Make up

How To เลือกโทนแต่งหน้าให้เข้ากับสีผิว

How To เลือกโทนแต่งหน้าให้เข้ากับสีผิว

เรารู้กันดีว่า ผู้หญิงอย่างเรา ๆ นั้นชอบแต่งหน้ากันมากแค่ไหน ซึ่งเอาเข้าจริงกันแต่งหน้าไม่ได้แต่การเอาอะไรลง ๆ ไปบนหน้าก็ได้นะ เพราะการแต่งหน้าจะต้องคำนึงถึงสภาพผิว สีผิวต่าง ๆ บนใบหน้าด้วย เพราะถ้าหากเลือกใช้เครื่องสำอางที่ไม่เหมาะกับสภาพผิวหรือสีผิวนั้นก็จะส่งผลให้การแต่งหน้าออกมาไม่ตรงตามที่ต้องการ เช่น การทารองพื้นผิดเบอร์ก็จะทำให้หน้าของเรานั้นขาวเกินไปหรือคล้ำเกินไป ดังนั้นในวันนี้เราจะมาบอก How To เลือกโทนแต่งหน้าให้เข้ากับสีผิว ซึ่งสีผิวแต่ละสีนั้นควรแต่หน้าโทนไหนก็ไปดูกันเลย

สาวผิวขาว

มาเริ่มกันที่สาวผิวขาว เป็นผิวที่สาว ๆ หลายคนอิจฉาตาร้อน แต่เอาจริง ๆ แล้วการแต่งหน้าสำหรับสาว ๆ ผิวขาวมาก ๆ นั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะถ้าเลือกโทนสีที่สดใสมากเกินไป ก็อาจทำให้เมคอัพดูโดดเหมือนละครลิงได้ ดังนั้นโทนเมคอัพที่เหมาะกับสาวผิวขาว ก็จะเป็นโทนสีหวาน ๆ อย่างสีชมพู ถ้าใครหอนากแต่งตาทำให้ดูเด่นขึ้นกว่าเดิมก็ควรเลือกอายแชโดวสีชมพู / สีเบจ / สีน้ำตาล จะดีที่สุด แล้วอย่าลืม ปัดแก้มด้วยบลัชออนสีชมพู / สีพีชอมชมพู ก็จะช่วยทำให้สีแก้มดูมีเลือดฝาดแบบสุขภาพดีขึ้นได้ แล้วปิดท้ายด้วยลิปสติก สีนู้ดอมชมพู / สีชมพูอ่อนก็เปลี่ยนผิวซีด ๆ ให้ดูสดใสได้ง่าย ๆ แล้วล่ะ

สาวผิวขาวเหลือง

เราขยับมาที่โทนสีผิวของสาวเอเชียส่วนใหญ่อย่าง ผิวขาวเหลือง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ขาววิ้งค์ ดูอมชมพูเหมือนสาว ๆ ผิวขาวก็จริง แต่ก็ถือว่าเป็นผิวขาวแบบธรรมชาติที่สามารถแมทซ์โทนสีเมคอัพได้ง่ายกว่าเยอะ โดยโทนสีเมคอัพที่เหมาะกับสาวผิวขาวเหลือง มากที่สุดก็จะเป็นโทนสีธรรมชาติหน่อย ๆ ถ้าจะเลือกแต่งตาให้ดูเป๊ะเข้ากับสีผิวก็ควรเลือกทาอายแชโดว์ สีน้ำตาล / สีเนื้อ / สีแชมเปญ ส่วนแก้มก็บลัชออนด้วย สีชมพูอ่อน / สีพีชอมชมพู / สีชมพูอมน้ำตาล เท่านั้น ปิดท้ายด้วยสีชมพูอมม่วง / สีพีช / สีแดงเข้ม

สาวผิวกลาง ๆ

สาว ๆ ที่ผิวนั้นจะขาวก็ไม่ได้ขาวขนาดนั้น หรือจะคล้ำก็ไม่ใช่อยู่ดี พวกเธอถูกจัดอยู่ในโซนของสาวผิวกลาง ๆ ก็ได้นะ ซึ่งถ้าอยากแต่งหน้าเสริมผิวให้ดูปัง แนะนำให้เลือกสไตล์เน้นความฉ่ำให้ผิว โดยเลือกแต่งตาด้วยอายแชโดว์ สีแทน / สีน้ำตาล / สีทองชิมเมอร์ แล้วแมทซ์เข้ากับการปัดบลัชออน สีม่วงอ่อน / สีแอพริคอต / สีแดงเบอร์รี่ เพื่อเติมสีสันให้พวงแก้ม แล้วคอมพลีทลุคสวยด้วยลิปสติก สีชมพูนม ๆ / สีชมพูอมม่วง ก็จะช่วยขับผิวให้ดูสว่างขึ้น

สาวผิวแทน

มาต่อกันสาวผิวแทน ที่มองทีไรก็มีความโดดเด่นไม่เหมือนใคร แถมยังมีพลังความเซ็กซี่สูงเวอร์อีกต่างหาก ซึ่งสำหรับสาว ๆ ที่อยากแต่งหน้าให้เข้ากับโทนสีผิว ก็เริ่มจากเลือกอายแชโดว์สีน้ำตาลอมเทา / สีทอง / สีน้ำตาลช็อกโกแลต ส่วนบลัชออนก็ให้เลือกใช้สีแดงกุหลาบ / สีบรอนซ์ / สีพีชอมส้ม จะดูแมทซ์เข้ากับสีผิวแทนสุด ๆ แล้วปิดท้ายด้วยลิปสติกสีนู้ดอมน้ำตาล / สีแดงอมม่วง

แหล่งที่มา : https://sistacafe.com/

ทริคแต่งหน้าแบบ Everyday Look

ทริคแต่งหน้าแบบ Everyday Look

เวลาสาว ๆ แต่งหน้าไปเรียน สาว ๆ ชอบแต่งหน้ายังไงกันบ้าง บางคนอาจจะแต่งซอฟต์ ๆ หรือบางคนอาจจะจัดเต็มแบบปากไม่แดง ไม่มีแรงจะเดิน โดยในวันนี้เราก็มีการแต่งหน้าไปเรียนมาฝากกัน ซึ่งอาจจะขัดใจสาว ๆ สายหน้าเต็มอยู่บ้าง เพราะวันนี้เราจะมาบอกทริคแต่งหน้าแบบ Everyday Look กัน เป็นการแต่งหน้าเบา ๆ สบาย ๆ แต่มันสวยครอบจักรวาลสุดๆ ไม่ว่าจะไปทำงาน ไปเรียน ช้อปปิ้ง หรือแม้กระทั่งมือใหม่หัดแต่งหน้า ก็สามารถแต่งออกมาได้สวยเป๊ะแถมยังง่ายอีกด้วย ได้ลุคใสๆ แบบคุณหนูหน้าเด็กที่สวยมาตั้งแต่เกิดเลยเชียว ซึ่งจะมีวิธีแต่งยังไงบ้าง ไปดูกันเลย

