เ9 ชนิดผักเผ่าคีโต หุ่นเป๊ะได้ดั่งใจ

9 ชนิดผักเผ่าคีโต หุ่นเป๊ะได้ดั่งใจ

สวัสดีสาว ๆ ชาวคีโตทุกท่าน หลายคนทานคีโตเพราะอยากลดน้ำหนัก ส่วนนึงก็เพราะได้ทานของอร่อย จนกลายเป็นกระแสการทานคีโตในปัจจุบัน ซึ่งหลักของคีโตคือเน้นโปรตีน ไขมันดีและผัก แม้จะต้องตัดแป้งจากข้าว ขนมปังออกไปก็ยังคุ้มค่า คนทำตามแล้วลดได้เป็น 10 – 20 กิโลมีเยอะมาก ๆ ทำให้หลายคนสนใจอยากลองทำตามนั่นเอง

แต่ก่อนที่เราจะเลือกซื้อเนื้อสัตว์ ชีส น้ำมันต่าง ๆ มาประกอบอาหาร แต่มั่นใจแล้วหรือยังว่าเข้าใจหลักของคีโตแล้วจริง ๆ ข้อแรกแม้จะทานเนื้อ กินชีส กินเนยได้ แต่ถ้าจะทานให้ลด ต้องคำนวณสารอาหาร ปริมาณต่อมื้ออย่างเคร่งครัด แม้จะไม่ทานผักเลยแต่รู้หรือไม่ว่าผักที่ทาน ๆ กันเข้าไปก้มีคาร์โบไฮเดรตผสมอยู่ หากทานผลิตชนิดก็หลุดคีโตได้ง่าย ๆ เพื่อไม่ให้พลาด เรามาดูกันดีกว่า 9 ผักเผ่าคีโต คาร์บต่ำ ประโยชน์สูงกินได้ไม่สะเทือนคีโต ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

ผักโขม (Spinach)

ผักโขม ใครเข้ากลุ่มทำอาหารคีโตหรือเคยอ่านตำราทำอาหารเพื่อคนกินคีโตโดยเฉพาะน่าจะเคยเห็นเมนูจากผักโขมมากมาย ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3 วิตามินเอ และวิตามินเค มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เสริมการสร้างคอลลาเจนให้ผิวหนัง บำรุงสายตา บำรุงโลหิต ฟันและกระดูกให้แข็งแรงเป็นต้น

บร็อคโคลี่ (Brocoli)

บร็อคโคลี่ ผักสุดฮิตทั้งของคนทั่วไปและเผ่าคีโต ด้วยรสชาติที่ไม่ขมจนเกินไป กินได้เพลิน ๆ ทำให้หลากหลายเมนู ทั้งต้ม นิ่ง ผัด ย่าง ผักชนิดนี้มีจุดเด่นที่มีส่วนประกอบของน้ำมันสูงมาก เกือบ 89% สวนทางกับปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ต่ำสุด ๆ กินเยอะไม่ต้องกลัวหลุดคีโต และยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้านเช่น บำรุงสายตา, บำรุงกระดูกและฟัน, บำรุงผิว, ป้องกันโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง และยังกระตุ้นการขับถ่ายอีกด้วย

ผักกาดหอม (Lettuce)

ผักยืนพื้นในเมนูสลัดตามซูเปอร์มาเก็ต ผักกาดหอมดิบมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก แทบไม่จะเรียกว่าไม่มีแป้งเลย เหมาะกับผู้ที่กำลังเคร่งในการทานคีโต อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพมาก เช่นมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ลดการเกิดมะเร็ง, อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยในการขับถ่าย บรรเทาอาการท้องผูก และอีกมากมาย

ผักเคล (Kale)

ผักเคล ผักน้องใหม่ในวงการที่สายรักสุขภาพคุ้นชื่อ แต่คนทั่วไปอาจไม่รู้ว่ามันคืออะไร มันคือผักคะน้าฝรั่งที่คุณค่าทางอาหารสูงมากจนฝรั่งเรียกว่า superfoods เป็นราชินีแห่งผักสีเขียว มีคาร์บต่ำ แต่โปรตีนสูง เหมาะกับสายคีโตโดยแท้จริง

เชเลอรี (Celery)

เชเลอรี ผักที่สายรักสุขภาพนิยมกันสุด ๆ ในช่วงนี้ โดยจะนำไปคั้นน้ำดื่มเพื่อดีท็อกซ์ ล้างสารพิษในร่างกายเป็นหลัก ช่วยลดน้ำหนักได้ทั้งการไดเอทแบบปปกติ และคีโต เชเลอรีมีส่วนประกอบของน้ำเกือบ 96% แต่คาร์บต่ำ ดื่มแล้วชุ่มชื้นทั้งร่างกายและผิวพรรณ อีกทั้งยังมีวิตามินเคสูง จึงช่วยป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตันหรือเลือดออกผิดปกติได้

มะเขือม่วง (Eggplant)

มะเขือม่วง ผักอีกชนิดที่แนะนำสุด ๆ สำหรับสายคีโต ข้อแรกก็คือมีสีสันสดใส ฉีกกฎสีเขียวน่าเบื่อแบบเดิม ๆ และยังมีรสเบา ไม่ขม กลมกลืนไปกับวัตถุดิบต่าง ๆ จึงทำอาหารได้หลากหลายทั้งเมนูผัด ทอด ย่าง ยำ น้ำพริก เครื่องเคียงสเต็ก สลัด ส่วนคุณประโยชน์นั้นก็สุดปังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง คาร์โบไฮเดรตจนไม่ต้องกลัวหลุดคีโต คุมระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเลือด บรรเทาอาการท้องผูกและช่วยเรื่องระบบเผาผลาญ

กะหล่ำดอก (Cauli flower)

สายคีโตรู้จักกันดีทั้งในส่วนประกอบของเมนูผัด ทอด นิ่งต่าง ๆ และการแปรรูปเป็นข้าวกะหล่ำ ทานแทนข้าวขาวหรือข้าวกล้อง อิ่มอร่อยแต่ไม่มีแคลอรี คาร์โบไฮเดรตต่ำมากและที่สำคัญไม่มีไขมัน ถึงไม่ใช่สายคีโตก็สามารถทานข้าวช่วยลดน้ำหนักได้แน่นอน

กะหล่ำปลี (Cabbage)

กะหล่ำปลี หลายคนมักจะเห็นเมนูแกงจืด ผัดน้ำมันหอย ทอดน้ำปลา ต้มกับซุป ห่อไก่ ห่อหมูสับ หรือนำไปผสมกับไข่ตุ๋น ซึ่งคาร์โบไฮเดรตในกะหล่ำปลีนั้นน้อยมาก ช่วยดูแลสุขภาพได้ดีไม่แพ้ผักชนิดไหน ๆ เช่น ลดคอเลสเตอรอลในเลือด, เสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย, บรรเทาอาการโรคกระเพาะ, แก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ท้องผูกเป็นต้น

แตงกวา (Cucumber)

แตงกวา ผักสุดฮิตของสาวไทยที่อยากลดน้ำหนัก เป็นผักที่ “ชุ่มน้ำ” มากที่สุด เพราะมีส่วนประกอบของน้ำสูงมาก มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ถึง 2.6 กรัม ลดความร้อนในร่างกาย ลดความดันโลหิต ต้านอนุมูลอิสระและโรคมะเร็งได้

