Shape care

เปลี่ยนลุคตัวเองให้เป็นสาวออฟฟิศสุดมั่น

เปลี่ยนลุคตัวเองให้เป็นสาวออฟฟิศสุดมั่น

เชื่อว่าต้องมีสาว ๆ ออฟฟิศหลายคนอยากจะเป็นคนที่ดูมั่นกันทั้งนั้น อันนี้ไม่ได้หมายถึงมั่นหน้านะ แต่หมายถึงเป็นสาวที่ดูมีความมั่นใจสูง เพราะคนที่ดูมั่นใจนั้นจะดูโดดเด่น จะน่าจับตามอง และอาจจะส่งผลให้การเลื่อนขึ้นตำแหน่งสูง ๆ อีกด้วย

ซึ่งรู้มั้ยว่าการแต่งตัวนั้นก้สามารถปรับเปลี่ยนบุคลิกได้นะ เช่นแต่งตัวเรียบ ๆ ก็จะสื่อให้เห็นเป็นคนเรียบ ๆ ซึ่งมันก็จะดีต่อการทำงานเพราะทำให้หัวหน้าคิดว่าเรานั้นโฟกัสกับเรื่องมากกว่าการแต่งตัว  แต่ในทางกลับกันเมื่อนำเสนองานก็จะสื่อให้เห็นถึงความไม่มั่นใจได้ เพราะฉะนั้นสาว ๆ ก็จะต้องมีการเปลี่ยนการแต่งตัวบ้างในวันสำคัญต่าง ๆ เพื่อทำให้เราและผู้ร่วมงานรู้สึกว่าเราเป็นสาวที่มีความมั่นใจ

แต่ติดปัญหาตรงที่ไม่รู้จะเลือกอะไรมาใส่ ไอเทมไหนที่จะทำให้ดูมั่นใจ ที่สำคัญเงินในกรเป๋าก็มีไม่มากพอที่จะซื้อเสื้อหรือของใหม่แพง ๆ ซะด้วย ซึ่งถ้าใครกำลังเจอปัญหาแบบนี้ล่ะก็ไม่ต้องกังวลไป เพราะว่าวันนั้นเราได้คัดไอเทมดีไอเทมเด็ด ที่รับรองว่าใส่แค่ไอเทมเดียว ก็สามารถสวย เฉี่ยว มั่นใจ กลายเป็นคนใหม่ได้ทันที ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

เบลเซอร์

สาว ๆ หลายคนอาจจะมีความคิดว่าจะเปลี่ยนตัวเองให้เป็นสาวมั่นนั้นจะต้องในเวลาที่นาน ซึ่งจริง ๆ แล้วนั้นก็เป็นความคิดที่ถูกต้องและควรทำอย่างมาก เพราะการเปลี่ยนตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องค่อย ๆ ปรับกันไป แต่ถ้าเกิดวันไหนตื่นสายหรือลืมเตรียมชุดขึ้นมา

เพียงแค่หยิบ เบลเซอร์เก๋ ๆ สักตัวมาใส่คลุมทับให้เข้ากับรูปร่าง ไม่ว่าจะเป็นสีดำ สีเทา ก็สามารถทำให้ลุคของเรานั้นเปลี่ยนไปแน่นอน ดังนั้นหากใครที่กำลังช้อปปิ้งกันอยู่ล่ะก็แนะนำให้หยิบเบลเซอร์มาให้อุ่นใจเป็นตัวแรกก่อน

เพิ่มพลังจากสีสัน

เครื่องแต่งกายโทนสีเดียวนั้นจะช่วยให้รูปร่างของเรานั้นดูเรียบง่าย เพรียวบางแต่มีความซับซ้อน เท่ แต่เรื่องสีนี้ก็มีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะการเลือกใส่ชุดแบบทั้งตัว เช่นเสื้อเข้าชุดอย่างสูทและกางเกงขายาวที่สาวมั่นส่วนใหญ่นิยมใส่กัน

เพราะฉะนั้นสาว ๆ คนไหนก็กำลังมาหาชุดแบบทั้งตัวเพื่อสร้างความมั่นใจนั้น แนะนำให้เลือกโทนสีที่เป็นโทนสีเข้ม ๆ เช่น สีดำ สีน้ำเงิน ที่ใส่ไปไหนก็ได้ทุกโอกาส นอกจากนี้สีแดงก็เป็นอีกหนึ่งสีที่น่าสนใจ เพราะสีแดงจะสื่อถึงความมั่นใจและทำให้รูปลักษณ์ของเราดูสดใสขึ้น

แต่ชุดแดงนั้นไม่ค่อยเหมาะกับการสมัครงานเท่าไหร่ เพราะมันอาจจะดูแรงและทำให้เราดูเป็นคนแข็ง ก้าวร้าวได้ ดังนั้นเลือกสีที่ใส่ให้เหมาะกับโอกาสหรือสิ่งที่จะไปทำด้วยนะ

กางเกงขาบานเอวสูง

อีกไอเทมเด็ดที่สามารถเปลี่ยนลุคสาว ๆ ให้กลายเป็นสาวมั่นก็คือ กางเกงขาบาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกางเกงที่เป็นเอวสูง เพราะมันจะช่วยต่อขาของเราให้สูงขึ้น ซึ่งจากการวิจัยของสมาคมจิตวิทยาในประเทศอเมริกานั้น พบว่าคนส่วนใหญ่มักจะดูมั่นใจขึ้นเมื่อมีความสูงมากกว่า 5 ฟุตขึ้นไป

ดังนั้นสาว ๆ คนไหนที่เป็นสาวตัวเล็ก หรือขาสั้นอาจจะต้องใส่กางเกงขาบานกับรองเท้าส้นสูงเพื่อเพิ่มความสูงขึ้น ทั้งนี้รองเท้าส้นสูงยังช่วยทำให้มาดและบุคลิกของสาว ๆ ดีขึ้นด้วยนะ

กระเป๋าถือเรียบ ๆ ที่มีทรง

เป็นอีกเรื่องที่สาว ๆ มักจะไม่ให้ความสำคัญและมองข้ามไป แต่จะบอกว่ากระเป่าที่เลอะเทอะและย้วยไม่เป็นทรงนั้นอาจจะสะท้อนให้เห็นถึงความขี้เกียจ ไม่เป๊ะ หรือไม่ใช่มือโปรได้ ดังนั้นถ้าสาว ๆ อยากเปลี่ยนตัวเองเป็นสาวมั่นล่ะก็ให้ลองหากระเป๋าเรียบ ๆ ที่มีโครง หรือทรงที่ชัดเจน ไม่ย้วยไปตามแรงลม

ส่วนเรื่องสีนั้นจะเป็นสีดำหรือสีสดใสก็ได้แล้วแต่สไตล์การแต่งตัว ที่สำคัญไม่ว่ากระเป๋าจะแพงแค่ไหนก็ควรทำควรสะอาดและรักษารูปร่างของกระเป๋าให้คงสภาพเดิมตลอด

