบอกกันว่า การออกกำลังกายนั้นจะช่วยทำให้คู่เดทชอบเรามากขึ้นด้วย เนื่องจากหลังจากออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดฟินออกมา ซึ่งจะทำให้เขามีความสุข และมีแนวโน้มที่เขาจะเข้าใจผิดที่เราคือสิ่งทำให้เขารู้สึกดีมากกว่าการออกกำลังกายนั่นเอง

ทริคลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยม

ทริคลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยม

เพราะในทุกวันนี้คนเรารักสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพแข็ง หรือต้องการรูปร่างที่สวยงาม ซึ่งปัญหาแรกหลัก ๆ ที่หลายคนพบเจอก็คือน้ำหนักที่มากเกินความจำเป็น ทำให้หลายคนจึงหันมาลดน้ำหนัก แต่การลดน้ำหนักนั้นต้องอาศัยหลายวิธีเลยทีเดียว หากไม่ได้วิธีนั้นก็ต้องลองวิธีนี้ ลองกันไปหลาย ๆ แบบจนกว่าจะเจอวิธีที่ถูกใจเราและสามารถลดน้ำหนักได้ ดังนั้นวันนี้เราจึงได้นำทริคลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมมาฝากกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

อาหารคลีน

การทานอาหารคลีนหมายถึงการทานอาหารที่ลดกระบวนการมากมายในการผลิตให้น้อยที่สุด โดยไม่ใส่เครื่องปรุง เน้นงดหวาน มัน เค็ม ทานแต่โปรตีน คาร์โบไฮเดรตให้พอในแต่ละวันและไขมันดี โปรตีนได้จากอกไก่หรือปลา ไม่เน้นเนื้อแดง การทอดนั้นจะต้องใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว ส่วนคาร์โบไฮเดรตนั้นก็ต้องเป็นข้าวไม่ขัดสีอย่างโฮลวีท น้ำตาลหากว่าลดได้ก็จะดี ซึ่งถ้าใครออกใจไม่ไหวนั้นให้ทานได้ไม่เกิน 16 กรัมก็พอแล้ว

สมูทตี้ดีท็อกซ์

อีกหนึ่งเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากทำทานได้ง่ายและสามารถลดน้ำหนักได้เร็ว นั่นก็คือ การทานสมูทตี้ปั่นนั่นเอง โดยการทำสมูทตี้นั้นจะเลือกใช้ผลไม้และผักนำมาปั่นรวมกัน ซึ่งอาจจะปั่นทานวันละ 3 ครั้งโดยแต่ละวันนั้นทานได้แค่สมูทตี้เท่านั้น ห้ามทานอย่างอื่น ข้าวก็ห้ามทานด้วยนะ ทำแบบนี้ไปสัก 3 วันก็จะมีคนทักแล้วว่าไปทำอะไรมาทำไมน้ำหนักลด ซึ่งวิธีนี้เหมาะสมกับคนที่ใจร้อนอยากลดน้ำหนักเร็ว ๆ แต่น้ำหนักที่ลดไปนั้นเป็นน้ำหนักของน้ำในร่างกาย ไม่ใช่ไขมันนะต้องระวังเรื่องนี้ด้วย

ลดน้ำหนักแบบ IF

เป็นอีกหนึ่งการลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมมานานพอสมควรนั่นก็คือ IF หรือ Intermittent Fasting เป็นการอดอาหารเป็นช่วง ๆ เพื่อลดไขมันแต่ในบทความส่วนใหญ่นั้นเขาจะอดกันช่วงเช้าจนถึงเที่ยงที่เป็นช่วงทานและนับเวลาจากตอนทานอาหารครั้งแรกไป 8 ชั่วโมง และกลับสู่ช่วงลดอีกครั้ง และรอให้ครบ 16 ชั่วโมงจึงจะทานอาหารได้อีกครั้ง ตัวอย่างเช่น หากสาว ๆ เลือกทานอาหารตอน 8 โมงก็ทานไปได้จนถึง 4 โมงเย็น ส่วนนอกเหนือจากนั้นต้องห้ามทานอะไรนอกจากน้ำเปล่าหรือกาแฟดำเท่านั้น ซึ่งถ้าสาว ๆ คนไหนทำได้ก็สามารถลดไขมันในร่างกายไปได้นะ