แหล่งที่มา : sistacafe.com

7 สัญญานอันตราย ที่บอกว่าเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ

7 สัญญานอันตราย ที่บอกว่าเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ

ถึงปากจะบอกว่าไหว แต่ข้างในมันไม่ไหวแล้ว หรือใจเศร้าแต่ยังฝืนยิ้ม หัวเราะไป อยากจะบอกว่าอย่าฝืนเลยถ้ารู้สึกเศร้าก็ปลดปล่อยมันออกมา ไม่ต้องทนหรือเก็บมันเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก เรื่องครอบครัว เรื่องเรียน เรื่องงาน ถ้าเป็นเอาไว้ก็มีแต่ทำร้ายตัวเอง และร่างกายก็จะแสดงออกด้วยอาการแปลก ที่เราเองก็จะสังเกตได้ว่าตัวเองไม่เหมือนเดิม ลองมาสำรวจกันไหมว่าเรามีครบทั้ง 7 อาการเลยหรือเปล่า ถ้ามีต้องรีบดูแลตัวเอง และหัวใจของเราเองแบบด่วน ๆ เลย

อารมณ์เสียบ่อยเกินไป

ถ้าเราต้องอยู่กับความเศร้าเป็นเวลานาน ๆ สภาพจิตใจของเราจะไม่แข็งแรงพอที่จะรับมือกับเรื่องราวที่ซับซ้อนในชีวิตได้ ความอดทนเราจะต่ำลง และคุณจะรู้สึกท้อใจได้โดยง่าย นั่นคือความผิดปกติทางอารมณ์อันมาจากความเศร้าที่เกาะกินอยู่ในใจเรานานเกินไป มันเหมือนกับเราแบกรับภาระอันหนักอื้งเอาไว้บนสองบ่า พอเจอฟางเส้นสุดท้ายอารมณ์ของเราก็พร้อมที่จะปริแตกลงมาทันที

รู้สึกเบื่อหน่ายไปหมด

เวลาที่ความเศร้าเกาะกุมจิตใจเรา แม้ว่าจะไม่มีงานให้ทำมากนักแต่ทำไมเรารู้สึกเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา ทุกอย่างรอบตัวดูจะไม่เหมือนปกติธรรมดาที่เคยเป็น เราพยายามที่จะเรียกความรู้สึกตัวเองให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมแต่ก็ทำได้ยากเต็มที และที่สำคัญเรารู้สึกเบื่อหน่ายไปหมด นั่นเป็นเพราะความเศร้าอยู่กับเรานานเกินไป และมันค่อย ๆ กัดกินความรู้สึกของเราไปช้า ๆ จนทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องราวรอบตัวนั่นแสนน่าเบื่อจนทำให้เราไม่มีพลังจะทำอะไรต่อได้

พูดจาช้าลง

เมื่อเราอยู่กับความเศร้า เราจะไม่รู้สึกอยากพูดคุยกับใคร และทำให้เราเบื่อหน่ายที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่น เมื่อต้องเริ่มบทสนทนากับใครเราจะตอบเขาได้ช้าลงกว่าปกติ และเราจะรู้สึกได้ว่าเราไม่สนุกไปกับบทสนทนา ที่ครั้งหนึ่งเราเคยเป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเลยทีเดียว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเราต้องเผชิญหน้ากับความเศร้า ทำให้เรายังไม่อยากพูดอะไรกับใคร เราต้องการเวลา เพื่อเยียวยาสถานการณ์ในชีวิตให้ดีขึ้น

รู้สึกปวดหลัง

กระดูกสันหลังก็เหมือนโครงสร้างหลักของร่างกายที่ต้องคอยรองรับ พฤติกรรมและความรู้สึกทางอารมณ์ของเรา เมื่อเรามีความรู้สึกเศร้า ความรู้สึกกดดันจะถูกส่งไปที่กระดูกสันหลัง และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกปวดหลัง หรือมีอาการปวดหลังเรื้อรัง อาการจะเริ่มที่ละนิดจากส่วนท้ายของหลัง ก่อนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงช่วงไหล่และคอ

มีปัญหาเรื่องการนอน

การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือการนอน และถ้าเรามีเรื่องให้ทุกข์ใจการนอนจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกลับมาพลังเพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ส่วนใหญ่แล้วถ้าเราต้องเจอเรื่องที่เศร้าใจ และต้องอยู่กับมันเป็นเวลานาน ๆ ปัญหาเรื่องการนอนจะเป็นปัญหาหลักที่เราต้องเผชิญ หรือถึงจะนอนหลับได้ตามปกติก็เป็นการนอนที่ไม่ดีพอ และทำให้เรารู้สึกเหมือนไม่ได้พักผ่อนเมื่อตื่นขึ้นมา

รู้สึกปวดหัวตลอดเวลา

ความรู้สึกปวดหัวแทบจะเป็นสัญญาณแรก ๆ สำหรับคนที่ต้องเจอเรื่องเศร้าและต้องอยู่กับเรื่องดังกล่าวเป็นเวลานาน ๆ เมื่อใจเราเศร้า จะส่งผลกระทับไปยังความรู้สึกนึกคิดของเรา ทำให้เราไม่รู้สึกมีความสุขเลย เราอาจจะเริ่มมีอาการปวดหัวจากต้นคอ แล้วค่อย ๆ ลามไปเรื่อย ๆ และถ้าเรายังคงปล่อยให้ใจจมอยู่กับความเศร้านานขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากปวดหัวแล้วเราจะมีผมร่วงตามมา

จากที่เคยเดินกระฉับกระเฉงเราจะกลายเป็นคนที่เดินช้าลงและลากเท้าไปเรื่อย ๆ

ลองนึกถึงเวลาที่ใจเราเต็มไปด้วยเรื่องแย่ ๆ ความรู้สึกกระฉับกระเฉงของเราจะลดลงทันที สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ชัดเจนเวลาที่เรารู้สึกเศร้า เราจะเดินลากเท้าไปอย่างช้า ไม่ใช่การเดินแบบปกติที่เราเคยทำเป็นประจำ เมื่อเป็นเช่นนั้นเราต้องรีบหาสาเหตุที่แท้จริงของความรู้สึกเศร้าที่เกาะอยู่ในอารมณ์ของเราเอง และจงอย่าได้รู้สึกอายที่จะร้องขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง

แหล่งที่มา : www.sanook.com

6 วิธีดูแลสุขภาพในช่วงอากาศร้อน

6 วิธีดูแลสุขภาพในช่วงอากาศร้อน

เข้าสู่ช่วงหน้าร้อนกันแล้ว ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าหน้าร้อนของประเทศไทยนั้น ร้อนปรอทแตกขนาดไหน ซึ่งการที่เราจะต้องใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงแบบนี้ ก็ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้เหมือนกัน ดังนั้นเราจะต้องมีการดูแลสุขภาพในช่วงหน้าร้อน เพื่อให้ร่างายของเรานั้นสมบูรณ์และแข็งแรงตลอดเวลา โดยมีวิธีดังนี้

ดื่มน้ำเปล่า เพื่อดับกระหาย

ช่วงอากาศร้อนระอุ สิ่งที่สามารถดับกระหายได้ดีที่สุดคือ น้ำเปล่า ซึ่งหาดื่มได้ง่ายและเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการสำหรับการดื่มน้ำในช่วงหน้าร้อนนั้น ไม่ควรดื่มทีละมาก ๆ แต่ให้จิบไปเรื่อย ๆ ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับกิจกรรมในวันนั้น ๆ

แล้วไม่ควรกินน้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัด เพราะน้ำเย็นปริมาณมากจะไปเจือจางน้ำย่อยส่งผลให้เลือดที่มาหล่อเลี้ยงกระเพาะอาหารทำการย่อยได้น้อยลง และก่อให้เกิดโรคกระเพาะลำไส้อักเสบได้ง่าย นอกจากนั้นน้ำแข็งที่ไม่สะอาด ก็มีส่วนทำให้เกิดท้องร่วงท้องเสียอีกด้วย

หาผลไม้กินแก้ร้อน

กินผลไม้ที่มีคุณสมบัติเย็น ขับร้อน และเพิ่มน้ำในร่างกาย เช่น แตงโม ส้ม สับปะรด เป็นต้น เพราะผลไม้เหล่านี้ช่วยดับกระหายและทำให้สดชื่นได้ แถมยังมีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ แต่แนะนำว่าผลไม้ไม่ควรแช่เย็นจัด หรือกินในตอนกลางคืน รวมถึงกินในขณะที่ท้องว่างและเวลาหิวจัด

หลีกเลี่ยงการออกแดดจัด และทาครีมกันแดดป้องกันผิว

อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องระวังในช่วงฤดูร้อนก็คือรังสียูวี เพราะความเข้มข้นของรังสียูวีในประเทศไทย ช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม นับว่าร้อนมาก ฉะนั้นควรงดทำงานหนักกลางแจ้ง และเลี่ยงที่ต้องเจอกับแดดจัด เพราะอากาศร้อนจะทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น อาจมีผลทำให้เป็นลมแดดและถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว นอกจากนี้ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ควรทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวีด้วย

หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่เสี่ยง ทำให้เกิดอาการท้องร่วงท้องเสีย

หน้าร้อนอาหารจะบูดเสียง่าย เนื่องจากเชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดีในอากาศร้อนชื้น ดังนั้นจึงควรจะระมัดระวังเรื่องการกิน เช่น กินอาหารที่ทำสุกใหม่ ๆ ไม่กินอาหารที่ค้างคืน หลีกเลี่ยงอาหารประเภทกะทิ ยำ ส้มตำ และของหมักดอง เพราะเสี่ยงทำให้เกิดอาการท้องเสียท้องร่วงได้

เลือกใส่เสื้อผ้าที่ดูดซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดี

แน่นอนว่าในช่วงหน้าร้อนจะต้องใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมตามสภาพอากาศ ดังนั้นควรเลือกเสื้อผ้าที่สามารถดูดซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดีมาใส่ แต่ในผู้หญิงตั้งครรภ์การสวมใส่เสื้อผ้าจะต้องมิดชิด และเพื่อป้องกันการกระทบความเย็น จึงควรหลีกเลี่ยงการเปิดพัดลมใส่โดยตรง ขณะเดียวกันต้องป้องกันความร้อนอบอ้าวด้วย การระบายอากาศในห้องจึงต้องดี

อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ

โดยธรรมชาติของฤดูร้อน กลางวันจะยาวกลางคืนจะสั้น (คนทั่วไปที่ไม่ได้นอนในห้องปรับอากาศ กว่าอากาศจะเย็นแล้วนอนหลับได้ก็มักจะดึก) จึงเป็นสาเหตุทำให้ได้นอนน้อยกว่าปกติ ดังนั้นการได้พักผ่อนนอนหลับในช่วงกลางวันบ้าง ก็ถือเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับผู้ที่ทำงานในที่ทำงาน คงจะนอนหลับกลางวันไม่สะดวก อาจใช้วิธีนั่งพิงพนักตัวตรง หลับตา สงบนิ่ง ๆ ในช่วงกลางวันก็ได้

แหล่งที่มา : www.sanook.com

วิธีลดอันตรายต่อสุขภาพจากการ “บ้างาน”

วิธีลดอันตรายต่อสุขภาพจากการ “บ้างาน”

ไลฟ์สไตล์การทำงานของคนปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายเพื่อความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน รายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย เพราะนี่เหมือนเป็นดัชนีชี้วัดความประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยภาวะการแข่งขันสูง และเป็นระบบแบบ “อ่อนแอก็แพ้ไป” หลายคนจึงต้องดิ้นรนทำงานให้ตัวเองอยู่รอด ทำงานหนักจนกลายเป็นคนบ้างานโดยไม่รู้ตัว และส่งผลให้หลงลืมดูแลสุขภาพ ลืมคิดไปว่าอาจตายก่อนได้ใช้เงินก็เป็นได้ ดังนั้นวันนี้เราก็ไปรวบรวมวิธีลดอันตรายต่อสุขภาพจากการ “บ้างาน” มาฝากกัน โดยมีดังต่อไปนี้

พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนหลับเป็นยาที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ดีที่สุด อย่าถึงกับต้องทำงานแบบโต้รุ่งจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน เพราะการพักผ่อนน้อยนอกจากจะทำให้เสียสุขภาพแล้ว ยังทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และอาจกลายเป็นโรคนอนไม่หลับ ควรกำหนดเวลานอนให้เป็นเวลา และพักผ่อนให้ได้อย่างน้อยสัก 5 ชั่วโมงก็ยังดี ที่สำคัญ เมื่อถึงเวลานอนก็ต้องหยุดคิดเรื่องงานด้วย เพื่อจะได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพ

ขยับร่างกายบ่อย ๆ

อย่างที่รู้กันว่าการนั่งทำงานหน้าจอคอมนาน ๆ ทำให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรมได้ และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว เพราะบางคนถึงกับไม่ลุกไปไหนเลย นั่งอยู่กับที่ยาวตลอดเวลางาน ควรพักงานแล้วลุกมาขยับเขยื้อนร่างกายบ้างในทุก ๆ ชั่วโมง เพื่อให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ไม่ปวดเมื่อย ไม่ควรนั่งติดที่นาน ๆ แค่เดินไปห้องน้ำ ออกไปหาข้าวกินช่วงพัก ลุกขึ้นมาสะบัดแขนสะบัดขาง่าย ๆ หน้าคอม ก็ช่วยได้เยอะแล้ว

กินอาหารให้ตรงเวลา

อาหารมื้อเช้าสำคัญแต่หลายคนกลับปฏิเสธอาหารเช้า อีกทั้งบางคนยังทำงานแบบลากยาว ถึงเวลากินก็ไม่กิน ส่งผลให้ร่างกายทำงานรวน ระบบย่อยอาหารพัง ท้องไส้ปั่นป่วนจนเกิดอาการคลื่นเหียนอาเจียน เป็นโรคกระเพาะ บางรายอาจหนักถึงขั้นหน้ามืดเป็นลมไปเลยก็มี เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอตลอดวัน จึงต้องกินอาหารให้ตรงเวลา ถ้าไม่ค่อยหิวก็ใช้วิธีแบ่งย่อยเป็นมื้อเล็ก ๆ แทน ที่สำคัญ อย่าเอาของกินมาวางหน้าคอม เพื่อที่จะได้ลุกเดินบ้างนั่นเอง