ลงรองพื้นให้เนียน

การที่เราจะแต่งหน้าออกมาได้ปังหรือพัง รองพื้น คือส่วนสำคัญที่สุด สำหรับคนผิวดีอยู่แล้วสามารถใช้แปรงลงรองพื้นได้เลย แต่หากต้องการปกปิดบางส่วนเป็นพิเศษ เช่น รอยสิว ไอเทมที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ฟองน้ำเกลี่ยรองพื้นนั่นเอง ลองสเปรย์น้ำแร่ลงบนฟองน้ำก่อนแล้วค่อยนำมากดๆ เกลี่ยๆ บนผิว รองพื้นจะติดทนและเนียนขึ้นอีกเยอะเลย หรือวิธีที่ง่ายกว่าก็คือ การใช้ Cushion Foundation เพราะทาง่ายๆ เหมือนทาแป้งพัฟก็ปกปิดผิวได้เรียบเนียนเหมือนใช้รองพื้นเลยทีเดียว

คิ้วคือมงกุฎของหน้า

ช่วงนี้การเขียนคิ้วโก่งแบบสาวตะวันตกกำลังมา แต่ถ้าอยากได้ลุคใสๆ สบายตาล่ะก็ แนะนำให้เขียนคิ้วแบบธรรมชาติจะเวิร์คที่สุด โดยเขียนให้สอดคล้องกับรูปคิ้วเดิมของเรามากที่สุด เพื่อที่เวลามองใกล้ๆ จะไม่ดูหลอกตา แล้วเพิ่มความหนาเข้าไปนิดหน่อยให้หน้าดูเด็กลงไปอีก

เน้นดวงตาด้วยสีน้ำตาลแทนสีดำ

พักอายไลเนอร์สีดำกับการกรีดตาเฉี่ยวๆ ไปได้เลย แล้วให้อายไลเนอร์สีน้ำตาลเป็นนางเอกแทนดีกว่า เพราะจะช่วยเบรคให้ดวงตาดูสวยละมุน เป็นธรรมชาติ และยังช่วยให้หน้าดูเด็กลงอีกด้วยนะ

เติมเปลือกตาล่างให้ดูเด็ก

มีสาวๆ ไม่น้อยเลยที่ศัลยกรรมเปลือกตาล่างให้ดูนูนขึ้นมาเพราะมันจะทำให้ดวงตาดูมีรอยยิ้มอยู่เสมอและอ่อนกว่าวัย แต่สำหรับคนที่ไม่อยากทำศัลยกรรม เราก็สามารถใช้เทคนิคการแต่งหน้าแทนได้เหมือนกันนะ น่ารักและหน้าเด็กได้แบบไม่ต้องเจ็บตัวเลย

เลือกสีสันที่ใกล้เคียงธรรมชาตินั้นก็สำคัญ

สำหรับสีตา ควรเลือกสไตล์สีเอิร์ธโทน และสำหรับสีปาก ควรเลือกสีชมพูเป็นหลัก และมีความแวววาวนิดๆ ซึ่งใกล้เคียงกับสีธรรมชาติมากที่สุด ไม่ว่าจะเข้มเลเวลไหนก็ยังดูเป็นธรรมชาติ และไม่เข้มจัดจ้านจนเกินไป

ท่าบริหารลดน่องฉบับง่าย ๆ

ท่าบริหารลดน่องฉบับง่าย ๆ

ไหนสาว ๆ ลองสังเกตบริเวณขาของเรากันหน่อยว่ามีน่องป่อง ๆ ปูด ๆ จนทำให้ขาดูใหญ่บ้างรึเปล่า ถึงแม้ว่าสาว ๆ จะเป็นคนตัวเล็ก หุ่นผอมบาง ช่วงบนสมส่วนก็จริง แต่ถ้าน่องบวมใหญ่จนเด่นกว่าส่วนอื่น ๆ ก็อาจะทำให้หุ่นดูตันได้เหมือนกันนะ เพื่อแก้ปัญหานั้นวันนี้เราได้รวบรวมเอาท่าบริหารลดน่องฉบับง่าย ๆ มาฝากกกัน ซึ่งจะมีท่าอะไรบ้างนั้นก็ไปดูกันเลย

คลายกล้ามเนื้อน่องด้วย Foam Roller

ท่านี้ต้องเพิ่มตัวช่วยนิดหน่อย โดยให้เตรียม Foam Roller เข้ามาใช้เป็นอุปกรณ์เสริม

วิธีทำ

  • นั่งลงบนพื้นโดยยืดปลายเท้าตรงไปด้านหน้า ส่วนฝ่ามือทั้งสองข้างวางแนบพื้นไว้ด้านหลังลำตัวห
  • วาสงขาทั้งสองข้างไว้บนโฟมโรลเลอร์ ไขว้ขาซ้ายไว้บนขาขวา พยายามยืดเข่าให้ตึง ห้ามงอเข่าเด็ดขาด
  • ค่อย ๆ ออกแรงยกก้นขึ้นจากพื้น แล้วดันตัวไปด้านหน้าเพื่อให้โฟมเลื่อนขึ้นมาหาหัวเข่า
  • ดันลำตัวไปด้านหน้าและด้านหลังสลับกันไปประมาณ 1 นาที แล้วสลับไปทำแบบเดียวกันกับขาอีกข้าง โดยทำให้ครบข้างละ 3 เซ็ต

ท่ายืนเขย่งปลายเท้า

การยืนเขย่งปลายเท้าก็สามารถช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อบริเวณน่อง ไปพร้อม ๆ กับการสลายไขมันที่สะสมอยู่ตรงน่องได้เหมือนกัน

วิธีทำ

  • เริ่มต้นก็ให้ตัวตรง ปลายเท้าชิดกัน หัวเข่าทั้งสองข้างยืดให้ตรง ไม่ต้องงอเข่า
  • ใช้มือทั้งสองข้างถือดัมเบลไว้ข้างละ 1 อันแขนแนบลำตัว ส่วนบริเวณหลังและหัวไหล่ยืดให้ตรง
  • ค่อย ๆ ออกแรงเขย่งปลายเท้าขึ้นด้านบนให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ค้างเอาไว้ประมาณ 10 นาที
  • เสร็จแล้วให้ลดระดับปลายเท้ากลับมาอยู่ในท่าเริ่มต้น แล้วเขย่งปลายเท้าขึ้นลงให้ครบ 15 นาที

ท่าหมุนข้อเท้า

วิธีทำ

  • ยืนตรง แยกเท้าออกจากกัน มือทั้งสองข้างวางแนบลำตัวเอาไว้ หรือถ้าเลือกทำท่าบริหารนี้ในท่านั่งให้นั่งลงบนเก้าอี้ ยืดหลังตรง เอาแขนไว้ข้างลำตัวและใช้มือจับขอบเก้าอี้ได้เลย
  • ค่อย ๆ ยกเท้าซ้ายขึ้นด้านบนให้ห่างจากพื้นค้างไว้ แล้วเริ่มหมุนข้อเท้าเข้าด้านในก่อน 1 รอบ แล้วค่อยหมุนข้อเท้าออกด้านนอกอีก 1 รอบ ทำหมุนข้อเท้าเข้า – ออกสลับกันจนครบ 10 รอบ
  • ลดระดับเท้าลงมือวางไว้บนพื้นในท่าเริ่มต้น แล้วสลับไปทำแบบเดียวกันกับเท้าขวา
  • ถ้าอยากจะลดน่องให้เรียวลงแบบด่วนจี้ ก็ให้ทำท่าหมุนข้อเท้าข้างละ 10 ครั้งให้ครบ 3 เซ็ต