ชุดหนังสีดำเข้ารูป

มันเป็นเรื่องจริงที่ว่าเรานั้นจะดูดีที่สุดก็ต่อเมื่อเราอยู่ในชุดที่พอดีตัว และเหมาะกับตัวเอง ซึ่งสำหรับผู้หญิงแล้วนั้น ไม่มีชุดอะไรที่จะทำให้ผู้หญิงอย่างเราดูดีไปกว่าชุดเดรสสีดำที่พร้อมจะช่วยพรางหุ่นของเราให้สวยเป๊ะมากขึ้น

ดังนั้นหากสาว ๆ คนไหนกำลังมองหาไอเทมที่สุดแสนคลาสสิก ที่ใส่ได้บ่อยและทำให้เราดูดี ขอแนะนำให้เป็นเดรสสีดำเลยโดยเฉพาะถ้ามี Texture เป็นหนังก็จะยิ่งช่วยเพิ่มบุคลิกของสาว ๆ ได้เป็นอย่างดี

เป็นอย่างไรบ้างมีไอเทมตัวไหนที่โดนใจสาว ๆ ตอนนี้อยู่หรือป่าว ถ้ามีแนะนำให้ไปหามาก่อนเลยเพราะจะได้เป็นสาวมั่นเร็วขึ้น แต่ต้องบอกไว่ก่อนว่าการเป็นสาวมั่นเนี่ยคือ เป็นสาวที่มีความ “มั่นใจ” ไม่ใช่ “มั่นหน้า” เพราะถ้ามั่นหน้าเนี่ยระวังจะโดนตบหลังเลิกงานได้นะ

How To แต่งตัวสวยด้วยการดึงจุดเด่น

How To แต่งตัวสวยด้วยการดึงจุดเด่น

สาว ๆ เคยเป็นกันหรือป่าว ว่าทำไมเรานั้นแต่งตัวยังไงก็ไม่ดูดีสักที ซึ่งสาเหตุก็คือสาว ๆ ไม่รู้จุดเด่นในร่างกายของตัวเองยังไงล่ะ เพราะถ้าหากสาว ๆ ได้รู้จัดเด่นในร่างกายของตัวเองแล้วนั้น สาว ๆ นั้นสามารถแต่งตัวให้ดูดีได้ง่ายขึ้นมาก แต่ก่อนหน้านั้นเราจะต้องมาหาจุดเด่นหรือเอกลักษณ์ที่เป็นของเราซะก่อน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

เอวบางร่างน้อย

จุดเด่นหลัก ๆ ของผู้หญิงนั้นมีอยู่ไม่กี่อย่าง ซึ่งอย่างแรกที่เราที่เรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นของผู้หญิงหลาย ๆ คน นั่นก็คือ เอวที่บาง ๆ ร่างเพียว ๆ นั้นแหละ คือจุดเสริมสร้างเสน่ห์ให้ผู้ชายจับจ้องมาที่เราจริง ๆ เพราะส่วนเว้าบนร่างกายจะทำให้ผู้คนสนใจนั่นเอง ซึ่งสาว ๆ ที่มีเอวสัก 23 – 24 คือเป๊ะมาก ที่สำคัญนั้นเอวจะต้องบาลานซ์กับทุกส่วนของร่างกายด้วยนะถึงจะสวย

สะโพก

ถ้าอยากแต่งตัวสวย ๆ เป๊ะ ๆ ต้องหยิบจุดเด่นของเรามาใช้ให้เป็นประโยชน์ สำหรับสาว ๆ ที่มีสะโพกผายนั้นเราเข้าใจนะว่าบางทีมันทำให้เสียเซลฟ์ไม่น้อยเลย เพราะมันดูใหญ่เกินเพื่อน ๆ แต่รู้มั้ยว่าสะโพกคือตัวชี้ความเป็นผู้หญิงได้อย่างดีเลย ยิ่งถ้ามีทั้งเอวและสะโพกที่สวยนั้น ใคร ๆ ก็ชอบทั้งนั้น ไม่แน่นะอาจจะกลายสาย ฝ. ได้แบบไม่รู้ตัวเลย

หน้าอก

สาว ๆ ส่วนใหญ่นั้นอยากที่หน้าอกหน้าใจที่ใหญ่ แต่จริง ๆ คนที่มีหน้าอกโชคดีมากเลยนะ เพราะไม่ต้องมายัดฟองน้ำเหมือนสาว ๆ ที่มีหน้าอกเล็ก เพราะคนหน้าอกเล็กนั้นจะต้องคอยหาเสื้อชั้นในดูม ๆ เพื่อให้หน้าอกใหญ่ขึ้น เพราะฉะนั้นถ้ารู้ตัวว่าตัวเองนั้นมีหน้าอกก็แต่งตัวให้เป้นประโยชน์ แต่ก็ต้องดูกาลเทศะด้วยนะ

ขาเรียวยาว

จุดเด่นอีกจุดที่สาว ๆ อยากมีกันก็คือ ขาเรียว ๆ ของคนสูงนั่นเองจ้า เพราะไม่ว่าจะแมทซ์เสื้อผ้ายังไงก็สวยเป๊ะได้หมด เพราะด้วยขาเรียว ๆ เล็ก ๆ ทำให้เสื้อผ้าหรือแต่งตัวยังไงให้ดูสูง แต่สำหรับสาว ๆ ที่ไม่สูงการถ่ายรูปนั้นก็อาจจะช่วยได้นะหรือไม่ก็ใส่กางเกงขาสั้นเพื่อให้ขาดูยาวขึ้นนั่นเอง

แขนเล็ก

สาว ๆ ที่มีแขนอันเรียวเล็กและดูเป็นมัด ๆ นิดหน่อย เหมือนสาวเฮลตี้ชอบออกกำลังกายอยู่ด้วย ใส่อะไรก็สวยไปหมด ดังนั้นสาว ๆ ก็ต้องหันมามองแขนตัวเองกันดีกว่าแขนของเราเป็นอย่างไหน ถ้าแขนเรียวแล้วก็สบายใจได้ แต่ถ้าไม่ก็ยังพอมีเวลาในการออกกำลังกายให้ต้นแขนกระชับได้นะ

ไหปลาร้า

ใครจะไปคิดว่าช่วงไหปลาร้า หรือช่วงก่อนถึงหน้าอกนั้นจะเป็นจุดที่เรียกเสน่ห์ได้เหมือนกัน เวลาที่จะแมทซ์เสื้อผ้าถ้าใครชอบใส่เสื้อปาดไหล่หรือสายเดี่ยวแล้วมีไหลปลาร้าสวย ๆ ล่ะก็จะเริ่ดมาก ว่าจะต้องเป็นคนผอมแล้วจะสวยนะ ผู้หญิงอวบก็มีไหปลาร้าสวยได้เหมือนกัน

แผ่นหลัง

การแต่งตัวเสริมเสน่ห์ด้วยการดึงจุดเด่นของตัวเองออกมาก็คือ แผ่นหลัง อันเรียบเนียนไร้ที่ติเพราะแผ่นหลังของผู้หญิงนั้นมองยังไงก็สวย ดูน่าสัมผัสมาก สาว ๆ ที่มีแผ่นหลังไร้สิว ไร้ริ้วรอยควรจะรีบโชว์ผิวออกมาได้ เพราะมีเสน่ห์ก็ต้องรู้จักโชว์นะ