ออกกำลังกายบ้าง

ใคร ๆ ก็รู้ว่าการออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เพราะการออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนดีขึ้นและส่งไปเลี้ยงร่างกายได้มากขึ้น ช่วยปรับสมดุลให้กับร่างกาย หัวใจสูบฉีดเลือดดี และเพิ่มพลังงาน นอกจากสุขภาพกายแล้ว ยังมีผลดีต่อสุขภาพจิตด้วย เมื่อร่างกายกระปรี้กระเปร่า เราก็ร่าเริงแจ่มใส และมีสมาธิในการทำงานดีขึ้น

ผ่อนคลายความเครียด

อย่าปล่อยให้ตัวเองเครียดสะสม เนื่องจากปกติคนเราจะมีบางช่วงที่เครียดโดยไม่รู้ตัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้ารู้ตัวว่ากำลังเครียดอยู่ ก็ควรรีบหาวิธีปลดปล่อยความเครียดไปบ้าง หาหนังสนุก ๆ ดู หาเพลงที่ชอบฟัง อ่านหนังสือตลก ๆ ที่ไม่ต้องมีสาระบ้างก็ได้ เพราะในช่วงที่เราหัวเราะ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ให้ความสุข ช่วยให้ผ่อนคลายความเครียด และการหัวเราะก็ยังได้บริหารกล้ามเนื้อบนใบหน้า ให้หน้าดูเด็กลงได้อีกด้วย

ดื่มน้ำมาก ๆ

น้ำเปล่านี่แหละดีที่สุดแล้ว ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะช่วยเสริมการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ ปรับสมดุลของอุณหภูมิในร่างกาย บำรุงผิวพรรณ ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น ร่างกายสดชื่น และป้องกันภาวะอ่อนเพลีย อีกทั้งยังทำให้อยากเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ จะได้ลุกเดินไปไหนมาไหนบ้าง แต่ควรใช้วิธีจิบบ่อย ๆ ตลอดวัน แทนการดื่มรวดเดียว เพื่อที่ร่างกายจะได้ได้รับน้ำอยู่ตลอดไม่ขาดช่วง

กินของที่มีประโยชน์

พวกอาหารจั้งก์ฟู้ดเป็นตัวเลือกหลัก ๆ ที่มนุษย์เงินเดือนมักเลือกรองท้องเวลารีบ ๆ หรือเอามาวางข้างคอม เพราะกินง่าย กินเสร็จไว ทำงานต่อได้เลย อย่าลืมว่าอาหารประเภทนี้ให้พลังงานสูง แต่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายเลย ยิ่งถ้านั่งทำงานอยู่กับที่ทั้งวัน ก็ยิ่งเสี่ยงจะทำให้อ้วนลงพุง ระบบย่อยอาหารก็แย่อีก ท้องผูก ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวแน่นอน ดังนั้น ควรเลือกกินเป็นผักผลไม้แทน และต้องไม่ลืมกินอาหารมื้อหลักด้วย

แหล่งที่มา : www.sanook.com

ทานวิตามินอะไรดี เมื่อร่างกายเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย

ทานวิตามินอะไรดี เมื่อร่างกายเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย

ในชีวิตประจำวันของเราจะต้องเจอกับอะไรสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเดินทางไปทำงาน การทำงานที่ตลอดทั้งวัน ไหนจะเดินทางกลับอีก บ้างคนพอเลิกงานก็ยังต้องไปออกกำลังกาย มันก็มีบ้างที่ร่างกายของเรานั้นจะเหนื่อยล้า หรืออ่อนเพลีย เพราะร่างกายก็ไปกับเราทุกกิจกรรมที่เราทำ แต่นี่ก็เป็นแค่เพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น แต่อีกสาเหตุที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การขาดสารอาหารหรือวิตามิน

โดยเวลาที่ร่างกายของเรานั้นขาดสารอาหารหรือวิตามินตัวใดตัวหนึ่งก็สามารถทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้ ถ้าร่างกายได้รับพลังงานหรือโปรตีนที่ไม่เพียงพอนั้นจะทำให้เกดอาการเซื่องซึม เหนื่อยหน่าย เหมือนคนไร้ความรู้สึก จนกระทั่งระบบภูมิต้านทานถูกกระทบไปด้วย ก็จะทำให้มีอาการอ่อนเพลียเหนื่อยล้าได้เช่นกัน ซึ่งเราวันนี้เราจะพาไปดูวิตามินและสารอาหารต่าง ๆ ที่เหมาะสมสำหรับบุคคลที่มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า มาฝากกันจะมีวิตามินไหนบ้างนั้นไปดูกันเลย

วิตามินบี

วิตามินบีที่จำเป็นต่อการผลิตพลังงานจากอาหารคือ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 กรดแพนโทธีนิก และไนอะซิน ซึ่งถ้าร่างกายขาดวิตามินตัวใดตัวหนึ่งในกลุ่มนี้ไปนั้น อาจจะทำให้มีความรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง นอนไม่หลับ

แล้วถ้าร่างกายเราได้รับวิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 กรดโฟลิก และไบโอตินไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดโรคโลหิตจาง ซึ่งจะมีอาการอ่อนเพลีย เซื่องซึม เฉื่อยช้า ขาดสมาธิ ออกแรงนิดหน่อยก็แทบจะเป็นล้มพับไปเลย โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินบี ได้แก่ นักกีฬา คนที่ลดน้ำหนักด้วยระดับแคลอรี่ที่ต่ำมาก ๆ ผู้หญิงตั้งครรภ์ และคนที่ทายมังสวิรัติ

วิตามินซี

เคยมีรายงานการวิจัยว่า คนที่ได้รับวิตามินซีน้อยกว่าวันละ 100 มิลลิกรัมนั้น จะมีอาการอ่อนเพลีย ต่างจากคนที่ได้รับวิตามินซีวันละ 400 มิลลิกรัมนั้นแทบจะไม่รู้สึกกับอาการอ่อนเพลียเลย อาหารที่มีวิตามินซีสูงอาจจะช่วยแก้ไขอาการอ่อนเพลียได้โดยการช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ต่อต้านการติดเชื้อ  วิตามินซียังมีหน้าที่ในการช่วยเปลี่ยนกรดแอมิโนชนิดทริปโดแฟนเป็นเซโรโทนิน ที่จะช่วยควบคุมการ อาการซึมเศร้า และความรู้สึกเจ็บปวด

ธาตุเหล็ก

การที่เราทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเข้าสู่ร่างกายไม่เพียงพอหรือการดูดซึธาตุเหล็กไม่ดีนั้น จะทำให้ธาตุเหล็กจากเนื้อเยื่อถูกดึงมาใช้ เซลล์จะค่อย ๆ ขาดออกซิเจน ผลที่เกิดตามมาคือกล้ามเนื้ออ่อนแออ่อนเพลีย ซึ่งปัญหาการขาดธาตุเหล็กนั้นก็ยังเป็นอีกปัญหาใหญ่ของผู้หญิงซึ่งจะมีโอกาสเป็นโรคโลหิตจางได้ จากข้อมูลของ ดร.เฟอร์กัส ไคลเดสดัล พบว่า อาหารที่สมดุลจะให้ธาตุเหล็ก 6 มิลลิกรัมต่อพลังงาน 1,000 แคลอรี่ ซึ่งผู้หญิงจะต้องทานอาหารให้ได้อย่างน้อย 3,000 แคลอรี่ เพื่อให้ได้ธาตุเหล็กที่เพียงพอ