แหล่งที่มา : sistacafe.com

รูปร่างผอมได้ด้วยการแต่งตัว

รูปร่างผอมได้ด้วยการแต่งตัว

สิ่งที่ผู้หญิงทุกคนล้วนเป็นกันหมด ก็คืออยู่ดี ๆ ก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นบวมหรืออ้วนขึ้นมา โดยไม่รู้ว่ามาจากสาเหตุอะไร อาจจะเพราะทานเยอะไปหรือไม่ได้ออกกำลังกาย ทำให้เกิดเจ้าพุงน้อย ๆ ออกมาทำให้เวลาแต่งตัวใส่เสื้อผ้าออกกไปไหนมาไหนหรือไปทำธุระก็ต้องแขม่วพุงอยู่ตลอดเวลา เป็นอะไรที่น่าอึดอัดใช่ไหมล่ะ วันนี้เรามีตัวช่วยในการพรางหุ่นของสาว ๆ มาฝากกัน สาว ๆ รู้หรือไม่ว่าแค่เราเปลี่ยนการแต่งตัว ก็สามารถพรางเจ้าพุงน้อย ๆ ไปได้แล้ว สงสัยใช่ไหมล่ะว่าต้องแต่งตัวกันอย่างไง เราไปดูกันเลย

เสื้อ Over Size

เชื่อว่าสาว ๆ หลายคนกำลังตั้งคำถาม เพราะมีความคิดว่ายิ่งใส่เสื้อตัวใหญ่จะยิ่งทำให้ดูอ้วน นั่นเพราะสาว ๆ เลือกเสื้อไม่เป็นจ๊ะ เพียงแค่เราเลือกให้เป็นเราก็จะดูผอมและตัวเล็กลงได้ โดยให้เลือกเสื้อที่มีความยาวคลุมสะโพกลงไปหน่อย ทำไมต้องลงไปสะโพกไปหน่อยล่ะ? เพราะจะได้อำพรางเอวที่ใหญ่เกิน หรือสะโพกของสาว ๆ และเพื่อเปลี่ยนจุดโฟกัสของหนุ่มให้ไปที่ขาแทน ยิ่งสาว ๆ คนไหนที่มีขาเรียวยาวละก็รับรอง ร้อยทั้งร้อยต้องคิดว่าเราเป็นคนผอมอย่างแน่นอน

กระโปรงบาน ๆ

ไอเดียนี้จะค่อนข้างเหมาะกับทางสาวสายหวานนิดนึง เพราะในปัจจุบันผู้หญิงส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบใส่กระโปรง นอกจากจะเป็นเวลาหรืองานที่ต้องการความเรียบร้อยนั่นเอง สำหรับสาว ๆ เอวบางร่างน้อยนั้นสามารถใส่กระโปรงอะไรก็จะดูไปไซต์เอสไปหมด แต่สำหรับสาวอวบล่ะ สาวอวบก็สามารถใส่กระโปรงแล้วดูผอมมีเอวเอสได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะใส่ได้ทุกทรงนะ

ทรงที่ดีที่สุดหรับสาวอวบคือกระโปรงทรงเอบาน ๆ แบบที่ยิ่งบานเท่าไหร่ยิ่งดี ยิ่งถ้าตรงช่วงเอวนั้นเป็นแบบพอดีทรงไม่มียางยืดละก็จะทำให้เรายิ่งดูผอมดูมีเอวเอสแน่นอน แต่กระใส่กระโปรงบานนั้นก็ควรใส่เป็นบานพอดี ๆ อย่าบานมากไปเดี๋ยวจะโดนแซวมาจะไปเดินพรมแดงที่ไหนอีก ทริคที่อยากแนะนำในการใส่กระโปรงคือ ถ้ามีเข็มขัดมาคาดทับด้วยแล้วละก็จะทๆให้ดูผอมลงไปอีกนะ

เบลเซอร์

เบลเซอร์คืออะไร  เบลเซอร์ก็คือเสื้อแจ๊คเก็ตที่เอาสวมทับเสื้อนั่นเอง โดยเจ้าเบลเซอร์นี่ถือเป็นไอเท็มกันตายของสาวออฟฟิตทุกคนเลยทีเดียวเพราะในบางวันถ้าเราสวมเสื้อที่ไม่เป็นทางการมาทำงานแล้วดันมีประชุมกับหัวหน้า เพียงแค่ใส่เบลเซอร์ก็จะทำให้เราดูเป็นทางการได้แล้ว ซึ่งการใส่เบลเซอร์จะช่วยพรางต้นขา และสะโพกได้เป็นอย่างดี อีกอย่างเป็นการเล่นเลเยอร์ไปในตัว ซึ่งการเล่นเลเยอร์นั้นจะทำให้รูปร่างของเราดูผอมกว่าความเป็นจริง แต่ขอแนะนำให้ซื้อเบลเซอร์ที่มีความยาวเลยสะโพกลงมานะ เพราะถ้าซื้อมาพอดีเอวหรือสะโพกมันจะไม่ช่วยอำพรางต้นขาหรือสะโพกได้จ๊ะ

รองเท้าส้นสูง

งงกันใช่มั้ยล่ะว่ารองเท้าส้นสูงมันช่วยให้เราดูผอมยังไง อย่างที่ใคร ๆ ก็พูดกันว่า ยิ่งเตี้ยยิ่งทำให้ดูยิ่งตัน เพราะฉะนั้นยิ่งเตี้ยเท่าไหร่เราก็ยิ่งต้องสูงขึ้นเท่านั้น แต่ไม่ใช่ให้ไปกินนมนะ แต่ให้ใส่รองเท้าส้นสูงต่างหาก อาจจะต้องเปลี่ยนจาดที่เคยใส่ 2 นิ้ว เปลี่ยนเป็น 3 หรือ 4 นิ้ว และต้องเป็นส้นเข็มเท่านั้น เพราะว่าถ้าใส่ส้นตึกต้องให้สูงแค่ไหนก็ดูตันจ้ะ ที่สำคัญแนะนำให้ใส่เป็นสีเนื้อหรือสีที่เหมาะกับสีผิว เพราะมันจะได้ดูกลืนไปกับขา และดูสูงขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

กลบสิวมิดด้วยการแต่งหน้า

กลบสิวมิดด้วยการแต่งหน้า

หนึ่งในปัญหาที่สิว ๆ ต่างพากันวิตกกังวลสุด ๆ ก็คงหนีไม่พ้นปัญหาสิว ซึ่งถือเป็นปัญหาผิวยอดฮิตที่กวนใจผู้หญิงอย่างเราเป็นอันดับต้น ๆ แล้วเวลาที่มีสิวอักเสบ สิวเม็ดเป้ง หรือสิวเม็ดเล็ก ๆ โผล่ขึ้นมา ที่ถึงแม้ว่าสิวจะยุบไปแล้วแต่ก็ชอบทิ้งรอยเอาไว้ให้ดูต่างหน้าด้วย แบบนี้สาว ๆ หลายคนเลยต้องใช้วิธีฉาบเครื่องสำอางหนา ๆ เพื่ออำพรางสิวกัน โดยในวันนี้เราจะมาบอก 5 เทคนิค แต่งหน้ากลบสิวแบบง่าย ๆ ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