เป็นอย่างไรบ้างสำหรับจัดเด่นต่าง ๆ ในร่างกายของผู้หญิง สาว ๆ ก็ลองดูนะว่าตัวเองนั้นมีจุดเด่นตรงบ้าง เวลาแต่งตัวให้คราวหน้าจะได้ออกมาดูดี ดึงดูดสายตาของหนุ่ม ๆ กัน

ลดไขมันบนหน้า ไม่ง้อโบท็อก

ลดไขมันบนหน้า ไม่ง้อโบท็อก

ปัญหาไขมันบนหน้าเป็นปัญหาที่ผู้หญิงหลายคนไม่อยากเจอ เพราะมันจะส่งผลให้ใบหน้าของผู้หญิงอย่างเรานั้นบวม หรือบานขึ้นมา ทั้งที่เราก็ไม่ได้อ้วนหรืออะไร ทำให้เราจะต้องไปฉีดโบท็อกเพื่อลดไขมันบนใบหน้า หน้า สลายไขมันซะให้มันรู้แล้วรู้รอดไป แต่ถ้ากลัวเข็มล่ะจะทำยังไง วันนี้เรามาทางแก้ให้กับวิธีลดไขมันบนหน้า แบบไม่ง้อโบท็อก ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

ทำท่าบริหารกล้ามเนื้อใบหน้า (Facial Exercises)

สิ่งแรกที่อยากให้สาว ๆ ลองทำดูก็คือ การบริหารกล้ามเนื้อใบหน้า หรือ Facial Exercises เห็นแค่ขยับหน้าไปมานั้นมีประโยชน์มากเลยนะ ทั้งทำให้หน้าดูอ่อนเยาว์ กล้ามเนื้อแข็งแรงมากขึ้น แสดงอารมณ์บนใบหน้าได้หลากหลายมากขึ้น ท่าออกกำลังกายที่นิยมกันก็คือท่าทำแก้มป่อง แล้วเป่าลมออกจากซ้ายไปขวา ย่นริมฝีปากที่ด้านข้าง ยิ้มค้างไว้ กัดฟันแน่น 5 – 10 นาที แล้วทำซ้ำอีกครั้ง

ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอในชีวิตประจำวัน

การมีไขมันส่วนเกินบนใบหน้า จะแก้มใหญ่หรือมีเหนียงก็ตาม นั่นมาจากที่เราน้ำหนักขึ้น ทำให้ไขมันสะสมไปทั้งตัว รวมถึงใบหน้าด้วย ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือลดน้ำหนักด้วยการออกกำลังกาย ซึ่งการออกกำลังกายที่เบิร์นไขมันได้ดีสุด ๆ ก็คือ คาร์ดิโอ หรือแอโรบิก หรือการขยับร่างกายเพื่อเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจทุกชนิด ทำให้น้ำหนักลดไวที่สุด ไขมันลงเร็วที่สุด แนะนำให้ทำคาร์ดิโอระดับปานกลาง – เข้มข้น รวม 150 – 300 นาที / สัปดาห์ หรือวันละ 20 – 40 นาทีเท่านั้น

ดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น

มีการศึกษาพบว่า น้ำเปล่า ช่วยลดน้ำหนักได้ดี เพราะไม่มีพลังงาน ดื่มแล้วทำให้ท้องอิ่ม ทานอาหารมื้อหลักได้น้อยลง กระตุ้นระบบเผาผลาญ และการดื่มน้ำให้เพียงพอ จะทำให้ผิวชุ่มชื้นอยู่เสมอ ระบบหมุนเวียนเลือดในร่างกายทำงานได้ดี ไม่ทำให้เซลล์ในร่างกายเก็บสะสมน้ำจนตัวบวม หน้าบวม หน้าท้องป่อง ดังนั้นดื่มน้ำให้ติดเป็นนิสัย จิบเรื่อย ๆ ทั้งวันได้ยิ่งดีนะ

ลดปริมาณแอลกอฮอล์ให้น้อยลง

สาว ๆ คนไหนที่เป็นสายดื่ม ทั้งเบียร์เอ่ย ไวน์เอ่ย หรืออะไรก็ตามที่เป็น “แอลกอฮอล์” ขอให้ลดปริมาณลงไปก่อน เพราะแอลกอฮอล์มีแคลอรี่สูงปริ๊ด แต่สารอาหารกลับต่ำมาก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้น้ำหนักพุ่ง ส่งผลทำให้หน้าบวมได้ แต่ก็ใช่ว่าจะต้องเลิกดื่มแอลกอฮอล์เด็ดขาด โดยปริมาณที่เหมาะสมคือ 2 แก้วต่อวันสำหรับผู้ชาย และ 1 แก้วต่อวันสำหรับผู้หญิง

ตัดอาหารประเภทแป้งขัดสีไปให้หมด

เหล่าแป้งขาว แป้งขัดสีทั้งหลาย ต่างก็เป็นส่วนผสมหลักในขนมหวานแสนอร่อย ทั้งคุกกี้ แครกเกอร์ เค้ก และอาหารอย่างพาสต้า สปาเก็ตตี้ ข้าวขาว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักให้น้ำหนักพุ่งปรี๊ด ส่งผลให้ร่างกายสะสมไขมันจนหน้าบวมนั่นเอง แม้จะไม่มีงานวิจัยโดยตรงว่า แป้งขัดสี ข้าวขาวเหล่านี้จะสะสมที่ใบหน้าโดยตรง แต่มันทำให้น้ำหนักโดยรวมขึ้นแน่นอน เมื่อมีไขมันส่วนเกิน มันก็จะกระจายไปทั่วร่างกาย รวมถึงใบหน้าด้วย

แหล่งที่มา : sistacafe.com

มาดูแคลอรีของทานเล่นสุดโปรดชาวออฟฟิศกันเถอะ

มาดูแคลอรีของทานเล่นสุดโปรดชาวออฟฟิศกันเถอะ

ถึงแม้ช่วงนี้บริษัทบางส่วนก็ยัง WFH กันอยู่ แต่ก็มีบ้างบริษัทที่เริ่มให้พนักงานกลับมาทำงานที่ออฟฟิศแล้ว ซึ่งเมื่อมาทำงานที่ออฟฟิศ สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำงานก็คือ ของทานเล่นระหว่างพักจากการทำงานนั่นเอง แต่ทุกคนรู้หรือไม่ว่า ของทานเล่นที่ชอบซื้อมาทานนั้นมีแคลอรีเท่าไหร่กัน ดังนั้นในวันนี้เรามาดูแคลอรีในของทานเล่นพวกนั้นกัน

ผลไม้

ของทานเล่นสุดโปรดปรานของชาวออฟฟิศ หลังมื้อเที่ยงจะต้องซื้อติดไม้ติดมือขึ้นไปทานบนออฟฟิศ เพราะทานแล้วจะรู้สึกสดชื่น ทำให้ตื่นจากความง่วง เพราะฉะนั้นผลไม้จึงเป็นตัวเลือกแรกที่หลายคนเลือกกัน โดยผลไม้ที่นิยมซื้อกันมีแคลอรีดังต่อไปนี้