คีโตเจนิก

คีโตเจนิก ไดเอตคือการลดน้ำหนักที่แปลกมาก เพราะว่ายิ่งทานไขมันไปเท่าไหร่ น้ำหนักก็จะยิ่งลดลง อาจจะบอกได้ว่าการทานคีโตเน้นการทานไขมันสูง รองมาด้วยโปรตีน แต่ว่าการทานคาร์โบไฮเดรตั้นให้เหลือในปริมาณที่น้อยมาก ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือลดคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลให้น้อยมาก แต่ให้แทนที่สารอาหารที่ขาดด้วยไขมันที่มาจากพืชและสัตว์แทนนั่นเอง และจะต้องเลี่ยงอาหารแปรรูปจำพวกไส้กรอก หมูยอ ลูกชิ้นด้วย นอกจากนี้ยังต้องหลักเลี่ยงไขมันหรือน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเคมีสังเคราะห์อย่างน้ำมันพืชบางชนิดหรือมาการีนด้วยนั่นเอง

นับแคลอรี่

วิธีนี้เป็นวิธีที่สาว ๆ หลายคนชอบใช้ ซึ่งหลักการง่าย ๆ สำหรับการนับแคลอรี่ คือก่อนอื่นเราจะต้องหาค่า BMR ก่อนว่า BMR ของเราเท่าไหร่โดยใช้น้ำหนักและส่วนสูงมากำหนดค่า BMR ของเรา โดยเรานั้นจะต้องทานให้น้อยกว่าค่า BMR โดยการนับแคลอรี่เช่น สาว ๆ นั้นค่า BMR 1500 ก็สามารถทานได้แต่ละวันไม่เกิน 1500 แคลอรี่ หากว่าเราเผาผลาญแคลอรี่ให้มากกว่าที่รับมานั่นเอง

นี่เป็นวิธีการลดน้ำหนักที่นิยมทำกัน โดยแต่ละคนนั้นจะเหมาะกับการลดน้ำหนักทีแตกต่างกันไป ไม่ใช่ว่าเพื่อนเราลดแบบทานคลีนได้ผล แล้วเราจะได้ผลเหมือนกัน บางทีเราอาจจะลดได้ดีในแบบทานสมูทตี้ก็ได้นะ แต่ที่สำคัญอย่างลืมออกกำลังกายกันด้วย เพื่อให้ร่างกายของเรานั้นแข็งแรงไม่ผอมแบบป่วย ๆ กันนะ

อาหารเช้ามีประโยชน์ที่คาดไม่ถึง

อาหารเช้ามีประโยชน์ที่คาดไม่ถึง

อาหารเช้า เป็นมื้อที่สำคัญของร่างกาย แต่กลับเป็นมื้อที่หลายคนละเลย เพราะด้วยเวลาที่เร่งรีบในช่วงเช้าที่ไม่ต้องไปทำงานให้ทัน ทำให้ไม่มีเวลาทานมื้อเช้ากันเลย หรือได้ทานก็จะเป็นอาหารที่ไม่ค่อยมีประโยชน์กับร่างกายเท่าไหร่ เลยทำให้หลายคนหันไปทานอาหารมื้อกลางวันและมื้อเย็นในปริมาณมากกว่าที่ร่างกายต้องการได้รับ ถึงแม้ว่าการทานอาหารในมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นจะเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากแค่ไหนแล้วก็ตาม แต่การที่ไม่ทานอาหารเช้าก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่าง ๆ ได้หลายโรคเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นวันนี้เราจึงจะพาไปดูถึงประโยชน์ต่าง ๆ จากการทานอาหารมื้อเช้ากัน จะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย

เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

เคยรู้สึกกันหรือไม่ เวลาที่เราไม่ได้ทานอาหารเช้าไปทำงานหรือไปเรียนนั้น เรามักจะคิดงานไม่ออกหรือเรียนไม่เข้าใจ นั่นเพราะสมองทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลถึงระบบความจำ ทักษะการเรียนรู้หรือแม้แต่อารมณ์ก็ยังหงุดหงิด ฉุนเฉียวและอ่อนเพลียง่าย อีกทั้งสมาธิยังสั้นลงอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการที่เราไม่ได้ทานอาหารมื้อเช้านั่นเอง ถ้าลองหันกลับมาทานอาหารเช้าอาการเหล่านี้ก็จะค่อย ๆ หายไปเอง

ป้องกันโรคอ้วน

การทานอาหารเช้านั้นจะช่วยป้องกันโรคอ้วนและควบคุมน้ำหนักในตัวได้ เพราะในตอนกลางคืนที่เรานอนหลับนั้นเราไม่ได้ทานอะไรเข้าไปเลย ถ้ายิ่งตื่นมาแล้วไม่ทานอาหารเช้าอีกก็เท่ากับว่าร่างกายจะต้องอดอาหารนานเกือบ 12 ชั่วโมง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดน้อยลงซึ่งนั่นจะเป็นผลร้ายต่อร่างกายของเรา และจะเพิ่มแนวโน้มในการที่จะทานอาหารที่ให้พลังงานและไขมันสูงในมื้อเที่ยงและมื้อเย็น บางคนอาจจะมีทานมื้อดึกด้วย พอทานอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ น้ำหนักตัวก็จะขึ้นและเสี่ยงเป็นโรคอ้วนในที่สุด

ลดความเสี่ยงการเป็นนิ่ว

หลายคนคงสงสัยว่าการไม่ทานอาหารมื้อเช้านั้นเกี่ยวข้องอะไรกับการเป็นนิ่ว ซึ่งมันเกี่ยวข้องกันเพราะถ้าหากไม่มีอาหารเข้าสู่ร่างกายเป็นเวลานานกว่า 14 ชั่วโมง จะส่งผลให้คอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีนั้นมีการจับตัวกันเป็นเวลานาน หากปล่อยให้เป็นนานไปก็จะกลายเป็นก้อนนิ่วนั่นเอง ดังนั้นควรทานอาหารเช้าเพราะร่างกายจะได้เกิดการกระตุ้นให้ตับปล่อยน้ำดีออกมา จากนั้นน้ำดีก็จะไปละลายคอเลสเตอรอลที่จับตัวรวมกันเป็นก่อนให้จางหายไปเท่านี้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคนิ่วได้

ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ

ผลวิจัยจากสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งอเมริกาในปี 2003 พบว่าคนที่รับประทานอาหารมื้อเช้าอย่างสม่ำเสมอทุกวันนั้นช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและโรคเส้นเลือดสมองได้ เพราะในตอนเช้านั้นความเข้มข้นของเลือดค่อนข้างสูง ทำให้เกิดภาวะเลือดเหนียวหนืดและลำเลียงไปยังสมองได้ลำบาก ถ้าหากยิ่งหนืดมากก็อาจจะเกิดหัวใจอุดตันได้นั่นเอง แต่ภาวะเลือดหนืดข้นนั้นจะจางหายไปเมื่อร่างกายได้รับอาหารมื้อเช้านั่นเอง

ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน

คนที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำทุกวันนั้นร่างกายจะมีภาวะผิดปกติทางฮอร์โมนอย่างหนึ่ง นั่นก็คือฮอร์โมนอินซูลินหรือที่เรียกกันว่าภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคเบาหวานลดลงได้ถึง 30 -50% ทีเดียว ดังนั้นการทานอาหารมื้อเช้าจึงช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานมากกว่าคนที่ไม่ได้ทานอาหารมื้อเช้านั่นเอง

เห็นกันหรือไม่ว่าอาหารเช้านั้นไม่ได้มีดีแค่ทำให้เราอิ่มท้องหรือให้พลังงานในการทำงานเพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพหรือช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่าง ๆ ได้หลายโรคเลยทีเดียว เห็นอย่างนี้แล้วก็อย่าลืมทานอาหารมื้อเช้าก่อนไปทำงานหรือไปเรียนกันนะ

มาทำความรู้จักผงชูรสกันเถอะ

มาทำความรู้จักผงชูรสกันเถอะ

ผงชูรส หนึ่งในเครื่องปรุงอาหารที่มักนิยมมีไว้ติดบ้านกันทุกครัวเรือน แต่ก็มีหลายคนที่ไม่รู้ว่า ผงชูรสนั้นผลิตมาจากอะไร มีประโยชน์และโทษอย่างไร ดังนั้นในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับเจ้า “ผงชูรส” กันให้มากขึ้นดีกว่า

ผงชูรสทำมาจากอะไร ?