ทาครีมกันแดดปกป้องสิว

สเต็ปแรกที่ควรทำก่อนลงมือละเลงเครื่องสำอางสารพัดชิ้นลงไปบนผิวหน้าคือการทาครีมกันแดดปกป้องผิว อย่างที่ทุกคนรู้กันดีว่าครีมกันแดดถือเป็นไอเทมความงามที่ต้องทาเป็นประจำทุกวัน เพื่อปกป้องผิวสวย ๆ ไม่ให้โดนแดดและรังสียูวีทำลายจนหน้ามองคล้ำ สำหรับคนที่กำลังโดนปัญหาสิวเข้าเล่นงานอยู่ตอนนี้ ผิวก็จะเกิดอาการบอบบางแพ้ง่าย เลยอาจโดนแสงแดดและยูวีกระตุ้นให้เกิดการระคายเคืองง่ายเป็นพิเศษ

ลงเบสเขียวเพื่อกลบรอยแดง

เวลาที่เกิดสิวนั้น ผิวของเราจะเกิดการระคายเคืองจนเกิดเป็นรอยแดงจากการอักเสบ หรือแม้แต่ช่วงเวลาที่สิวหายแล้วก็อาจจะทิ้งรอยแดง ๆ ไว้ได้เหมือนกัน แบบนี้ถ้าทาแค่รองพื้นหรือแป้งอาจจะยังไม่สามารถปกปิดผิวได้เนียนกริบเท่าไหร่หรอกนะ ดังนั้นวิธีที่อยากแนะนำก็คือ ทาเบสสีเขียวลงไปให้ทั่วใบหน้า จะเวิร์กกว่า เพราะว่าเจ้าเบสสีเขียวมีคุณสมบัติให้การเพิ่มความกระจ่างใส ทำให้ผิวดูไบรท์ขึ้น และช่วยกลบรอยแดงให้ผิวดูสม่ำเสมอกว่าเดิม

ทารองพื้นบาง ๆ เบา ๆ ให้ทั่วใบหน้า

ยิ่งโบกรองพื้นหนา ยิ่งทำให้ผิวเนียนใส กับความเชื่อที่ผิดจ้ะ เพราะถ้าใครที่กำลังอยู่ในสภาวะสิวเห่อหรือมีสิวอุดตันบุกเต็มหน้า การทารองพื้นอัดแน่นแบบหนา ๆ ก็จะยิ่งทำให้ผิวอุดตัน ยิ่งกระตุ้นให้สิวเห่อเข้าไปใหญ่ได้เลยนะ ดังนั้นมาแต่งหน้าใหม่ ๆ โดยค่อย ๆ ทารองพื้นแบบบาง ๆ เบา ๆ ให้ทั่วใบหน้า แทนการลงไปทีเดียวแบบหนา ๆ แล้วถ้ามีผิวส่วนไหนที่คิดว่าเนียนไม่พอ ยังเห็นรอยสิวเด่นชัดก็ให้ลงรองพื้นเพิ่มเลเยอร์เข้าไปทีหลัง วิธีนี้ทำให้ผิวของเราดูเนียนสวยแบบเป็นธรรมชาติ

ใช้คอนซีลเลอร์เก็บรายละเอียด

ถ้าอยากต้องการปกปิดให้เนียนกริบ สเต็ปต่อไปที่ขาดไม่ได้ก็คือ การใช้คอนซีลเลอร์เก็บรายละเอียดผิวอีกรอบ หลังจากที่ลงรองพื้นเสร็จแล้ว ทริคในการเลือกใช้คอนซีลเลอร์มาฝากกัน โดยถ้าอยากจะปกปิดใต้ตาหมองคล้ำ ควรเลือกคอนซ๊ลเลอร์เนื้อลิควิดในเฉดสีที่สว่างกว่าผิว แต่ถ้าอยากจะปกปิดรอยดำ รอยแดง รอยสิว ควรเลือกคอนซีลเลอร์เนื้อครีมเฉดสีเดียวกับรองพื้น จะช่วยทำให้สีคอนซีลเลอร์ไม่ดูโดดจนเน้นทำให้รอยสิวเด่น

เซ็ตผิวด้วยแป้ง เพิ่มความเป๊ะ

มาถึงสเต็ปสุดท้ายแล้ว หลังลงคอนซีลเลอร์แล้วก็คือ การเซ็ตผิวด้วยแป้งอีกครั้ง เพิ่มเพิ่มความเป๊ะ ล็อกเมคอัพให้ติดทนและควบคุมความมันให้ผิวดูสวยยิงยาวตลอดทั้งวันนั่นเอง

แหล่งที่มา : https://sistacafe.com/

How To แต่งหน้าใส ๆ เหมือนไม่ได้แต่งหน้า

How To แต่งหน้าใส ๆ เหมือนไม่ได้แต่งหน้า

สาว ๆ เคยรู้สึกงงกันหรือไม่ เวลาพวกผู้ชายหรือแฟนตัวดีของเรานั้นเอ่ยปากชมผู้หญิงคนอื่นว่า หน้าสดยังสวยเลย บ้างทีก็อยากตะโกนว่า มันแต่งหน้าโว้ย แค่มันแต่งหน้าใส ๆ ต่างหาก ดังนั้นเราจะต้องหลอกพวกผู้ชายว่าเราไม่ได้แต่งหน้า ด้วยการแต่งหน้าแบบ Make up No Make up จะให้มีความเป็นงานผิวมากที่สุด แต่งไม่ใช่แค่ว่าลงแป้งแล้วจบด้วย เพราะเราต้องแต่งแบบไม่ให้รู้ว่าเราแต่ง พร้อมหรือยังเอ่ย ถ้าพร้อมแล้วก็ไปแต่งตามกันเลย

ลงเซรั่ม บำรุงผิวเพิ่มความชุ่มชื้น

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะใครที่อยากได้งานผิวดี ๆ แต่หน้าแล้วเครื่องสำอางที่ลงไปบนหน้าแล้วติดทั้งวัน เราจะต้องลงให้ลงเซรั่มเพิ่มความติดทนมากขึ้น เพราะถ้าเราลงรองพื้นเลยก็อาจจะอยู่ไม่นานเท่าลงเซรั่มให้นางเป็นเหมือนไพรเมอร์ช่วยปกปิดรูขุมขนก่อนดีกว่า