แต่ถ้าจะทานจริงจะมีปัญหาโรคอ้วนกันหมด ฉะนั้นผู้หญิงส่วนใหญ่ที่มีโภชนาการที่ดีจะได้ธาตุเหล็กประมาณวันละ 8 – 10 มิลลิกรัมจากอาหาร แหล่งอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงคือ ปลา เป็ด ไก่ อาหารทะเล ไข่แดง และอาหารเช้าซีเรียล

แมกนีเซียม

แร่ธาตุตัวนี้นั้นมีหน้าที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันให้เป็นพลังงาน ซึ่งการขาดแมกนีเซียมทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอ อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ เบื่ออาหาร และเกิดอาการซึมเศร้าได้ โดยอาหารที่มีแมกนีเซียมคือ ธัญพืชไม่ผ่านการขัดสี อัลมอนด์ และถั่ว

วิธีชาร์จพลัง ไม่ให้งัวเงียหลังตื่นนอน

วิธีชาร์จพลัง ไม่ให้งัวเงียหลังตื่นนอน

สวัสดีสาว ๆ ทุกคน เราได้ผ่านการหยุดยาวในช่วงวันแม่กันมาแล้ว ซึ่งก็จะเข้าช่วงวันทำงานกันอีกครั้ง และแน่นอนว่าเมื่อหยุดกันหลาย ๆ วัน เมื่อจะต้องไปทำงานอีกครั้งก็จะเกิดอาการงัวเงียหลังตื่นนอน ดังนั้นในวันนี้เราจะบอกทริคชาร์จพลัง ไม่ให้งัวเงียหลังตื่นนอนมาฝากกัน โดยจะมีวิธีไหนบ้างนั้นไปดูกันเลย

เลิกกดปุ่มเลื่อนปลุกได้แล้ว

สาว ๆ บางคนนั้นเป็นเจ้าแม่สนูซ (Snooze) หรือเลื่อนปลุก กดเลื่อนปลุกเก่ง เห็นสาว  ๆ บางคนนั้นตั้งปลุกทุก 5 นาที 10 นาทีไม่ยอมตื่น แทนที่จะได้หลับยาว ๆ อีกสักครึ่งชั่วโมง ต้องมาคอยกดปุ่มเลื่อนแบบนี้ก็ไม่แปลกที่จะงัวเงีย แถมยังเสียเวลานอนไปฟรี ๆ ดังนั้นถ้าต้องตื่นเช้าจริง ๆ แนะนำให้ใช้ทริคที่เรียกว่า 90 Minute Sleep Cycle โดยตั้งไว้ 2 เวลา เวลาแรกคือ 90 นาทีก่อนเวลาที่อยากตื่นจริง ๆ และเวลาที่สองคือเวลาที่ต้องตื่น

ตื่นมาเมื่อไหร่ ดื่มน้ำเปล่าหนึ่งแก้วเต็ม ๆ ทุกครั้ง

วิธีนี้เราเชื่อว่าสาว ๆ หลายคนเคยทำแต่หวังผลในเรื่องของสุขภาพผิวหรือการขับถ่าย แต่ที่จริงแล้วมันยังช่วยกระตุ้นให้ตื่นเต็มตามากขึ้น บางคนอาจจะไม่รู้ว่าความเหนื่อย เมื่อยล้านั้นมันคืออาการที่ร่างกายขาดน้ำ จึงทำให้ง่วง เบลอ อารมณ์ขั้นลง ดังนั้นลองดื่มน้ำเปล่าหนึ่งแก้วเต็ม ๆ หลังตื่นนอนทันทีดู อาจจะไม่ได้ดีดผึงขึ้นมาทันทีเหมือนกาแฟดำหรือชาเขียว แต่ร่างกายจะค่อย ๆ ถูกฟื้นฟูลืมตาได้สดชื่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

โยคะคลายความเมื่อย แก้งัวเงียในยามเข้า

สาว ๆ หลายคนอาจจะบ่นกัน เพราะว่าเพิ่งลุกออกจากเตียงจะให้ไปออกกำลังกายเลยหรอ แต่ถ้าอยากสดชื่น ตื่นเต็มตา การยืดเหยียดร่างกายก็เป็นเรื่องที่ควรทำนะ เพื่อช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อให้พร้อมใช้งานตลอดทั้งวัน ดังนั้นถ้าอยากตื่นไว ๆ ก็ต้องปลุกกล้ามเนื้อไปด้วย เพื่อในร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟิน แนะนำให้ทำตอนเช้าประมาณ 25 นาที จะแค่ยืดเหยียดธรรมดาในห้องนอนหรือจะใส่ชุดวอร์มง่าย ๆ ออกไปจ๊อกกิ้งข้างนอกก็ได้ แนะนำให้ทำท่าโยคะจะช่วยให้ร่างกายกลับมาเข้าที่ไวที่สุด

วักน้ำใส่หน้าก็ยังเป็นวิธีที่ใช้ได้

วิธีที่ดั้งเดิมและเป็นที่นิยมในการสลัดความงัวเงียให้หายไปก็คือ การวักน้ำใส่หน้า หรือล้างหน้าให้น้ำผ่านผิวหน้า โดยแนะนำให้ใช้น้ำเย็นจะช่วยกระตุ้นรูขุมขนให้ผิวหน้าสดชื่น ตื่นเต็มตามากขึ้นแบบไม่ต้องใช้กาแฟใด ๆ ช่วยทั้งสิ้น ถ้ารีบมากหรือไม่สะดวกอาบน้ำทั้งตัวก็ไม่ต้องอาบน้ำ ถ้าไม่สะดวกใช้โฟมล้างหน้าก็ไม่ต้องใช้ แค่ใช้น้ำเย็นลูบหน้าหรือง่ายกว่านั้นก็ซื้อสเปรย์น้ำแร่ติดบ้านไว้ ตื่นมาแล้วหลับตาฉีด ๆ ปลุกตัวเองได้เช่นกัน

ทานอาหารเช้า

เชื่อได้เลยว่าสาว ๆ นั้นตื่นสาย ส่วนใหญ่เลยก็จะ Skip อาหารเช้าไปเลย แค่จะแต่งตัวให้ทันยังยากเลย แต่แท้จริงแล้วนั้นมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญหมากนะ ยิ่งตื่นเช้าด้วยแล้ว มื้อเช้านั้นควรทานที่สุด เพราะอาหารก็เหมือนกับน้ำมันรถ ที่ต้องเติมเพื่อให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระตุ้นระบบเผาผลาญ ยิ่งถ้ารับประทานอาหารที่มีประโยชน์มากพอ ร่างกายก็จะแข็งแรง ไม่ป่วยง่ายอีกด้วย

เมนูเครื่องดื่มสุด Healthy จาก Starbucks

เมนูเครื่องดื่มสุด Healthy จาก Starbucks

ถ้าพูดถึง Starbucks นอกจากราคาที่ไม่ธรรมดานั้นสิ่งที่เราคิดตามมาก็คือความอ้วน เพราะไม่ว่าจะกาแฟหรือน้ำแบบไหนก็ต่างมีน้ำตาลและทำร้ายสุขภาพของเราได้ ทำให้สาว ๆ ที่เป็นสตาร์บัคส์เลิฟเวอร์นั้นจะต้องโบกมือลากันเป็นแถว