ผงชูรส มีองค์ประกอบหลักคือ กรดอะมิโน ที่มีชื่อว่า “กลูตาเมต” ซึ่งสามารถพบได้ตามธรรมชาติในอาหารแทบจะทุกชนิด แต่ผงชูรสที่เรานำมาปรุงอาหารนั้น เกิดจากการหมัก โดยเริ่มจากการหมักกากน้ำตาลจากอ้อย หรือน้ำตาลจากแป้งมันสำปะหลัง จนได้เป็นผลึกสีขาว สามารถละลายน้ำได้ง่าย ซึ่งกระบวนการหมักเหล่านี้ก็ถูกใช้ในการผลิตเช่นเดียวกับ น้ำส้มสายชู หรือโยเกิร์ต เป็นต้น

ปริมาณการใช้ผงชูรสที่เหมาะสม

1. สำหรับอาหารจำพวกเนื้อสัตว์หรืออาหารทะเล ระดับปริมาณที่ควรใช้จะอยู่ที่ ผงชูรส 1 ช้อนชา ต่อการปรุงเนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัม

2. สำหรับอาหารจำพวกผักและซุปหรือแกงจืด ระดับปริมาณที่ควรใช้จะอยู่ที่ ผงชูรส 1 ช้อนชา ต่อการเสิร์ฟ 4-6 ที่

หากใช้ผงชูรสในปริมาณที่ไม่เหมาะสม หรือมากจนเกินไป นอกจากจะไม่ช่วยให้อาหารรสชาติดีขึ้นแล้ว ยังทำให้อาหารไม่อร่อยอีกด้วย อย่างใช้เครื่องปรุงพวกเกลือ หรือพริกไทยที่มากเกินไป ก็จะทำให้เค็มเกินไป หรือเผ็ดและฉุนพริกไทยจนอาหารไม่อร่อย ดังนั้นผงชูรสก็ควรใส่ในปริมาณที่พอดีจะดีที่สุด

ผงชูรสทำให้อาหารอร่อยได้อย่างไร

โดยตัวผงชูรสเองนั้น ไม่ได้มีความอร่อยอะไร หากรับประทานเปล่าๆ จะมีรสเค็มเล็กน้อย แต่หากนำไปปรุงใส่กับอาหารจะทำให้มีรสชาติที่กลมกล่อมมากขึ้น และทำให้อาหารอร่อยกว่าเดิมได้ เนื่องจากผงชูรสมีคุณสมบัติเป็นตัวนำสื่อประสาท สามารถช่วยกระตุ้นต่อมรับรสในลิ้นของเราได้ ทำให้สามารถรับรสได้ไวขึ้น และเมื่อรับประทานอาหารเข้าไป จะทำให้เกิดรสชาติเฉพาะตัว ที่เรียกว่ารส “อูมามิ (Umami)” ซึ่งเป็นรสชาติที่ให้ความอร่อยนั่นเอง

ประโยชน์ของผงชูรส

1. ช่วยเพิ่มความอยากอาหารให้แก่ผู้สูงอายุ

2. ช่วยลดปริมาณโซเดียมในอาหารได้

3. ช่วยให้กระเพาะอาหาร และต่อมน้ำลายทำงานดีขึ้น

ถึงแม้ว่าผงชูรสอาจจะไม่ได้มีประโยชน์มากมาย แต่ก็ไม่ได้อันตรายอย่างที่หลายคนคิด ซึ่งสามารถรับประทานได้ ไม่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ แค่บริโภคให้พอดี ไม่มากจนเกินไปก็พอแล้ว