  • กล้วยหอม 1 ลูก : 120 กิโลแคลอรี
  • ชมพู่ 1 ผล : 20 กิโลแคลอรี
  • มะละกอ 8 ชื้น : 60 กิโลแคลอรี
  • สับปะรด 8 ชิ้น : 60 กิโลแคลอรี
  • แตงโม 6 ชิ้น : 70 กิโลแคลอรี
  • แคนตาลูป 8 ชิ้น : 30 กิโลแคลอรี

ของทอด

อาหารทานเล่นที่เคี้ยวกรอบรสชาติอร่อยโดนใจชาวออฟฟิศหลาย ๆ คน แต่ไม่ค่อยดีกับสุขภาพนะ เพราะจะไหนจะแคลอรีที่สูงปรี๊ดและน้ำมันที่ใช้ทอดอีก แต่กินไม่ยั้งปาก ความอ้วนมาหาอย่างแน่นอน

  • กล้วยทอด 4 ชิ้น : 510 กิโลแคลอรี
  • กุยช่ายทอด 1 ชิ้น : 114 กิโลแคลอรี
  • ปอเปี๊ยะทอด 3 ชิ้น : 188 กิโลแคลอรี
  • เกี๊ยวกรอบ 1 ชิ้น : 78 กิโลแคลอรี

เบเกอรี่

ไม่ว่าจะเป็นคุกกี้ ขนมปังหรือแซนด์วิช ถือเป็นอาหารว่างที่สามารถซื้อทานได้ง่าย สะดวก น่าทาน แต่มีข้อเสียก็คือเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง และเบเกอรี่แต่ละอย่างให้แคลอรีดังต่อไปนี้

  • แซนด์วิชแฮมชีส 1 คู่ : 290 กิโลแคลอรี
  • แซนด์วิชทูน่า 1 คู่ : 180 กิโลแคลอรี
  • แยมโรล 1 ชิ้น : 310 กิโลแคลอรี
  • โดนัท 1 ชิ้น : 270 กิโลแคลอรี
  • คุกกี้เนย 1 ชิ้น : 105 กิโลแคลอรี
  • เค้กกล้วยหอม 1 ชิ้น : 370 กิโลแคลอรี

เครื่องดื่ม

นม ชา กาแฟ ถือเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมติดชาร์ทของชาวออฟฟิศ ไม่ว่าจะออฟฟิศไหนก็ต้องมีติดไว้บนโต๊ะเสมอ เพราะนอกจากจะทำให้คลายเครียดแล้วนั้น ยังทำให้ร่างกายรู้สึกตื่นตัวจากความง่วงอีกด้วย

  • น้ำเต้าหู้จืด 1 แก้ว : 75 กิโลแคลอรี
  • กาแฟดำ 1 แก้ว : 55 กิโลแคลอรี
  • กาแฟเย็น 1 แก้ว : 115 กิโลแคลอรี
  • โกโก้ 1 แก้ว : 210 กิโลแคลอรี
  • ชาร้อน 1 แก้ว : 55 กิโลแคลอรี

ชาไข่มุก

เครื่องดื่มยอดฮิตของหลายคนในตอนนี้ก็คงหนีไม่พ้น ชาไข่มุก ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น รวมไปถึงชาวออฟฟิศแต่ก็พากันซื้อทานไม่หยุด แต่แนะนำว่าควรทานเพียงวันละ 1 แก้วเท่านั้นและควรเลือกเมนูที่มีแคลและน้ำตาลไม่มาก นอกจากนี้ยังดื่มแค่อาทิตย์ละครั้งเพื่อผลดีต้องสุขภาพ

  • ชาไข่มุก 1 แก้ว : 200 – 400 กิโลแคลอรี

How To สวยใสจนคนอื่นต้องร้องทัก

How To สวยใสจนคนอื่นต้องร้องทัก

แน่นอนว่าสาว ๆ ทุกคนมักจะชอบหาวิธี How To Perfect มาทำให้เราดูสวยและดูดีอยู่เสมอ เพราะสิ่งที่สำคัญของผู้หญิงนั้นจากเรื่องกินก็หนีไม่พ้นเรื่องความสวยความงามอยู่แล้ว เลยไม่แปลกใจถ้าสาว ๆ ส่วนใหญ่นั้นจะพยายามสรรหาทริคความงามดี ๆ หรือสกินแคร์ตัวเด็ด ๆ มาเพิ่มความสวยงามให้กับตัวเอง เอาล่ะพูดถึงขนาดนี้ เรามีทริคดี ๆ ในการทำให้ตัวเองสวยใสขึ้น จนคนอื่นต้องร้องทักขึ้นมา

ดื่มน้ำเยอะ ๆ

น้ำเปล่า ที่เราดื่มกันในทุกวันนั้น นอกจากจะช่วยดับกระหาย คลายร้อนให้กับสาว ๆ แล้ว น้ำเปล่าก็ยังมีประโยชน์ต่อร่างกายและของเราอีกด้วย โยเฉพาะสาว ๆ ที่อยากลดน้ำหนักให้หุ่นนั้นผอมเพรียว เพราะเพียงแค่นั้นดื่มน้ำเปล่าแทนเครื่องดื่มที่รสชาติหวานอย่าง ชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม จะสามารถช่วยกระตุ้นกระบวนการขับถ่ายให้ดีขึ้น ส่วนสาว ๆ ที่มีปัญหาเรื่องผิวแห้งกร้านไร้ความสมูท การดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว ให้ผิวเนียนเด้งเต่งตึงตั้งแต่ภายใน เพราะฉะนั้นอย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอ โดยดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้ว ต่อวัน

ออกกำลังกายบ้าง

สาว ๆ คิดเหมือนกันมั้ยเอ่ยว่าช่วงนี้เทรนด์ความสวยสไตล์เฮลตี้เนี่ยมาแรงแซงทุกโค้งจริง ๆ เลยนะ ไม่ว่าจะเป็นดารา เซเลปแม้แต่คนธรรมดา ก็หันมาสนใจสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเลือกทานอาหารคลีนที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หรือการเข้าฟิตเนสไปออกกำลังกายเพื่อปั้นหุ่นสวย ซึ่งเราขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าการออกกำลังกายหรือเอ็กเซอร์ไซส์ขยับร่างกายเป็นประจำนั้น จะช่วยเบิร์นไขมัน ปั้นหุ่นสวยให้สาว ๆ ได้แล้ว ยังช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ช่วยให้ผิวแข็งแรง ผิวสวยสุขภาพดีได้อีกด้วยนะ

นอนหลับพักผ่อนให้เต็มอิ่ม

เคยได้ยินกันหรือเปล่าว่า การนอนนั้นจะเยียวยาทุกสิ่ง ซึ่งเราขอคอนเฟิร์มได้เลยว่าประโยคนี้จริงสุด ๆ สาว ๆ ลองสังเกตตัวเองดูสิเวลาที่เราเครียด ทำงานหนักจนไม่มีเวลาพักผ่อน ร่างกายก็จะฟ้องว่าไม่โอเคผ่านอาการเจ็บป่วย ไม่มีแรง แถมยังทำให้หน้าของเราดูหมองคล้ำ ไม่สดใส ไร้ชีวิตชีวาอีกต่างหาก ดังนั้นจึงขอแนะนำให้สาว ๆ เข้านอนให้เร็วขึ้น นอนหลับพักผ่อนให้เต็มอิ่ม 6 – 8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมและฟื้นฟูผิวให้กลับมาสวยใสปิ๊ง มีชีวิตชีวา