ถ้าจริง ๆ แล้วการมีสุขภาพดีนั้นไม่ได้หมายถึงเราจะต้องเลิกคาเฟอีน แต่เพียงแค่เราจะต้องหาทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ ก็สามารถทำให้เราเฮลท์ตี้ได้แค่เริ่มด้วยการรู้ว่าควรจะสั่งอะไร ซึ่งวันนี้เราได้เอา เมนูสุขภาพในสตาร์บัคมาฝากกัน จะมีเมนูอะไรบ้างนั้นก็ไปดูกันเลย

Whole Milk Cappuccinos

มาเริ่มกันที่คาปูชชิโน่กันก่อน เพราะเป็นกาแฟที่สาว ๆ หลายคนชอบทาน โดยความจริงนั้นการสั่งคาปูชิโน่นั้นเป็นเมนูที่ดี เพราะมีส่วนผสมของกาแฟและนมที่ไม่มากเกินไป และถึงแม้จะมีฟองนมด้านบนแต่ก็มีพลังงานเพียง 110 แคลอรี่เท่านั้น โดยที่ห้ามเติมน้ำเชื่อมลงไปนะ แต่สามารถเพิ่มรสชาติด้วยผงโกโก้ ชินนามอนหรือวนิลาได้ โดย 1 แก้วจะมีคาเฟอีนประมาณ 75 มิลลิกรัมหรือมากกว่าถ้าสาว ๆ นั้นเพิ่มช็อตพิเศษ

เลือกเป็น Skim or Low – Fat

สำหรับสาว ๆ ที่อยากคลีน อยากจะลีนมากกว่าที่เคยก็อาจจะเลือกสั่งเมนูต่าง ๆ โดยใช้นม Skim หรือ Low – Fat เพราะนมเหล่านี้นั้นขาดมันเนย หรือนมไร้ไขมันแบบเห็นบนฉลากที่เขียนว่า ไขมัน 0% เป็นนมที่ผ่านขบวนการสกัดแยกมันเนยออกเกือบหมด หรือมีไขมันเพียงแค่ 0.15% เท่านั้น เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่ต้องการหลีกเลี่ยงไขมัน ซึ่งสาว ๆ นั้นสามารถสั่งเป็นเมนูพื้นฐานได้ทุกตัวโดยสั่งนมเป็น Skim หรือ Low – Fat เท่านั้น หรือสาวจะสั่งเป็นเมนู Skim or Low – Fat Caffe Mistos โดยเป็นลาเต้ที่ใช้นมขาดมันเนยก็ได้ ถ้าหากต้องการความหวานจะสั่งสารให้ความหวานแทนได้

Cold Brew

เป็นเมนูที่เหมาะกับสาวที่ชอบดื่มกาแฟจริง ๆ ซึ่งเมนูนี้จะเป็นกาแฟที่ผ่านกระบวนการหมักใช้เวลาในการบ่มกาแฟ ทำให้มันมีรสชาติที่หวานขึ้นเล็กน้อย ทำให้สาว ๆ นั้นเพิ่มน้ำตาลน้อยลง ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือการชงแบบเย็นทำให้คาเฟอีนที่มากกว่าการชงแบบทั่วไป ดังนั้นจึงเหมาะกับคนที่ติดกาแฟที่สุด แต่เนื่องจากเมนู Cold Brew มีราคค่อนข้างสูง ถ้าสาว ๆ นั้นต้องการแบบง่าย ๆ เร็ว ๆ ราคาพอรับได้ในเรทสตาร์บัคส์ จะสั่งเป็นเอสเปรสโซ่ หรืออเมริกาโน่ก็ได้

Skinny Vanilla or Mocha Lattes

เมนูนี้เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่ชอบทานหวานอย่างมอคค่า โดยบาริสต้านั้นจะใช้สารทดแทนความหวานแทนน้ำตาลทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันมาในไซต์ Grande เพราะเมนูนี้นั้นจะช่วยลดแคลอรี่จาก 230 แคลอรี่เหลือเพียงแค่ 120 แคลอรี่เท่านั้น ดังนั้นใครอยากจะผอมแต่ยังติดความหวาน ลองสั่งเมนูนี้เลย

ชาเย็นหรือชาร้อน

มาถึงเมนูสุดท้ายกันแล้ว ขอเอาใจสาว ๆ ที่ไม่ชอบดื่มกาแฟกันบ้าง ซึ่งเมนูชานั้นเป็นเมนูที่ดี เพราะนอกจากจะไม่มีน้ำตาลทำร้ายสุขภาพของเราแล้ว ยิ่งถ้าเรานั้นดื่มแบบไม่มีน้ำตาลมันแทบจะไม่มีแคลอรี่เลย แต่จะให้ความสดชื่นได้ดีมาก ดังนั้นถ้าเราต้องการเริ่มต้นลดกาแฟ ลองมองหาชามาดื่นแทนก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจแน่นอน

นมเพื่อสุขภาพ สำหรับสายคลีน

นมเพื่อสุขภาพ สำหรับสายคลีน

การจะทานคลีนไม่ใช่แค่จะต้องเปลี่ยนอาหารเท่านั้น เครื่องดื่มต่าง ๆ ก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย เพราะถ้าทานอาหารคลีนแต่ยังดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน ที่คลีน ๆ ไปไม่ได้ช่วยอะไรเลยจ้ะ ซึ่งเราจะต้องเปลี่ยนในส่วนของเครื่องดื่มกันด้วย ถ้าจะให้กินน้ำเปล่าอยากเดียวมันก็จะเบื่อ ๆ กันหน่อย ดังนั้นก็หันมาดื่มนมบ้างสิ นอกจากจะช่วยให้อิ่มท้องแล้ว ยังช่วยลดน้ำหนักได้ดีด้วย แต่ไม่ใช้ทุกนมที่ทานได้นะ วันนี้เราเลยมีนมสายสุขภาพ สำหรับคนทานคลีนมาฝากกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

นมถั่วเหลือง

เป็นนมที่ใคร ๆ ก็ต้องรู้จักเพราะอยู่คู่กับเมืองไทยมานานนั่นก็คือ นมถั่วเหลือง หรือน้ำเต้าหู้นั่นเอง สีของน้ำนมจะมีสีเหลืองตามสีของถั่ว โดยเรามักจะเห็นนมถั่วเหลืองเป็นส่วนผสมของขนมหวานและเครื่องดื่มมากมาย

จุดเด่นของนมถั่วเหลืองก็คือ มีโปรตีนสูงมาก สูงสุดในนมประเภทถั่วทุกชนิดเลย เหมาะกับการสร้างกล้ามเนื้อและมีฮอร์โมนเพศหญิงสูง ส่งผลดีต่อฮอร์โมนและผิวพรรณ แต่ข้อเสียก็คือ พอมีโปรตีนสูง แคลอรีก็จะสูงตามไปด้วยและอาจจะมีอาการแพ้ ย่อยถั่วไม่ได้ในบางคน ถ้าสำหรับใครเป็นมะเร็งที่เกี่ยวกับฮอร์โมนเพศหญิงล่ะก็ห้ามดื่มเด็ดขาด เพราะนมจะยิ่งไปกระตุ้นทำให้เนื้อร้ายเติบโตเร็วกว่าเดิม