รองพื้นของผิวแต่มีความปกปิด

มาถึงตัวเลือกที่เราจะต้องเลือกให้ดี เพราะเรื่องหน้านั้นเป็นเรื่องสำคัญก็ต้องให้ความใส่ใจและคัดสรรเป็นพิเศษ เราจะต้องเลือกรองพื้นที่ตรงกับสีผิวของเราเพื่อให้ไม่ดูหน้าลอยนะ และที่สำคัญรองพื้นนั้นจะต้องช่วยปกปิดริ้วรอย หรือจุดด่างดำต่าง ๆ เพื่อให้ได้งานผิวที่ดีจริง ๆ

เพิ่มครีมบลัชเพื่อความเนียน

 ขั้นตอนนี้ก็สำคัญ หลังจากลงรองพื้นแล้ว ลองเลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อครีมมาลงเป็นบลัชออนก็จะได้งานผิวแบบแก้มแดง ๆ เหมือนกินมะเขือเทศมาทั้งชีวิต สวยแบบเลือดฝาดอ่ะรู้จักมั้ย ดังนั้นบลัชออนเนื้อครีมที่ถูกและดีนั้นจะสามารถช่วยปกปิดจุดด่างดำต่าง ๆ เพื่อให้ได้งานผิวที่สวย

คิ้วบาง ๆ เน้นสีธรรมชาติ

เพราะคิ้วนั้นคือมงกุฎของหน้า สาว ๆ ที่ไม่มีคิ้วเราก็พร้อมช่วยนะ สำหรับการแต่งหน้าเบา ๆ โทนธรรมชาติเหมือนไม่ได้แต่ง เราจะต้องรู้จักการเขียนคิ้วแบบเบา ๆ ไว้ด้วย เพราะถ้าอยากได้โทนธรรมชาติ ห้ามเขียนคิ้วหนา เพราะมันจะดูออกว่าเรานั้นแต่งหน้า หรือสาว ๆ ที่คิ้วหน้าอาจจะกันคิ้วใบบางลงก็ได้ ที่สำคัญสีของดินสอเขียนคิ้ว ควรเป็นสีธรรมชาติเพื่อให้ดูกลมกลืนกับใบหน้า และต้องเขียนเบา ๆ อย่าหนักมือนะ

งานตาเบา ๆ

ถ้าอยากได้ความเนียนแบบไม่โป๊ะนั้น โดยเริ่มจากลงอายแชโดว์สีอ่อน ๆ อย่างพวกสีครีม น้ำตาลอ่อน สีเนื้อ โทนสีชมพูระเรื่อ ๆ แบบเหมือนให้รู้ว่าเราไม่ได้ลงนะ อาจจะใช้นิ้วแทนแปรงจะได้เกลี่ยง่ายกว่าหน่อย แถมยังช่วยติดทนกว่าด้วย ส่วนเรื่องขนตาอาจจะดัดขนตาให้ดูเด่นขึ้นมานิดนึง แล้วลงทับด้วยมาสคาร่าสีน้ำตาล ย้ำว่าสีน้ำตาลเพราะถ้าลงสีดำมันจะดูเด่นไปนิดนึง และที่สำคัญคืออยากลงทับสิงครั้ง เอาครั้งเดียวให้อยู่หมัดไปเลย

ลิปสติก เนื้อบางเบาแต่ไม่หลุดง่าย

ปิด้ทายด้วยงานปาก แต่งหน้ามาซะสวยแต่งไม่ได้ทาปากไม่ได้นะ ถ้าอยากแต่งหน้าใส ๆ ล่ะก็จะต้องไม่ลงลิปหนักจนเกินไป ดังนั้นควรเลือกลิปที่เป็นเนื้อแมทซ์แต่มีความเบาสบาย เพื่อให้ลิปติดทนนานอต่ก็มีความเบาสบายไม่หนักปาก และที่สำคัญควรเลือกสีอ่อน ๆ ที่กลมกลืนกับผิวหน้า ไม่ควรเลือกสีที่มันฉูดฉาดเกินไปเพราะมันจะหลุดคอนเซปได้นะ

เคล็ดลับสร้างหุ่นดีแบบไอดอลเกาหลี

เคล็ดลับสร้างหุ่นดีแบบไอดอลเกาหลี

ถ้าพูดถึงเรื่องหุ่นที่เอวบาง ร่างน้อย คงจะหนีไม่พ้นไอดอลเกาหลีก็ดูเอวแต่ละคนสิเห็นแล้วอิจฉาตาร้อนเป็นแถว ๆ จนสาว ๆ อยากจะลดน้ำหนักให้หุ่นดีแบบสาวเกาหลีบ้าง ถ้าสาว ๆ อ่านมาถึงตรงนี้จะบอกได้เลยว่าสาว ๆ มาถูกทางแล้ว เพราะในวันนี้เราจะพาสาว ๆ ไปดูกันว่าสาว ๆ เกาหลีนั้นเขาลดน้ำหนักกันยังไง มีเคล็ดลับยังไง ซึ่งทางเราจัดให้ไม่ต้องรอช้าไปดูกันเลย

จดทุกอย่างทาน

Diet Planner ก็คือการจดทุกอย่างที่ทานและการออกกำลังกายในแต่ละวัน ให้สาว ๆ ลองทำแบบนี้ไปสัก 1 อาทิตย์ดูสิ เราจะได้เห็นว่าอาหารแต่ละอย่างที่ทานลงไปนั้นนับแคลอรี่รวมกันแล้ว หักลบกับที่ออกกำลังกายไปแล้ว เราจะได้รู้ทันทีว่าเราควรลดอาหารและต้องเพิ่มการออกกำลังกายนั่นเอง

เต้าหู้นิ่มช่วยลดน้ำหนัก

เต้าหู้นิ่มนั้นเป็นเมนูลดน้ำหนักชั้นเยี่ยมของไอดอลเกาหลีเลยนะ โดยทุก ๆ มื้อจะมีเต้าหู้เป็นส่วนประกอบของอาหารเสมอ แล้วจะตามนมเต้าหู้หลังมื้ออาหารจะช่วยให้อิ่มท้องนานแถมไม่รู้สึกทรมานอีกด้วย แอบบอกเลยว่าเต้าหู้นิ่ม 100 กรัมนั้นสามารถให้พลังงาน 50 – 70 แคลอรี่แถมให้โปรตีน 5- 9 กรัมเลยล่ะ

ออกกำลังกายด้วยแอโรบิค

การออกกำลังกายของไอดอลเกาหลีนั้นก็คือ การเต้นแอโรบิคนี่เอง เพราะเป็นการออกกำลังกายที่สนุก เพลิน แถมเบิร์นแคลอรี่ได้สุดเลย ๆ การแอโรบิค 1 ชั่วโมงนั้นสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้ถึง 500 แคลลอรี่เชียวนะ รู้อย่างนี้ต้องหันมาเต้นแอโรบิคกันดีกว่า

เลือกสลัดเป็นอาหารจานหลัก

ถึงจะเลือกทานสลัดนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเลือกทานแต่ผักแล้วขาดสารอาหารอื่น ๆ โดยไอดอลเกาหลีเนี่ยจะเน้นการทานผักเป็นพิเศษ โดยในมื้อหลักจะมีผักเยอะกว่าสารอาหารประเภทอื่นนั่นเอง ซึ่งอาหาร 1 มื้อของเขานั้นจะเน้นผักประมาณ 3 : 4 ของจานนะ