ดูแลผมบ่อย ๆ

หน้าสวย ผิวสวย หุ่นสวยแล้ว ผมจะไม่สวยได้ยังไง อีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สาว ๆ อย่างเรานั้นสวยได้แบบไม่สุด เพราะต้องมาสะดุดกับปัญหาผมเสียเนี่ยแหละ เพราะว่าหลาย ๆ คนมัวแต่ให้เวลาและความสำคัญไปกับการดูแลผิวหน้าและผิวกาย จนปล่อยให้ผมเสียจากการขาดการดูแลแบบไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นสาว ๆ ก็ควรที่จะหันมาดูแลเส้นผมให้มากขึ้น โดยไม่ควรจะสระผมบ่อยหรือน้อยจนเกินไป โดยสระผมแค่ 2 – 3 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอแล้ว แต่ต้องไม่ลืมทำทรีทเมนต์หลังสระผมเสร็จแล้ว ผมสาว ๆ จะได้นุ่มสลวย เงางามและสมใจอยากไปเลย

ทาครีมบำรุงผิวเป็นประจำ

ถึงแม้ตอนนี้นั้นเรายังอายุน้อย ผิวก็ยังดูใสเต่งตึงเด้งดึ๋งเหมือนเด็กก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณสาว ๆ นั้นจะละเลยขั้นตอนการบำรุงผิวไปได้หรอกนะ เพราะว่ายิ่งเราดูแลผิวของตัวเองเร็วเท่าไหร่ ก็จะช่วยชะลอการเกิดปัญหาผิวกวนใจที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นสาว ๆ จะต้องขยันทาครีมบำรุงผิวทั้งหน้าและผิวกายเป็นประจำอย่าให้ขาด ไม่ว่าจะเป็นมอยซ์เจอไรเซอร์ โทนเนอร์ เซรั่ม หรือครีมกันแดด รับรองได้เลยถ้าบำรุงดีขนาดนี้ไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาผิวกวนใจแล้วล่ะ

กำจัดเซลลูไลท์ง่าย ๆ ด้วย 5 วิธี

กำจัดเซลลูไลท์ง่าย ๆ ด้วย 5 วิธี

สาว ๆ รู้จักเซลลูไลท์ไหม เซลลูไลท์ (Cellulite) ก็คือไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนังทำให้ผิวมีลักษณะเป็นรอยบุ๋ม ขรุขระหรือเกิดรอยย่น มักเกิดที่ต้นขา สะโพก ก้นและท้อง และสามารถเกิดบริเวณหน้าอก ท้องน้อย และต้นแขน ได้เช่นกัน โดยส่วนใหญ่จะเกิดในวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่เพศหญิง เอาล่ะมาถึงตรงนี้บอกเลยว่าสาว ๆ ที่มีเซลลูไลท์จะต้องบอกลากับมันแล้วล่ะ เพราะในวันนี้เราจะบอกวิธีกำจัดเซลลูไลท์ง่าย ๆ มาฝากกัน ว่าแต่จะมีวิธีไหนบ้างนั้นก็ไปดูกันเลย

ดื่มน้ำมาก ๆ

การที่สาว ๆ นั้นมีปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอในร่างกาย จะทำให้เรานั้นไม่สามารถลดเซลลูไลท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเหตุนี้เองทำให้การดื่มน้ำนั้นเป็นกฎข้อแรกเลยที่ทุกคนจะต้องทำ โดยในร่างกายของเรา หรือเซลล์ของเรานั้นมีสารพิษจำนวนมากที่อยู่ในเซลล์ไขมัน ซึ่งหากจะให้เซลลูไลท์ถูกทำลายนั้น จะต้องดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ ขอแนะนำให้ดื่มอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร

กาแฟขัดผิว

มีผู้หญิงหลายคนที่ได้บอกว่าเซลลูไลท์ของเธอนั้นหายไปนั้น จากการนำกาแฟสดมาขัดผิว โดยผสมกากกาแฟสดกับน้ำอุ่น หลังจากนั้นนาขัดผิวเป็นเวลา 10 นาที 2 ครั้งต่อสัปดาห์ในพื้นที่ที่ต้องการลดเซลลูไลท์ เราจะเห็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมและชัดเจน หลังจากการสครับเป็นเวลาสี่สัปดาห์ เห็นไหมล่ะว่าการลดเซลลูไลท์นั้นมันง่ายนิดเดียว

เปลี่ยนอาหาร

อย่างสุดท้ายก็คือการเปลี่ยนนิสัยการทาน เพื่อช่วยให้ร่างกายของเราทำลายเซลลูไลท์ออกไปได้เช่น งดน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรต หันมาทานอาหารที่มีเส้นใย แทนที่ไขมันไม่อิ่มตัวด้วยน้ำมันมะกอก อัลมอนด์หรือน้ำมันอะโวคาโด หลีกเลี่ยงการบริโภคโซเดียมมากเกินไป กินผลไม้สดและผักที่มีปริมาณน้ำสูงเช่นแตงโม แตงกวา และผักใบเขียวเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของผิวและล้างสารพิษในร่างกายของสาว ๆ ได้

นวดน้ำมันมะพร้าว

สาว ๆ รู้หรือไม่ ? ว่าน้ำมันมะพร้าวนั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากเลย เพราะน้ำมันมะพร้าวถ้านำมารับประทานก่อนอาหารจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญของอาหาร ลดความหิวและเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว หรือจะใช้เป็น Moisturizer ก็ได้  นอกจากนี้ก็นำน้ำมันมะพร้าวไปนวดที่ตรงบริเวณที่เกิดเซลลูไลท์ก็ได้เช่นกัน

เพิ่มการไหลเวียนเลือดในร่างกาย

การไหลเวียนของเลือดที่เหมาะสมนั้น สามารถช่วยป้องกันและกำจัดเซลลูไลท์ได้ โดยหลีกเลี่ยงการสวมเสื้อผ้าที่รัดในส่วนที่เกิดเซลลูไลท์ การไหลเวียนเลือดไปยังสะโพก ต้นขาและบริเวณอื่น ๆ ที่มีแนวโน้มที่จะเกิดเซลลูไลท์ ถ้าหากใส่กางเกงรัดมันจะยิ่งทำให้เกิดเซลลูไลท์มากขึ้นกว่าเดิม นอกจากนี้การออกกำลังกายเพิ่มมวลกล้ามเนื้อก็สามารถทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีกว่าเดิมด้วย

บอกลารอยตีนกา เพื่อผิวพรรณที่อ่อนวัย

บอกลารอยตีนกา เพื่อผิวพรรณที่อ่อนวัย

ตีนกาเกิดจากผิวที่เสื่อมสภาพลงตามวัย เพราะการหดตัวของกล้ามเนื้อขณะแสดงอารมณ์ต่าง ๆ ทางใบหน้า ไม่ว่าจะเป็นการยิ้ม หัวเราะ หรือเครียด จะทำให้ริ้วรอยต่าง ๆ ค่อย ๆ ลึกลงและมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งอาจส่งผลให้ขาดความมั่นใจเมื่อต้องพบปะหรือพูดคุยกับผู้อื่น แต่รู้หรือไม่ว่า ในปัจจุบันมีทางเลือกในการรักษาตีนกาและริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้ามากมาย แต่การรักษาตีนกานั้นต้องขึ้นอยู่กับระดับความลึกของริ้วรอย และอาจต้องใช้วิธีการรักษามากกว่า 1 อย่างเพื่อผลลัพธ์ที่ดี ดังนี้