นมอัลมอนด์

นมอัลมอนด์นั้นน่าจะคุ้นหูกันดีที่สุดทั้งวัยเรียนและวัยทำงาน เพราะเป็นนมอันดับต้น ๆ ที่สายคลีนดื่มกันเนื่องจากหาซื้อง่าย ราคาไม่แพงมากเมื่อเทียบกับนมวัว และก็มีหลายแบรนด์ทำออกมาขายกันมากมายเลย

จุดเด่นของนมชนิดนี้คือ แคลอรี่และไขมันต่ำ มีคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก เป็นแหล่งของแคลเซียมและวิตามิน A D และ E เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจอีกด้วย แต่ข้อเสียก็คือมีโปรตีนค่อนข้างต่ำ ต้องหาอาหารประเภทเนื้อ หรือไข่ทานควบคู่ไปด้วย

นมมะม่วงหิมพานต์

เป็นนมที่คนวัยเรียนนั้นดื่มไม่ได้บ่อย เพราะราคาค่อนข้างสูง มีความพรีเมี่ยม น้ำนมมีความเข้มข้น เนื้อเป็นครีมกว่านมอัลมอนด์ แต่คุณประโยชน์ก็เยอะใช่ย่อยนะ

จุดเด่นคือ แคลอรี่ต่ำมาก ๆ ยิ่งสูตรไม่ใส่น้ำตาลยิ่งต่ำ น่าจะต่ำที่สุดในบรรดานมจากถั่วทุกชนิดและคาร์โบไฮเดรตก็ต่ำมากเช่นกัน เป็นแหล่งของแคลเซียม วิตามิน A และ D  ทำให้สุขภาพแข็งแรง ข้อเสียก็คือมีโปรตีนต่ำ ต้องหาอาหารประเภทเนื้อ หรือไข่ทานเพิ่มเข้าไปด้วย

นมงาดำ

เป็นนมที่แตกต่างจะนมประเภทอื่น ด้วยสีที่เป็นสีดำมีงาดำให้เคี้ยวได้ หาซื้อง่ายตามซุปเปอร์มาเก็ต ราคาไม่แพง วัยเรียนดื่มกันได้ชิลล์ และคุณประโยชน์ก็ไม่ใช่เล่น ๆ เช่นกัน

จุดเด่นก็คือ เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ โดยเฉพาะวิตามิน E และยังมีกรดโอเลอิกที่ส่งผลดีต่อผิว ซ่อมแซมชั้นผิว ล็อคความชุ่มชื้น ลดรอยแดงและอาการคัน ต่อต้านริ้วรอยแห่งวัย ลดความเครียด เพราะมีสารเมลานินและเซโรโทนินตามธรรมชาติ ช่วยเรื่องโรคลิตจางอีกด้วย แต่ข้อเสียก็คือ หากดื่มเยอะไปอาจจะเกิดอาการผมร่วง น้ำหนักตัวขึ้นผิดปกติหรือท้องร่วงอย่างรุนแรงได้

How To ออกเดทยังไงให้ผอม

How To ออกเดทยังไงให้ผอม

เพราะว่าช่วงนี้สถานการณ์บ้านเราจากโควิด 19 ก็ค่อย ๆ ดีขึ้น ร้านค้า ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ก็เริ่มกลับมาเปิดให้บริการกันแล้ว ทีนี้ล่ะนาทีที่หลายคนรอคอยก็คือการไปเที่ยวหรือเดินห้างนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีแฟนหรือคนคุย นี่คือช่วงเวลาที่รอคอยในการได้เจอหน้ากัน ไปเดทกัน ไปทานข้าวกัน

แต่เดี๋ยวก่อน ลืมอะไรหรือเปล่า ว่าช่วงที่เรากักตัวบางคนอาจจะกินไปพายุ จนน้ำหนักขึ้น หรือรูปร่างเปลี่ยนไปบ้างนิดหน่อย ทีนี่จะเป็นปัญหาแล้วล่ะว่าเวลาเราไปเดทมันจะดูอ้วนมั้ย ดังนั้นในวันนี้เราจะมาแชร์วิธีดี ๆ กันกับ How To ออกเดทยังไงให้ผอม ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

ต้องพูดกับตัวเองก่อน

การอดหรือการทานอาหารน้อย ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ยากสำหรับการเดท เพราะมันอาจจะทำให้คุณแฟนของเราหรือคนที่เรากำลังเดทอยู่นั้นเข้าใจผิดได้ เขาอาจจะคิดเราไม่พอใจอยู่ เลยพาลทานอาหารไม่ลงก็ได้ ดังนั้นเราต้องวางแผนกับตัวเองว่า จะต้องไม่ทานแป้งหนัก ๆ และเน้นสลัดให้มาก ๆ

ส่วนของหวานสามารถทานได้บ้าง แต่อย่ามากจนเกินไป ตกลงกับตัวเองตั้งแต่แรกเลย และจำเอาไว้ว่าอย่าให้การทานเยอะแค่ครั้งเดียวนั้นทำลายความตั้งใจของเราไปจนหมด ถ้าหากเรากำลังลดน้ำหนักอยู่อาจจะบอกกับคู่เดทของเราไปเลยว่าเรากำลังลดน้ำหนักอยู่ เพื่อให้เขาเข้าใจและเห็นความจริงจังในการลดน้ำหนักของเรา

วางแผนมื้ออาหาร

หลังจากที่เราตกลงและสร้างขอบเขตให้ตัวเองแล้ว สิ่งที่เราอยากให้ทำต่อไปคือการวางมื้ออาหารแบบคร่าว ๆ แน่นอนว่ามันจะช่วยไม่ได้ 100% แต่ก็สามารถช่วยยั้งใจเราได้ โดยอาจจะลองเช็คร้านอาหารคลีน ๆ หรือมีผักเยอะสักหน่อย ถือว่าเป็นการทำการบ้านก่อนเดท

ที่สำคัญคือร้านที่เลือกนั้นคุณแฟนของเราจะต้องโอเคด้วย หรือถ้าสาว ๆ คนไหนกลัวคู่เดทรู้หรือไม่ดีที่ถูกบังคับให้ไปทานอาหารที่เราต้องการ เคล็ดลับที่อยากแนะนำคือ แนะนำร้านอาหารที่เราแพลนไว้ให้คู่เดททราบ โดยอาจจะบอกเป็นนัย ๆ ว่าเป็นร้านที่เราชอบทาน เมื่อได้ยินแบบนี้ไม่มีคนคู่เดทคนไหนไม่ตามใจเราแน่นอน แถมยังไปทานกันแบบชิลล์ ๆ ไม่กดดันอีกด้วย

ดื่มน้ำเปล่าดีที่สุด

ทานข้าวก็ต้องดื่มน้ำ แต่อย่างที่รู้ดีว่าน้ำที่ดีต่อน้ำหนักเรามากที่สุดก็คือ น้ำเปล่า ดังนั้นแทนที่จะต้องมาเพิ่มโอกาสในการมีพุงให้กับตัวเอง เลือกดื่มน้ำเปล่าแทนที่จะเป็นน้ำอื่น ๆ เลี่ยงน้ำอัดลม กาแฟ หรือน้ำที่รสหวาน ๆ ลงบ้าง แค่นี้ก็ไม่มีพุงแล้วล่ะ แต่ถ้าสาว ๆ คนไหนบังเอิญไปเดทที่ร้านกาแฟ ก็ให้เลือกดื่มเป็นชา หรือกาแฟแบบไม่ใส่น้ำตาลอย่าง เอสเปรสโซ่ อเมริกาโน่ หรือคาปูชิโน่ก็ได้นะ