ไดเอทด้วยถ้วย

อาจจะดูแปลก ๆ ไปหน่อยแต่ไอดอลเกาหลีนั้นจะเลือกทานอาหารด้วยถ้วย เพื่อช่วยให้ปริมาณของอาหารชัดเจนขึ้นนั่นเอง มันจะช่วยนับแคลอรี่ได้ง่ายแถมไม่ทำให้สาว ๆ เผลอรับรับประทานอาหารมากเกินความจำเป็น โดยการทานของเขาจะมีถ้วยกระดาษ 3 ถ้วย แต่ละถ้วยก็จะแบ่งประเภทอาหารและปริมาณกัน

มื้อเช้า : แป้ง 1 ถ้วย ผัก 1 ถ้วย โปรตีนครึ่งถ้วย

มื้อกลางวัน : แป้ง 1 ถ้วย ผัก 1 ถ้วย โปรตีน 1 ถ้วย

มื้อเย็น : แป้ง 1 ถ้วย ผัก 1 ถ้วย โปรตีน 2 ถ้วย

ออกกำลังกายด้วย Hula Hoop

นอกจากแอโรบิคด้วย การเล่นฮูล่าฮุบนี่แหละที่สาว ๆ ไอดอลเกาหลีเลือก การออกกำลังกายวิธีนี้นั้นสามารถเผาผลาญแคลอรี่เราได้ถึง 300 – 400 แคลอรี่ต่อชั่วโมงเลยนะ แถมยังช่วยให้หน้าท้องของเราเนี่ยแข็งแรงแบบสุด ๆ อีกด้วย แต่เพียงยืนหมุน ๆ เอวแค่นี้ก็ผอมแล้ว

เลือกแป้งพัฟยังไงให้เข้ากับสีผิว

เลือกแป้งพัฟยังไงให้เข้ากับสีผิว

เลือกแป้งพัฟยังไงให้เข้ากับสีผิว

เคยมั้ยเวลาที่เราเลือกแป้งพัฟมาใช้เนี่ย ทำไมทาแล้วหน้าของเรามันดูลอย ๆ หรือหน้าดูดรอปอย่างบอกไม่ถูก นั่นก็เพราะเราเลือกแป้งพัฟที่มันไม่เหมาะกับสีผิวของเรานั่นเอง หรืออาจจะเป็นการที่เราทดสอบแป้งแบบผิดวิธี ฉะนั้นวันนี้จะสาว ๆ ไปเลือกแป้งพัฟยังไงให้เข้ากับสีผิวกัน ถ้าพร้อมแล้วไปกันเลย

เลือกแป้งพัฟยังไงให้เข้ากับสีผิว

1.ทดสอบสีแป้งกับผิวหน้าเราโดยตรง

สาว ๆ หลายคนมักจะลองทาบนข้อมือ เพราะคิดว่าสีข้อมือใกล้เคียงกับผิวหน้ามากที่สุด แต่ความจริงแล้วสีผิวบนใบหน้านั้นแตกต่างจากส่วนอื่นโดยสิ้นเชิง ถึงคราวที่เราจะต้องลองกับผิวหน้าตรง ๆ กันแล้วโดย

ผิวขาวเหลือง : ควรลองแป้งพัฟที่มีสีเหลืองดูก่อน หากเข้ากันหย้าพอดีก็ไม่ต้องเปลี่ยนแต่หากใช้แล้วดูเหลืองซีดเกินไปควรหาแป้งที่มีสีชมพูขึ้นมาอีกสักนิดเพื่อแก้ความเหลืองของใบหน้า

ผิวขาวมาก : สาวผิวขาวนั้นหากใช้แป้งเบอร์ขาวไปเลยก็อาจจะดูซีดดูสุขภาพไม่ดี เพราะฉะนั้นควรเลือกใช้รองพื้นที่สีดรอปกว่าหน้าสักเบอร์หนึ่ง จะเป็นโทนสีเหลืองหรือสีชมพูขึ้นอยู่กับอันเดอร์โทนของเรา

ผิวสองสี : สำหรับสาวผิวสองสีนั้นจะดูเป็นเรื่องยากสักนิดหากใช้แบรนด์ไทย เพราะฉะนั้นควรมองแป้งพัฟจากแบรนด์ต่างประเทศเป็นอันดับแรก ๆ  โดยเลือกแป้งเบอร์ที่ขาวกว่าผิวหน้าจริงสัก 1 เฉด จะช่วยปรับผิวให้ไม่ดรอประหว่างวันได้

2.ใช้แป้งกับแสงธรรมชาติและแสงไฟนีออน

สีของแป้งนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอเมื่อยู่ภายใต้แสงที่ต่างกันออกไป บางครั้งเมื่ออยู่ใต้แสงไฟ สีของแป้งอาจจะดูกลมกลืนไปกับผิวจนเราคิดว่าแป้งสีนี้นั้นเหมาะกับหน้าเราที่สุดแล้ว ถ้าเดี๋ยวก่อน ถ้าเราลองไปยืนกลางแสงธรรมชาติตอนกลางวันสีแป้งนั้นอาจจะลอยเด่นเกินเบอร์ไปก็ได้ เนื่องจากอุณภูมิของแสงมีผลโดยตรงกับสีผิวของเราที่สะท้อนออกมา ดังนั้นควรลองกับภาวะแสงต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ตัดสินใจเลือกสีแป้งได้ดีขึ้น

3.เลือกตามอันเดอร์โทน

การเลือกแป้งรองพื้นนั้นก็ควรที่จะต้องเลือกตามอันเดอร์โทนของเราด้วย โดยถ้าเรามีอันเดอร์โทนเหลืองก็ควรใช้แป้งที่ออกไปทางเหลือง หากมีอันเดอร์โทนสีชมพูด็ควรเลือกแป้งที่ออกสีอมชมพู แต่คนที่มีอันเดอร์โทนเป็นสีกลางนั้น อาจจะเลือกยากสักหน่อย เนื่องจากสามารถใช้ได้ทั้งสีเหลืองและสีชมพู ก็เลยต้องมาดูสีผิวโดยรวมว่าใช้แป้งพัฟโทนสีไหนึงจะเข้ากับผิวหน้ามากที่สุด

4.เลือกสีแป้งให้เข้ากับสีครีมรองพื้น

นอกจากแป้งพัฟนั้นจะต้องเข้ากับสีผิวของเราแล้ว ก็ยังจะต้องเข้ากันกับสีครีมรองพื้นอีกด้วยนะ เพราะถ้าหากเลือกสีแป้งพัฟที่สว่างกว่าสีครีมรองพื้นล่ะก็หน้าเราจะเทาทันที แต่ถ้าเลือกสีแป้งที่คล้ำกว่าสีครีมรองพื้นหน้าเราก็จะดูหมองและดรอปลงไปเลย ดังนั้นควรใช้สีครีมรองพื้นเดิมมาช่วยตัดสินใจว่าควรใช้แป้งพัฟสีอะไรถึงจะดีที่สุด