ทาครีมลดริ้วรอย

มักนิยมนำครีมที่มีส่วนผสมของเรตินอยด์อย่างเตรติโนอิน (Tretinoin) มาใช้ในการลดเลือนริ้วรอย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้มีการผลัดผิวใหม่ ซึ่งมักจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีขึ้นใน 24 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม การทาครีมที่มีเรตินอยด์เป็นส่วนประกอบจะช่วยลดริ้วรอยร่องตื้นเท่านั้น แต่ไม่สามารถลดริ้วรอยลึกได้

ฉีดโบท็อกซ์

การฉีดโบท็อกซ์สามารถลดรอยตีนกาและรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าที่เกิดจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อบริเวณที่มีริ้วรอยผ่อนคลาย และช่วยป้องกันการหดตัวของกล้ามเนื้อ ทำให้ริ้วรอยตื้นขึ้น ทั่วไปการฉีดโบท็อกซ์อาจมีประสิทธิภาพนานถึง 3 เดือน และมักไม่ส่งผลกระทบต่อการแสดงอารมณ์ทางสีหน้า เพราะการฉีดโบท็อกซ์เพื่อรักษารอยตีนกาจะทำให้ผิวหน้าบริเวณหางตาตึงขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การฉีดโบท็อกซ์จะให้ผลลัพธ์ที่ดีสำหรับผู้ที่เริ่มมีริ้วรอยในช่วงอายุ 30-50 ปี แต่ไม่สามารถลดริ้วรอยลึกในผู้สูงอายุได้

ทำเลเซอร์

การยิงเลเซอร์เพื่อให้ผิวเกิดการลอก (Ablative Laser Resurfacing) เป็นการลอกผิวหนังชั้นบนออกไป เพื่อเผยผิวที่มีสุขภาพดีและดูอ่อนเยาว์ การใช้เลเซอร์รักษารอยตีนกาเป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีประสิทธิภาพ เพราะความร้อนจากเลเซอร์จะกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน ส่งผลให้ผิวหนังบริเวณหางตาเรียบเนียนและตื้นขึ้น โดยหลังทำเลเซอร์อาจใช้เวลาพักฟื้นหลายสัปดาห์ อย่างไรก็ตาม การทำเลเซอร์อาจไม่สามารถลดริ้วรอยอย่างตีนกาได้ 100 เปอร์เซ็นต์

ป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดตีนกา ?

  • ปกป้องผิวจากแดด ด้วยการใช้ครีมกันแดดที่มีค่าป้องกันแสงแดด (SPF) ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปอย่างสม่ำเสมอ และควรใส่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ปกปิดผิวเพื่อป้องกันผิวคล้ำเสียจากแดดด้วย
  • เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเลือกรับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืช และไขมันที่ดีต่อสุขภาพ เช่น แซลมอน ถั่ว น้ำมันมะกอก อะโวดาโค เป็นต้น และควรเลี่ยงการดื่มคาเฟอีน รับประทานอาหารแปรรูป และอาหารที่มีเกลือหรือน้ำตาลสูง
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ การออกกำลังกายส่งผลดีต่อระบบไหลเวียนเลือด และช่วยกระตุ้นระบบน้ำเหลืองให้ร่างกายสามารถกำจัดสารพิษออกไปได้ ซึ่งช่วยทำให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่งและมีสุขภาพดี
  • ห้ามสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่ส่งผลเสียต่อสุขภาพและยังกระตุ้นให้ร่างกายผลิตสารอนุมูลอิสระเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุของริ้วรอยต่าง ๆ บนใบหน้า
  • เลี่ยงการขมวดคิ้ว การขมวดคิ้วเป็นประจำจากการทำงาน การเพ่งมอง หรือการอ่านหนังสือ จะทำให้ริ้วรอยบริเวณรอบดวงตาและหน้าผากลึกขึ้น ดังนั้น ควรใส่แว่นสายตาหรือซื้อหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อลดการใช้กล้ามเนื้อรอบดวงตา

How To จัดทรงผมไม่ให้แก่เกินวัย

How To จัดทรงผมไม่ให้แก่เกินวัย

สิ่งที่ช่วยเสน่ห์ให้กับผู้หญิงนั้น นอกจากใบหน้าแล้ว ทรงผมเองก็สามารถเสริมเสน่ห์ หรือช่วยปรับเปลี่ยนลุคของเราได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ทำให้เราดูโดดเด่นมีเสน่ห์ มีบุคลิกที่ดี มีความมั่นใจ แถมทรงผมบางทรงก็ยังสามารถลดอายุของเราลงไปได้อีกหลายปีด้วย ซึ่งถ้าหากเราทำทรงผมที่เข้ากับตัวเองนะ เพราะถ้าเราทำทรงผมที่ไม่เข้ากับใบหน้าของเรา จะทำให้หน้าของเรานั้นดูแก่ขึ้นอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งถ้าหากสาว ๆ ไม่อยากโดนทักว่าป้าหรือหน้าแก่ล่ะก็ตามมาทางนี้ได้เลย เพราะว่าวันนี้เราได้นำทริคการจัดทรงผมอย่างไรไม่ให้หน้าแก่เกินวัย ถ้าพร้อมแล้วก็มาดูกันเลย

ผมยาวเกินไม่ได้เหมาะกับทุกคน

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทรงผมยาว เป็นทรงผมที่ฮิตตลอดการสำหรับผู้หญิงแทบทุกคน เพราะตั้งแต่เด็กใคร ๆ ก็อยากผมยาวกันทั้งนั้นพอโตมาเลยจัดเต็มไว้ผมยาวเลย แต่ในบางครั้งการที่เราไว้ผมยาวเกินไปก็อาจจะทำให้เราดูแก่มากกว่าเดิมได้ง่ายมากโดยเฉพาะผู้หญิงที่ไว้ผมยาวตั้งแต่กลางหลังไปจนถึงเอว ซึ่งหากใครที่ไว้ผมยาวอยู่ละก็ แนะนำว่าควรเล็มผมให้สั้นลงบ้าง หรืออาจซอยสไลด์บาง ๆ ช่วงบ่าลงไปให้ดูเป็นเลเยอร์ จะดูดีกว่าไว้ผมยาวตรงธรรมดาโดยไม่ปรับแต่งอะไรเลย หรืออาจตัดผมหน้าม้า หรือผมปาดข้าง ก็ทำให้ดูน่ารักสมวัยแถมยังดูเด็กลงอีกด้วย