เดทด้วยการออกกำลังกาย

ใครว่าเดทนั้นจะต้องแค่ทานข้าว แต่การทำกิจกรรมอื่น ๆ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเหมือนกัน ดังนั้นก่อนไปทานข้าว ลองคู่เดทของเรานั้นไปปีนเขาหรือไปออกกำลังกายด้วยกิจกรรมดูอื่น ๆ ดู นอกจากดีต่อร่างกาย ยังทำให้เราทานอาหารได้อร่อยและไม่รู้สึกผิดมากขึ้นได้ด้วย

แอบกระซิบบอกกันว่า การออกกำลังกายนั้นจะช่วยทำให้คู่เดทชอบเรามากขึ้นด้วย เนื่องจากหลังจากออกกำลังกาย ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดฟินออกมา ซึ่งจะทำให้เขามีความสุข และมีแนวโน้มที่เขาจะเข้าใจผิดที่เราคือสิ่งทำให้เขารู้สึกดีมากกว่าการออกกำลังกายนั่นเอง

ทริคลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยม

ทริคลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยม

เพราะในทุกวันนี้คนเรารักสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพแข็ง หรือต้องการรูปร่างที่สวยงาม ซึ่งปัญหาแรกหลัก ๆ ที่หลายคนพบเจอก็คือน้ำหนักที่มากเกินความจำเป็น ทำให้หลายคนจึงหันมาลดน้ำหนัก แต่การลดน้ำหนักนั้นต้องอาศัยหลายวิธีเลยทีเดียว หากไม่ได้วิธีนั้นก็ต้องลองวิธีนี้ ลองกันไปหลาย ๆ แบบจนกว่าจะเจอวิธีที่ถูกใจเราและสามารถลดน้ำหนักได้ ดังนั้นวันนี้เราจึงได้นำทริคลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมมาฝากกัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

อาหารคลีน

การทานอาหารคลีนหมายถึงการทานอาหารที่ลดกระบวนการมากมายในการผลิตให้น้อยที่สุด โดยไม่ใส่เครื่องปรุง เน้นงดหวาน มัน เค็ม ทานแต่โปรตีน คาร์โบไฮเดรตให้พอในแต่ละวันและไขมันดี โปรตีนได้จากอกไก่หรือปลา ไม่เน้นเนื้อแดง การทอดนั้นจะต้องใช้น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว ส่วนคาร์โบไฮเดรตนั้นก็ต้องเป็นข้าวไม่ขัดสีอย่างโฮลวีท น้ำตาลหากว่าลดได้ก็จะดี ซึ่งถ้าใครออกใจไม่ไหวนั้นให้ทานได้ไม่เกิน 16 กรัมก็พอแล้ว

สมูทตี้ดีท็อกซ์

อีกหนึ่งเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก เนื่องจากทำทานได้ง่ายและสามารถลดน้ำหนักได้เร็ว นั่นก็คือ การทานสมูทตี้ปั่นนั่นเอง โดยการทำสมูทตี้นั้นจะเลือกใช้ผลไม้และผักนำมาปั่นรวมกัน ซึ่งอาจจะปั่นทานวันละ 3 ครั้งโดยแต่ละวันนั้นทานได้แค่สมูทตี้เท่านั้น ห้ามทานอย่างอื่น ข้าวก็ห้ามทานด้วยนะ ทำแบบนี้ไปสัก 3 วันก็จะมีคนทักแล้วว่าไปทำอะไรมาทำไมน้ำหนักลด ซึ่งวิธีนี้เหมาะสมกับคนที่ใจร้อนอยากลดน้ำหนักเร็ว ๆ แต่น้ำหนักที่ลดไปนั้นเป็นน้ำหนักของน้ำในร่างกาย ไม่ใช่ไขมันนะต้องระวังเรื่องนี้ด้วย

ลดน้ำหนักแบบ IF

เป็นอีกหนึ่งการลดน้ำหนักที่ได้รับความนิยมมานานพอสมควรนั่นก็คือ IF หรือ Intermittent Fasting เป็นการอดอาหารเป็นช่วง ๆ เพื่อลดไขมันแต่ในบทความส่วนใหญ่นั้นเขาจะอดกันช่วงเช้าจนถึงเที่ยงที่เป็นช่วงทานและนับเวลาจากตอนทานอาหารครั้งแรกไป 8 ชั่วโมง และกลับสู่ช่วงลดอีกครั้ง และรอให้ครบ 16 ชั่วโมงจึงจะทานอาหารได้อีกครั้ง ตัวอย่างเช่น หากสาว ๆ เลือกทานอาหารตอน 8 โมงก็ทานไปได้จนถึง 4 โมงเย็น ส่วนนอกเหนือจากนั้นต้องห้ามทานอะไรนอกจากน้ำเปล่าหรือกาแฟดำเท่านั้น ซึ่งถ้าสาว ๆ คนไหนทำได้ก็สามารถลดไขมันในร่างกายไปได้นะ

คีโตเจนิก

คีโตเจนิก ไดเอตคือการลดน้ำหนักที่แปลกมาก เพราะว่ายิ่งทานไขมันไปเท่าไหร่ น้ำหนักก็จะยิ่งลดลง อาจจะบอกได้ว่าการทานคีโตเน้นการทานไขมันสูง รองมาด้วยโปรตีน แต่ว่าการทานคาร์โบไฮเดรตั้นให้เหลือในปริมาณที่น้อยมาก ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือลดคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลให้น้อยมาก แต่ให้แทนที่สารอาหารที่ขาดด้วยไขมันที่มาจากพืชและสัตว์แทนนั่นเอง และจะต้องเลี่ยงอาหารแปรรูปจำพวกไส้กรอก หมูยอ ลูกชิ้นด้วย นอกจากนี้ยังต้องหลักเลี่ยงไขมันหรือน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเคมีสังเคราะห์อย่างน้ำมันพืชบางชนิดหรือมาการีนด้วยนั่นเอง

นับแคลอรี่

วิธีนี้เป็นวิธีที่สาว ๆ หลายคนชอบใช้ ซึ่งหลักการง่าย ๆ สำหรับการนับแคลอรี่ คือก่อนอื่นเราจะต้องหาค่า BMR ก่อนว่า BMR ของเราเท่าไหร่โดยใช้น้ำหนักและส่วนสูงมากำหนดค่า BMR ของเรา โดยเรานั้นจะต้องทานให้น้อยกว่าค่า BMR โดยการนับแคลอรี่เช่น สาว ๆ นั้นค่า BMR 1500 ก็สามารถทานได้แต่ละวันไม่เกิน 1500 แคลอรี่ หากว่าเราเผาผลาญแคลอรี่ให้มากกว่าที่รับมานั่นเอง

นี่เป็นวิธีการลดน้ำหนักที่นิยมทำกัน โดยแต่ละคนนั้นจะเหมาะกับการลดน้ำหนักทีแตกต่างกันไป ไม่ใช่ว่าเพื่อนเราลดแบบทานคลีนได้ผล แล้วเราจะได้ผลเหมือนกัน บางทีเราอาจจะลดได้ดีในแบบทานสมูทตี้ก็ได้นะ แต่ที่สำคัญอย่างลืมออกกำลังกายกันด้วย เพื่อให้ร่างกายของเรานั้นแข็งแรงไม่ผอมแบบป่วย ๆ กันนะ