แหล่งที่มา : www.northernnews.net

ออกกำลังกายที่บ้านนั้นดีอย่างไร

ออกกำลังกายที่บ้านนั้นดีอย่างไร

สาว ๆ คนไหนชอบออกกำลังกายหรือกำลังจะอยากออกกำลังกายบ้าง ซึ่งอย่างที่สาว ๆ รู้กันว่าเวลาออกกำลังกายนั้นเราจะต้องไปเข้าฟิตเนสหรือยิมกันใช่ไหมล่ะ แต่ก็มีบางทีหรือบางคนก็อยากจะออกกำลังกายที่บ้านบ้าง แล้วปัญหาต่าง ๆ เช่นเวลากว่าจะเลิกงาน กว่าจะไปถึงฟิตเนสและกว่าจะถึงบ้านอีก ดังนั้นเราควรมาออกกำลังกายกันที่บ้านกันดีกว่าสำหรับคนที่ไม่มีเวลา โดยเราจะมาบอกข้อดีของการออกกำลังกายที่บ้านมาฝากสาว ๆ กัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

ประหยัดเงิน

เหตุผลแรกที่อยากสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งคือการออกกำลังกายที่บ้านนั้นสุดแสนจะประหยัดเงินไงล่ะ ลองคิดดูสิ เราแค่ลงทุนซื้อเสื่อโยคะหนึ่งฝืน จากนั้นก็ออกกำลังกายประเภทต่าง ๆ โดยไม่ต้องเสียเงินค่าเข้าฟิตเนสกันเลย เหมาะสมกับสาว ๆ ที่อยากออกกำลังกาย แบบไม่ต้องลงทุนมากเกินไป เพราะบางครั้งเราก็ไม่เข้าฟิตเนสบ่อยขนาดจะต้องเสียเงินเป็นพันเป็นหมื่น

ประหยัดเวลา

นอกจากจะประหยัดเงินแล้ว ยังประหยัดเวลาอีกด้วย เพราะกว่าเรานั้นจะขับรถ ขี่มอเตอร์ไซต์เพื่อไปฟิตเนส แต่ก็จะต้องเผชิญกับรถติดซึ่งทำให้เรานั้นเปลืองเวลามากไปอีก บางทีเราแค่จะไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสแค่ 1 ชั่วโมง แต่เสียเวลาอยู่บนรถเพราะรถติดไป 2 ชั่วโมงมันแย่มากเลยนะ มันทำให้เราหมดอารมณ์ในการออกกำลังกายไปด้วย

ใส่อะไรก็ได้

เมื่อเราออกกำลังกายที่บ้านนั้น เราจะใส่อะไรก็ได้จริงไหม เนื่องจากไม่มีใครมาดูเราหรอก ในขณะเดียวกันเมื่อเราออกกำลังกายที่ฟิตเนสหรือยิม ทำให้เรานั้นต้องรักษาลุคของเราให้ดูดีอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นออกกำลังกายที่บ้านนั้นชุดออกกำลังกายจะใส่ยังไงก็ได้ จะใส่เสื้อย้วย ๆ กับกางเกงขาสั้นก็ได้ แต่ถ้าไปฟิตเนสนั้นชุดจะต้องเป๊ะตลอดเวลา

โฟกัสกับการออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่

ข้อดีของการออกกำลังกายที่บ้านนั้นคือเราสามารถโฟกัสกับการออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ หรือยิ่งอยู่หอพักคนเดียวนั้นจะไม่มีใครมารบกวนได้เลย สามารถออกกำลังกายได้แบบชิลล์ ๆ แต่ในขณะที่ไม่ออกกำลังกายที่ฟิตเนสนั้น บางทีก็เจอคนรู้จัก ก็จะต้องทักทายพูดคุยกันมากกว่า แทนที่จะได้ออกกำลังกายแบบเต็มประสิทธิภาพ

ออกเวลาไหนก็ได้

ในขณะที่การออกกำลังกายที่ฟิตเนสนั้น เราจะต้องรีบออกจากที่เรียนหรือที่ทำงานเพื่อให้ไปถึงฟิตเนส แต่ถ้าหากเราออกกำลังที่บ้านนั้น เราสามารถออกตอนไหนก็ได้ จะทำการบ้าน ทำรายงาน ดูซีรีย์ คุยกับเพื่อน คุยกับพ่อแม่ก่อนแล้วค่อยออกก็ได้เพราะฟิตเนสนั้นก็คือบ้านของตัวเอง