5.สอบถามกลับ B.A. โดยตรง

สาว ๆ บางคนอาจจะมีการลองผิดลองถูกกันมาบ้าง เข้ากับหน้าไม่เข้าบ้าง หรือไม่มีความั่นใจที่จะเปลี่ยนแปลงอะไร เพื่อให้ได้แป้งพัฟที่เข้ากับหน้าเรามากที่สุด เดินเข้าไปเลย เข้าไปถาม B.A. ประจำเคาน์เตอร์โดยตรงเพราะ เพราะเขาจะผ่านการฝึกมาโดยตรงเรื่องเครื่องสำอางอยู่แล้ว อีกทั้งชื่อเรียกของแป้งพัฟแต่ละแบรนด์ก็มีชื่อที่แตกต่างกันออกไปถึงแม้จะโทนสีเดียวกันก็ตาม ดังนั้นเพื่อความชัวร์เดินไปสอบถามกับ B.A. โดยตรงจะดีที่สุด

แมทซ์สีเสื้อ อย่างไรให้ได้งาน

แมทซ์สีเสื้อ อย่างไรให้ได้งาน

แมทซ์สีเสื้อ อย่างไรให้ได้งาน

ฮัลโหลสาว ๆ ตอนนี้อาจจะมีสาวบางคนที่กำลังมองหางานใหม่หรือสาวที่เพิ่งเรียนจบและอยู่ในช่วงหางาน ซึ่งแน่นอนว่าการสมัครงานนั้นก็ต้องมีการสัมภาษณ์ เคยคิดกันบ้างไหมว่าทั้งที่เราก็เตรียมข้อมูลต่าง ๆ ไปอย่างดี แต่ทำไมถึงไม่ได้งานซะงั้น แม้ว่าเราจะต้องใช้เวลาทั้งคืนเพื่อที่เตรียมข้อมูลในการสัมภาษณ์งาน แต่เรื่องอื่น ๆ ก็เป็นสิ่งสำคัญมากไม่แพ้กันโดยเฉพาะเสื้อผ้าหน้าผม เพราะมันจะสร้าง First Impression ให้เราไปที่จดจำได้

แมทซ์สีเสื้อ อย่างไรให้ได้งาน

แต่เดี๋ยวก่อนหลาย ๆ คนคงคิดถึงชุดกระโปรงที่คลุมเข่าสีดำกับเสื้อเชิ้ตสีขาวธรรมดากันอยู่ใช่หรือไม่ ซึ่งนั่นก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะมันก็เป็นธรรมเนียมนิยมที่หลายคนทำตาม ๆ กันมา แต่ถ้าสาว ๆ เป็นสาวแฟชั่นหรือต้องไปสัมภาษณ์งานเกี่ยวกับแฟชั่น ศิลปะ หรืออะไรก็ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มาก ๆ ถ้ามาจะใส่ชุดธรรมดาเรียบ ๆ ล่ะก็ Say Goodbye งานนั้นไปได้เลย โดยเรานั้นจะต้องแต่งตัวเพื่อบ่งบอกความเป็นตัวเองออกมา ดังนั้นหัวข้อในวันนี้ก็คือแมทซ์สีชุดยังไงให้สวย แต่ยังสุภาพและได้งาน พูดมากมาเยอะเริ่มจะเจ็บคอแล้ว ไปดูเลยกันดีกว่า

1.สีฟ้า สีน้ำเงิน ทางเลือกที่เซฟที่สุด

สีฟ้าและสีน้ำเงินนั้นจะเป็นทางเลือกที่เซฟและเป็นที่แนะนำมากที่สุดในการไปสัมภาษณ์งาน โดยจากการสำรวจนั้นพบว่า 23 เปอร์เซ็นต์ นั้นจะมักเลือกใส่เสื้อผ้าสีนี้ไปสมัครงานกัน เพราะมันจะทำให้รู้สึกน่าเชื่อถือ เข้มแข็งและมั่นคง แต่ในทางเดียวกันก็จะให้ความรู้สึกดูสุภาพและอ่อนโยน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ควรใส่สีฟ้าหรือน้ำเงินทั้งตัว เพราะมันจะกลายความรู้สึกกดดันได้ ซึ่งอาจจะต้องหาสีอื่นมาเบรคเช่น สีขาว โดยการเลือกเสื้อตัวในเป็นสีขาว แล้วใส่สูทสีฟ้าหรือน้ำเงินทับก็ได้นะ

2.อย่าใส่สีน้ำตาลทั้งตัว

สีน้ำตาลนั้นความจริงแล้วไม่ได้สื่อความหมายในแง่ลบเลยแม้แต่น้อย ตรงกันกลับสื่อถึงความอ่อนโยนและน่าเชื่อถือ แต่ก็สามารถสื่อถึงความล้าสมัย และเชยมากเกินไป เพราะในการสมัครเข้าทำงานนั้นเราจะต้องทำให้ผู้ที่สัมภาษณ์เรานั้นรู้สึกว่าเราเป็นคนกระฉับกระเฉง มีหัวก้าวหน้าและทันสมัย ดังนั้นถ้าไม่อยากเสี่ยงก็ควรที่จะเลี่ยงสีน้ำตาลไว้เป็นดีที่สุด อาจจะหันมาใส่สีโทนครีมขาวแทนหรือหาคู่สีมาแมทซ์ให้พอดูทันสมัยมากขึ้น หรือไม่ก็หาแว่นเก๋ ๆ มาใส่ก็เป็นอีกไอเดียหนึ่งที่ดี

3.สื่อถึงความเป็นผู้นำ ต้องสีดำเท่านั้น

สีดำนั้นเป็นอีกสีที่น่าสนใจ เพราะสีดำจะสื่อถึงอำนาจ ความเป็นผู้นำ สีดำนั้นจะเหมาะสำหรับการสัมภาษณ์ในตำแหน่งผู้บริหาร แต่ต้องระวังในเรื่องของการข่ม หรือทำให้ผู้สัมภาษณ์รู้สึกอึดอัด ทางที่ดีนั้นไม่ควรใส่สีดำทั้งตัว ถึงแม้ว่าจะดูเท่แค่ไหนก็ตาม อาจจะหาเครื่องประดับที่มีสีสันสดใส รองเท้า หรือกระเป๋ามาถือคู่เพื่อลดความแข็งของสีลง

4.สีแดง สีแห่งความกล้าแสดงออกที่ไม่แนะนำ

ถึงแม้ว่าสีแดงนั้นจะสื่อถึงความกล้าแสดงออกและความกล้าหาญในตัวของเรามากแค่ไหน แต่คนสัมภาษณ์ส่วนใหญ่มักจะคิดไปในทางที่ไม่ดีและแย่กว่าที่คิดได้ ดังนั้นจึงอย่าลืมว่ามีข้อยกเว้นสำหรับทุกกฎ ซึ่งสีแดงก็คือหนึ่งในนั้นเช่นกัน เพราะมันอาจจะสื่อให้เห็นถึงความก้าวร้าว ไม่เชื่อฟัง มากกว่าพลังงานในการทำงาน แถมยังดูมองว่าเป็นคนแรง ๆ อีกด้วย ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงสีแดงไว้ดีกว่า