ทรงผมไม่ได้เข้ากับหน้าของเราทุกคน

ทรงผมนั้นมีหลายทรงก็จริง แต่ก็ใช่ว่าคนทุกคนจะสามารถทำทรงผมอะไรก็ได้แล้วออกมาสวยเป๊ะดูดีไปทุกทรง แต่มันต้องขึ้นอยู่กับโครงหน้าหรือรูปหน้าของเราด้วยว่าทำทรงผมไหนออกมาแล้วจะดูดีที่สุด ดังนั้นการเลือกทรงผมให้เข้ากับรูปหน้าจึงเป็นสิ่งสำคัญ แต่อย่างนั้นเราก็ต้องมีการลองเปลี่ยนลุค เปลี่ยนทรงผมเป็นทรงอื่น ๆ ดูบ้าง คนไหนที่ไว้ผมยาวมาตลอดก็ลองตัดผมสั้นประบ่าหรือซอยผมสั้นแบบมั่น ๆ ไปเลย เผื่ออาจจะเจอทรงผมใหม่ที่ดูดีกว่าทรงเดิมที่ไว้มาตลอดชีวิตก็ได้

สีผมที่ไม่เหมาะกับตัวเอง

รู้ว่าสีผมมันจะช่วยเสริมให้เราดูดีขึ้นได้ บางคนอาจจะอยากย้อมสีผมอย่างสีพาสเทล สีจัด ๆ แต่ถ้าเลือกสีผิด เราอาจจะกลายเป็นคนดูสูงวัยหรือสก๊อยไปเลยก็ได้ ยิ่งใครที่ชอบทำผมสีเข้ม ๆ หรือผมสีดำจะยิ่งมีโอกาสที่ทำให้ดูสูงวัยยิ่งขึ้น ซึ่งเทคนิคการเลือกสีผมนั้นเราควรเลือกสีผมที่เหมาะกับสีผิวของตัวเราเอง ยกตัวอย่างเช่น สาวผิวขาวเหลือง ควรเลือกทำผมสีน้ำตาล น้ำตาลแดง น้ำตาลประกายทอง ประกายแดง หรือประกายม่วงเหลือบแดง เป็นต้น หากเลือกสีผมให้เข้ากับสีผิวและบุคลิกของตัวเองแล้ว รับรองว่าปังและเป็นที่จับจ้องของสายตาทุกงานแน่นอน

แชมพูสระผมก็สำคัญ

อย่าคิดว่าใช้แชมพูแบบไหนก็ใช้สระผมได้ เพราะจริง ๆ แล้ว สภาพเส้นผมของเราแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกันไป ซึ่งปัจจุบันได้มีการออกแชมพูสูตรต่าง ๆ มากมายที่เหมาะกับเส้นผมของเรา ทั้งช่วยบำรุงและแก้ไขปัญหาผมเสียได้ตรงจุด แต่หากเลือกใช้แชมพูผิดประเภท หรือไม่เหมาะกับสภาพผมและหนังศีรษะแล้ว อาจทำให้เส้นผมได้รับการบำรุงไม่ดีพอ ยิ่งบางคนที่มีผมเสียอยู่แล้ว อาจจะยิ่งเสียมากขึ้นกว่าเดิม เกิดผมแห้ง ชี้ฟู และแตกปลาย จนทำให้ดูแก่กว่าวัยได้ ดังนั้นเลือกแชมพูที่เหมาะกับสภาพผมของตัวเองจะดีที่สุด

ใช้ความร้อนกับผมมากเกินไป

การใช้ความร้อนช่วยให้ในการจัดทรงผม ไม่ว่าจะเป็น ไดร์เป่าผม ที่ม้วนผม หรือที่หนีบผมไฟฟ้า สามารถช่วยอำนวยความสะดวกและช่วยเซตผมเป็นทรงต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย แต่หากใช้เป็นประจำก็อาจทำให้ผมเสีย ผมแห้งกรอบ หรือผมแตกปลายได้ เพราะอุปกรณ์เหล่านั้นต้องใช้ความร้อนในการทำปฏิกิริยากับเส้นผม ซึ่งหากเส้นผมโดนความร้อนอยู่เป็นประจำทุกวันก็อาจส่งผลต่อสุขภาพของเส้นผมได้

ละเลยการดูสุขภาพผม

ใครว่าผมไม่ต้องดูแลกัน เส้นผมนั้นก็ควรจะได้รับการบำรุงดูแลรักษาเช่นเดียวกับผิวพรรณและส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้าหากเราละเลยการดูแลสุขภาพผมแล้ว อาจทำให้ผมเสีย แตกปลาย ดูเผิน ๆ ก็เหมือนคนมีอายุได้ง่าย ๆ ดังนั้นควรหมั่นบำรุงเส้นผมเป็นประจำด้วยครีมนวดผม หรือทรีตเมนต์เพื่อให้เส้นผมและหนังศีรษะมีสุขภาพดี

รวมอาหารทานก่อนนอนแล้วหน้าบวม

รวมอาหารทานก่อนนอนแล้วหน้าบวม

สาว ๆ เคยสังเกตกันหรือไม่ว่า ทำไมหน้าของเรานั้นถึงบวมขึ้นในตอนเช้า ซึ่งจริง ๆ แล้ว อาการเหล่านี้มีได้หลายสาเหตุมาก แต่สาเหตุหนึ่งที่เรามาพูดถึงกันในวันนี้ก็คือ อาหารที่เราทานก่อนนอนนั้นเอง ใครจะไปคิดล่ะว่าอาหารบางอย่างถ้าเราทานก่อนจะนอนนั้น มันจะส่งผลให้หน้าบวมในตอนเช้าได้ โดยในวันนี้เราจะพาสาว ๆ ไปดูกันว่าอาหารอะไรบ้างที่ทานตอนก่อนนอนแล้วหน้าบวมในตอนเช้า ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

อาหารคู่บ้านคู่เมืองของคนไทย ไม่ว่าบ้านไหนก็ต้องมีติดบ้านเอาไว้ แต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเนี่ยแหละที่ทำให้เราหน้าบวมได้ในตอนเช้า เพราะในเส้นรวมถึงเครื่องปรุงที่เราใส่ลงไปนั้น มีโซเดียมในปริมาณสูง  ซึ่งพอเราทานจนอิ่มแล้วนอนต่อทันที จะทำให้เกลือเหล่านั้นไม่สามารถขับออกจากร่างกายได้ เลยส่งผลให้ใบหน้าของเราดูบวมขึ้น

ขนมขบเคี้ยว

เจ้าพวกขนมขบเขี้ยวต่าง ๆ ที่มีรสหวาน ๆ เค็ม ๆ รสชาติถูกปากนั้น ถ้าหากทานเข้าไปมาก ๆ โดยเฉพาะช่วงก่อนนอน ก็สามารถทำให้หน้าของเรานั้นบวมได้ เพราะว่าในขนมขบเคี้ยวทั้งหลายเหล่านั้นก็มีส่วนประกอบของเกลือและโซเดียมสูงไม่แพ้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเลย อีกทั้งพอทานเข้าไปเยอะ ๆ ก็จะยิ่งทำให้ร่างกายกักเก็บน้ำเอาไว้มากกว่าปกติ เป็นเหตุให้ตัวบวม หน้าบวมได้ง่าย