ฟังเพลงดังแค่ไหนก็ได้

สำหรับสาว ๆ ที่ชอบฟังเพลงในขณะที่ออกกำลังกายนั้น จะรู้ว่าเวลาไปฟิตเนสเราจะต้องใส่หูฟัง แถมหูฟังก็ต้องเลือกคุณภาพดี ๆ ที่กันน้ำกันเหงื่อได้ แต่ถ้าหากออกกำลังกายที่บ้าน เราสามารถเปิดเพลงจากโทรศัพท์มือถือใส่ลำพังได้แบบไม่ต้องเกรงใจใครเลย

ไม่ต้องเผชิญกับเชื้อโรค

ที่ไหนก็ตามที่มีคนรวมตัวกันเยอะ ๆ เราก็รู้อยู่นะว่าอาจจะมีเชื้อโรคกระจายอยู่ในอากาศได้นั่นเอง ดังนั้นเราเลยอยากจะสนับสนุนสำหรับสาว ๆ ที่ไม่อยากติดโรคอะไรจากฟิตเนส ให้หันมาออกกำลังกายที่บ้านกันดีกว่า เพราะการออกกำลังกายที่บ้านโดยไม่ต้องเสี่ยงกับเชื้อโรคอะไรนั่นเอง

มีงบน้อยก็สามารถทานคลีนได้

มีงบน้อยก็สามารถทานคลีนได้

ยุคนี้มันยุคเฮลท์ตี้หรือยุคของการรักษาสุขภาพ จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาสนใจสุขภาพกันมากขึ้น ทั้งการออกกำลังกาย หรือการทานอาหารคลีน แต่ทว่าการทานอาหารคลีนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ กับใครหลายคน เพราะเนื่องด้วยราคาของวัตถุดิบ เพราะเราจะต้องทำอาหารคลีนทานกันเอง เลยทำให้หลายคนล้มเลิกความพยายามในการทานอาหารคลีน อย่าเพิ่งล้มเลิกความพยายามกันนะ เพราะในวันนี้เรามีวิธีการทานอาหารคลีนได้ แม้ว่าจะมีงบน้อยมาก ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้นก็ไปดูกันเลย

เลือกเมนูที่ถูกต้อง

อย่างแรกเลยที่สาว ๆ จะต้องทำก็คือการคิดถึงเมนูอาหาร ถ้าอยากที่จะประหยัดและได้อาหารที่ดีต่อสุขภาพนั้น ขอแนะนำว่าให้ทำเมนูที่มีส่วนผสมเดียวกันหลาย ๆ เมนู เช่นอาจจะต้องกำหนด Keyword ว่าต้องการอาหารที่มีอะโวคาโดและเนื้อไก่เป็นส่วนผสมสำคัญ แล้วก็ลองหาใน Google ว่ามีเมนูอาหารอะไรบ้างที่มีสิ่งที่เรากำหนดไว้บ้างแล้วก็เซฟเมนูเก็บไว้ จะได้ไม่ต้องมานั่งหาใหม่ ประหยัดได้ทั้งเงินและเวลาอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ประหยัดอย่างสูงสุด อย่าลืมตั้งงบประมาณในการซื้อของด้วย แนะนำให้แพลนเมนูและซื้อวัตถุดิบเตรียมไว้ 2 – 3 วัน เพื่อไม่ให้เสียเวลาให้การไปซื้อของบ่อย ๆ ด้วย

กินซ้ำบ้าง

ในบางครั้งเพื่อให้เราได้อาหารในราคาที่ถูกที่สุดนั้น การแพลนอาหารมื้อเช้าและมื้อกลางวันแบบเดียวกันจะช่วยประหยัดเงินของสาว ๆ ได้มากขึ้น แต่ก็ต้องพยายามเลือกเมนูที่สาว ๆ เองนั้นชอบหน่อยนะ เพราะมันจะเกิดเป็นความจำเจถ้ากินเมนูที่ไม่ชอบอาจจะเกิดอาการเบื่อได้ หรืออาจจะผลัดทานอาหารเช้าเป็นอาหารกลางวันของวันต่อไปแทนก็ได้ เช่นมื้อเช้าทาน ข้าวโอ๊ตกับนม วันถัดมาก็เอาเมนูนี้ไปทานตอนกลางวันแทนแต่อาจจะใส่ผลไม้เพิ่มเติมได้