5.สีเทา อีกทางหนึ่งที่ปลอดภัย

สีอีกสีหนึ่งที่สวยและจัดว่าเป็นไอเท็มที่ดีในการสัมภาษณ์งานก็คือ สีเทา เพราะสีเทาจะสื่อว่าเรานั้นเป็นคนที่มีเหตุผล  และวิเคราะห์เก่ง ซึ่งทักษะเหล่านี้นั้นเป็นทักษะที่จำเป็นมากสำหรับทุกหน้าที่ในการทำงาน แต่ถ้าหากสาว ๆ เป็นคนที่รักการแต่งตัว ซึ่งการใส่เสื้อผ้าเรียบนั้นอาจจะไม่ใช่แนวสักเท่าไหร่ อาจจะลองหาเครื่องประดับที่มีสีสัน เช่น ผ้าพันคอ หรือกระเป๋ามาถือเพื่อเพิ่มสีสันได้

8 ไอเทมเครื่องสำอางกันน้ำ ที่หน้าฝนต้องมี

8 ไอเทมเครื่องสำอางกันน้ำ ที่หน้าฝนต้องมี

หน้าฝนกับเครื่องสำอางเนี่ยเป็นของที่ไม่ถูกกันอย่างมากสำหรับสาว ๆ เลยทีเดียว เพราะกว่าจะแต่งหน้าออกมาได้สวยสะดุดตานั้นต้องใช้เวลานานมาก ต้องลงนั้นลงนี่เยอะแยะเต็มไปหมด แต่ทว่าเมื่อออกมาไม่ทันไรเจอฝนเข้าไป เครื่องสำอางที่ใช้เวลาในการแต่งมาตั้งนานก็หลุดออกอย่างง่ายดาย ทำให้เห็นหน้าสดที่สาว ๆ มักไม่อยากให้เห็นกันสักเท่าไหร่ บางคนถึงขั้นพกเครื่องสำอางไปแต่งใหม่เลยก็มี แต่พอออกมาเจอฝนก็หลุดทุกทีเช่นกัน ฉะนั้นวันนี้เราจะพามารู้จักกับ 8 เครื่องสำอางที่มีคุณสมบัติกันน้ำมาฝากกัน รับรองว่าปัญหาหน้าฝนนั้นจะไม่เข้ามากวนใจสาว ๆ ได้อีกอย่างแน่นอน โดยจะมีตัวไหนบ้างนั้นไปดูกันเลย

Bobbi Brown Long-Wear Even Finish Foundation SPF16 PA++

Bobbi Brown Long-Wear Even Finish Foundation SPF16 PA++

มาเริ่มกันที่ตัวนี้เลยกับรองพื้นของ Bobbi Brown ที่สาว ๆ หลายคนต้องการในช่วงหน้าฝน เพราะรองพื้นตัวนี้นั้นทั้งบางเบา เกลี่ยง่าย ไม่เป็นคราบ และที่สำคัญคือติดทนนานมาก ถึงแม้จะโดนฝนกระหน่ำก็ยังไม่เลือนแน่นอน แต่ราคาของตัวหนักนั้นจะค่อนข้างสูงถึง 2,100 บาทเชียวล่ะ

Make Up For Ever Aqua Eyes

Make Up For Ever Aqua Eyes

ต่อกันที่ดินสออายไลเนอร์ที่เนื้อนุ่ม เขียนง่าย ไม่เลอะจนเป็นหมีแพนด้า และที่แน่ ๆ คือกันน้ำกันฝนได้มาก ราคาของตัวนี้จะอยู่ที่ 850 บาท แต่ใช้ได้นานและคุ้มค่ากับราคาสุด ๆ

Stila Stay All Day Liquid Lipstick

Stila Stay All Day Liquid Lipstick

ลิปสติกแบบจิ้มจุ่มที่พอเอามาทาแล้วจะกลายเป็นเนื้อแมทต์ที่ริมฝีปากทันที ที่สามารถทนน้ำทนฝนแบบที่เรียกว่าตกหนักสักแค่ไหนปากยังสวยแจ่มอยู่ดี โดยราคาอยู่ที่ 750 บาทเท่านั้น

Majolica Majorca Lash King Mascara

Majolica Majorca Lash King Mascara

มาสคาร่าตัวนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้ขนตาของเรางอนยาวแล้ว ยังปัดง่ายและสามารถกันน้ำได้อย่างดีเลิศ ที่ขนาดเมคอัพรีมูฟเวอร์ยังล้างออกยาก นับประสาอะไรกับฝนล่ะ ซึ่งราคาอยู่ที่ 500 บาท

Canmake Cream Cheek

Canmake Cream Cheek

บลัชออนแบบฝุ่นนั้นเอากลับเข้าลิ้นชักไปก่อน สำหรับหน้าฝนนี่ต้องหยิบบลัชออนเนื้อครีมตัวนี้มาใช้แทนดีกว่า เพราะว่าบลัชออนตัวนี้นั้นเกลี่ยได้ง่ายไม่เป็นปื้น ๆ และที่สำคัญติดทนนานสุด ๆ ราคาอยู่ที่ราว ๆ 400 บาท

Maybelline Eyestudio Color Tattoo Eyeshadow

Maybelline Eyestudio Color Tattoo Eyeshadow

หน้าฝนแบบนี้ต้องหันมาใช้อายแชโดว์แบบเนื้อครีมจะดีกว่า โดยเฉพาะตัวนี้เพราะตัวนี้นั้นจะให้สีที่ชัดเจนและติดทนนานทั้งวันทั้งคืน ถึงแม้ฝนจะตกลงมาจนหน้าเปียก แต่ตาก็ยังสวยอยู่นะจ๊ะ ราคาตัวนี้อยู่ที่ 300 บาทเท่านั้น

Skinfood Fresh Aloe Waterproof Sun SPF50+ PA+++

Skinfood Fresh Aloe Waterproof Sun SPF50+ PA+++

ถึงแม้หน้าฝนที่ไม่ค่อยจะมีแดดมากนักเราก็ต้องป้องกันไว้อยู่ดีเพราะเราไม่รู้ว่าแดดจะออกเปรี้ยงมาตอนไหน ซึ่งถ้าใครที่กำลังมองหากันแดดที่ไม่เป็นคราบในระหว่างวัน ขอเสนอตัวนี้เลยเพราะกันแดดตัวนี้นั้นเป็นสูตรกันน้ำและอ่อนโยนมาก แม้สาว ๆ ที่ผิวแพ้ง่ายก็ยังใช้ได้แบบสบาย ๆ โดยราคาอยู่ที่ 300 – 400 บาท

Mei Linda Miracle My Brow 3D Gel

Mei Linda Miracle My Brow 3D Gel

บอกลาปัญหาคิ้วเปลือยช่วงหน้าฝนไปเลยทันทีเมื่อได้ใช้เจลเขียนคิ้วตัวนี้ เพราะว่าสีนั้นจะติดทนนานมาก ที่สำคัญยังเขียนง่ายให้คิ้วออกกมาเป็นธรรมชาติในราคาสบายกระเป๋าแค่ 100 บาท