อาหารฟาสต์ฟู้ด

หนึ่งในอาหารสุดโปรดปราดของใครหลายคน ก็คงหนีไม่พ้นอาหารฟาสต์ฟู้ด ซึ่งเราจะต้องขอเตือนเอาไว้ตรงนี้เลยว่าอาหารฟาสต์ฟู้ดเหล่านี้ ขนาดทานตอนกลางวันยังทำให้อ้วน น้ำหนักขึ้นได้ง่าย ๆ แล้วไหนจะมีส่วนประกอบของน้ำมัน ทั้งเกลือ ทั้งโซเดียมในปริมาณมาก ซึ่งถ้าทานก่อนนอนล่ะก็ หน้าไม่บวมก็แปลกแล้ว

อาหารสำเร็จรูป / อาหารแช่แข็ง

สาว ๆ ที่มักจะขี้เกียจทำอาหารนั้น อาหารสำเร็จรูปหรืออาหารแช่แข็งจะตอบโจทย์ความต้องการอย่างมาก แต่ต้องแลกกับสุขภาพแย่ ๆ กันนะ เพราะเมนูเหล่านี้พอผ่านการแช่แข็งแล้วถูกนำมาเวฟ ทำให้สูญเสียวิตามินและคุณค่าทางอาหารออกไปได้ ที่สำคัญเมนูอาหารสำเร็จรูปแต่ละอย่าง มักมาพร้อมกับโซเดียมในปริมาณที่สูงกว่าอาหารปรุงสดทั่วไป ถ้าทานมากเกินไปอาจจะไม่แค่หน้านะที่บวม

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้น ไม่ว่าจะเป็น เบียร์, ไวน์, เหล้าหรือคอกเทล ถ้าดื่มเยอะ ๆ ก็มีแต่จะทำให้สุขภาพของตัวเองแย่ลงเท่านั้น นอกจากนี้การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ติดต่อกันเกือบทุกคืนยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ผิวของเราขาดน้ำ ส่งผลให้ผิวต้องดึงน้ำขึ้นมากักเก็บไว้ จนหน้าให้บวมในตอนเช้านั่นเอง ดังนั้น ลด ละ เลิกได้ก็ดีนะ

แหล่งที่มา : https://sistacafe.com

เมนูอาหารไดเอท ทานยังไงให้น้ำหนักลด

เมนูอาหารไดเอท ทานยังไงให้น้ำหนักลด

ถ้าพูดถึงการลดน้ำหนัก ก็คงหนีไม่พ้นการไดเอท แต่ถ้าไม่กินอะไรเลยโรคกระเพาะก็อาจถามหาได้ ทำให้หลายคนหันไปทานอาหารที่ช่วยทำให้อิ่มท้องแต่ยังสามารถไดเอทได้อยู่กัน แต่เดี๋ยวก่อน เราเคยคิดกันหรือไม่ว่าอาหารที่ทานอยู่นั้นมันช่วยให้น้ำหนักของเราลดลงจริง ๆ เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะพาไปดูอาหารไดเอทพวกนั้นกันว่าต้องทานอย่างไรให้น้ำหนักของเราลดลง

ซีซาร์ สลัด

อาหารอย่างแรกเมื่อจะลดน้ำหนักที่ทุกคนคิดถึงนั้นก็คือ “สลัด” แต่ช้าก่อน เพราะมีนักโภชนาการจากมหาวิทยาลัย พิตต์เบิร์ก ที่ชื่อว่า เลสลี่ย์ บอนซี ได้บอกว่า เจ้าซีซาร์ สลัดเนี่ยแค่ถ้วยเล็กนิดเดียว ยังให้พนักงานถึง 300 – 400 แคลอรีเลยนะ แถมพ่วงมากับไขมัน 30 กรัมอีกด้วย ละเจ้าไขมันมาจากไหนล่ะ ก็มาจากน้ำสกัดที่เราใส่ไง ถ้าที่ดีเราควรทานน้ำสลัดที่เป็นน้ำใสนะ

สมูทตี้

เคยมั้ยที่อยากกินอาหารไดเอทแล้วอร่อยด้วย สมูทตี้นี่ตัวดีเลยล่ะ ถ้าเป็นสมูทตี้เปล่า ๆ เนี่ยอาจจะไม่ค่อยมีอะไร แต่ถ้ามีวิปปิ้งครีมหรือไอศกรีมขึ้นมาละก่อน บอกลาที่จะลดความอ้วนไปเลย

ชูการ์ฟรี

ปราศจากน้ำตาลน่ะดีนะ แต่ต้องดูดี ๆ ด้วยสาปราศจากน้ำตาลจริง ๆ หรือเปล่า เพราะบางทีผู้ผลิตอาจจะใส่สารให้รสหวานลงไปในอาหาร เครื่องดื่มแทน ถ้าเราทานเข้าไปก็ไม่ต่างจากเราทานขนมหวานเลยทีเดียว

นมพร่องมันเนย

นมพร่องมันเนยที่หลาย ๆ คนว่ามีไขมันน้อยกว่านมสด แต่จริง ๆ แล้ว นมพร่องมันเนยที่ว่านั้นก็มีไขมันอิ่มตัวไม่ต่างไปจากนมสดเท่าไหร่  ดังนั้นถ้าเราชอบดื่มนมสดแต่ไม่อยากที่จะได้เจ้าไขมันอิ่มตัวนี้มากเกินไป ก็ลองดื่มแบบผสมกันดู โดยเริ่มจาก นมพร่องมันเนย 2%,1% และนมไขมันต่ำตามลำดับ

มัฟฟิน

หลาย ๆ คนชอบทานมัฟฟินเป็นอาหารเช้า แต่ก็ก็ดูด้วยนะว่าแป้งที่มาทำมัฟินเป็นแป้งอะไรให้แคลอรีเท่าไหร่ ทางที่ดีควรหามัฟฟินที่บอกจำนวนแคลลอรี่ได้ หรือเป็นมัฟฟินโฮลเกรนไปเลยดีกว่า

โยเกิร์ตไขมันต่ำ

รู้หรือไม่ว่าโยเกิร์ตไขมันต่ำบางยี่ห้อเนี่ยเขาแอบเติมน้ำตาลพวกฟรักโตส ซูโครส และน้ำตาลเทียมลงไปมากกว่า 30 กรัมด้วย ซึ่งเราก็ไม่ได้มองกันทุกคนหรอก แค่เห็นว่าไขมันต่ำก็หยิบกันระนาว ขอแนะนำว่าคราวหน้าอ่านส่วนประกอบก่อนเอาเข้าตะกร้านะ

มัลติเกรน

เป็นกันหรือไม่เวลาเดินเข้าร้านสะดวกซื้อเวลาที่เราจะซื้อขนมปังแล้วจะเห็นคำว่า มัลติเกรน บนถุงขนมปัง หรืออื่นๆ ที่ทำมาจากแป้ง แล้วเราเคยพลิกมาอ่านเรื่องสารอาหารที่จะได้รับกันมั้ย ถ้าไม่ให้รีบพลิกดูเลยเพราะบางทีส่วนผสมที่ทำมานั้น อาจจะเป็นธัญพืชที่ผ่านการขัดสีแล้ว ซึ่งมันจะขาดไฟเบอร์และสารอาหารที่ดี ๆ ออกไปหมดแล้ว ดังนั้นคราวหน้าให้ลองมองหาคำว่า โฮลเกรน 100% หรือ อ่านสารอาหารที่ได้รับว่ามีไฟเบอร์หรือเปล่า