เลือกส่วนผสมให้เหมาะสม

การเลือกใส่วนผสมที่เหมาะสมในที่นี่ก็คือ การเลือกส่วนผสมที่ถูกต้องและมีประโยชน์ ที่สำคัญก็คือการทานอาหารหลายมื้อ ดังนั้นถ้าหากสาว ๆ จะซื้อพิซซ่าแช่แข็งมาไว้ทานเป็นมื้อเย็น เราขอแนะนำว่าให้ซื้อวัตถุดิบที่นำมาปรุงเอง เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และทำได้หลายเมนูดีกว่าเช่น ข้าวกล้อง ขนมปังธัญพืช พาสต้า มันฝรั่งหวาน หรือถั่วเปลือกแข็งเป็นต้น ส่วนผสมเหล่านี้นั้นสามารถทำออกมาได้หลายเมนู และดีต่อสุขภาพมาก ๆ ที่สำคัญเก็บเอาไว้ทานได้นาน ซึ่งในการซื้อครั้งแรกนั้นราคาอาจจะสูงหน่อย แต่เชื่อเถอะว่าส่วนผสมเหล่านี้ถ้าเก็บดี ๆ ทานได้อีกนานเลย และประหยัดเงินได้ด้วยนะ เพราะฉะนั้นอยากสวยก็ต้องลงทุนก็สักหน่อยแต่กำไรก็เกินคุมแน่นอน

แพลนโปรตีน

เนื้อสัตว์ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไก่หรือเนื้อปลานั้น ก็เป็นโปรตีนที่มีไขมันต่ำแต่ก็อาจจะมีราคาที่ค่อนข้างสูงไปสักหน่อย ดังนั้นเพื่อให้ประหยัดงบแบบสุด ๆ การทานมังสวิรัติก็สามารถช่วยให้รอบเอวและค่าใช้จ่ายลดลงไปได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสาว ๆ อาจจะต้องเลือกทานอาหารโปรตีนที่มีอยู่ในอาหารประเภทอื่นแทนเช่น ถั่ว และไข่ขาว เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานที่ดีเอาไว้ใช้ในแต่ละวัน อีกทั้งยังทำให้สาว ๆ ไม่กลับมาโยโย่อีกด้วยนะ

ทานอาหารก่อนไปซื้อของ

ก่อนที่สาว ๆ นั้นจะย่างกายออกจากบ้านเพื่อไปช้อปปิ้งไม่ว่าจะเป็นซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า หรือไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารคลีนก็ตาม ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าให้สาว ๆ นั้นทานอาหารไปก่อนออกจากบ้านเพราะกลัวหมดเรียวแรงระหว่างวันก็คือเหตุผลหนึ่ง แต่เหตุผลจริง ๆ ที่ต้องทานอาหารก่อนออกไปนั้นคือป้องกันการช้อปปิ้งเกินที่แพลนไว้ เพราะเมื่อเราหิวนั้น เราจะมีแนวโน้มที่จะหยิบทุกอย่างโดยที่ไม่มีการยั้งคิด และจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียเงินโดยใช่เหตุ ดังนั้นก่อนออกจากบ้านทุกครั้งควรทานอะไรลงท้องไปก่อน ที่สำคัญคือพยายามซื้อของให้ได้ตามแพลน อะไรที่นอกเหนือจากนั้นที่ไม่ใช่อาหารเพื่อสุภาพหรือไม่สามารถเก็บไว้ได้นานไม่ควรหยิบใส่ตะกร้าแม้ว่าจะลดราคามากแค่ไหนก็ตาม เพราะถ้าสาว ๆ เกิดทานไม่ทันแล้วเสียหรือหมดอายุก็จะเป็นการเสียตังไปฟรี ๆ นั่นเอง