Posts

ทริคกัดสีผมด้วยตัวเอง ไม่พัง ไม่เยิน

ทริคกัดสีผมด้วยตัวเอง ไม่พัง ไม่เยิน

การทำสีผมให้ออกมาตรงใจหรือมีสีสันที่สวย ก็จะต้องมีการ “กัดสีผม” เพื่อให้พื้นสีผมของเรามีสีที่อ่อน เมื่อลงสีอื่น ๆ ก็จะทำให้สีนั้นชัดขึ้น และในตอนนี้ที่มีการแพร่ระบาดของโควิดทำให้หลายคนไม่อยากไปร้านเสริมสวย อยากจะทำทำสีผมเอง แต่กลัวว่าจะกัดผมออกมาได้ไม่ดี วันนี้เราก็มีทริคในการกัดสีผมด้วยตัวเองมาฝากกัน รับรอบว่าทำแล้วไม่พัง ไม่เยินอย่างแน่นอน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

เลือกผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับสภาพเส้นผม

ก่อนจะเริ่มกัดสีผมนั้น เราต้องรู้ก่อนว่าน้ำยาฟอกสีผมมีแบบไหนบ้าง และแบบไหนเหมาะกับเรา ซึ่งน้ำยาฟอกสีผมมี 2 แบบหลัก ๆ คือแบบบผงและแบบครีม ซึ่งแบบผงจะสามารถฟอกสีผมให้อ่อนลงได้มากกว่า และมีข้อดีคือน้ำยาไม่มีกลิ่นฉุนให้กวนใจ ส่วนแบบครีมจะใช้งานได้ง่ายกว่า ไม่ต้องกังวลเรื่องผงจะลอยเข้าจมูก แต่อาจจะมีกลิ่นฉุนกว่า ที่สำคัญเลยก็คือต้องเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีมาตรฐานรองรับและอ่านข้างกล่องให้ละเอียดก่อนใช้งาน เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

ใช้ Developer 6-9% จะดีที่สุด

ต่อมาก็ต้องใช้ Developer หรือ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เพื่อใช้คู่กับน้ำยาฟอกสีผมแบบต่าง ๆ ซึ่งก็จะมีตั้งแต่ 3% 6% 9% และ 12% พลังการกัดก็จะขึ้นกับเปอร์เซ็นต์ที่เราเลือก โดยเราจะต้องเลือกเปอร์เซ็นต์ให้เหมาะกับสภาพเส้นผมด้วย ถ้าผมเส้นเล็กแนะนำเป็น 6% เพราะถ้ายิ่งใช้เปอร์เซ็นต์สูง ๆ ผมเส้นเล็กจะเสียและพังได้ง่ายมาก ส่วนคนที่ผมเส้นใหญ่แนะนำเป็น 9% เพราะผมเส้นใหญ่จะหนากว่า ดังนั้นจะต้องใช้น้ำยาที่แรงกว่านั่นเอง

ชโลมน้ำมันมะพร้าว / ออยล์ / ทรีตเมนต์บนผมก่อนฟอก

การชโลมน้ำมันมะพร้าว ออยล์ หรือทรีตเมนต์เฉพาะที่ใช้สำหรับลงก่อนฟอกผม จะช่วยให้ผมเราเสียน้อยลง เพราะเจ้าพวกนี้จะทำการเคลือบเส้นผมไว้ชั้นนึงแล้วนั่นเอง โดยวิธีการใช้ก็คือน้ำมันมะพร้าวกับออยล์ควรหนักประมาณ 30 นาทีโดยไม่ต้องล้างออก แล้วสามารถลงน้ำยาฟอกสีผมได้เลย ส่วนทรีตเมนต์จะต้องอ่านฉลากก่อนใช้เสมอ เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละตัวจะใช้เวลาไม่เท่ากัน แต่วิธีการหมักแบบนี้จะต้องทำใจนิดนึงนะ เพราะมันจะทำให้ผมมีสีที่สว่างน้อยกว่าผมที่ไม่ใช้ อาจจะต้องเพิ่มรอบในการกัดเป็น 2–3 ครั้ง แต่ดีกว่าทำร้ายเส้นผมจนพังในครั้งเดียว

รีบลงให้ทั่วดีกว่าค่อย ๆ เก็บรายละเอียด

วิธีที่ดีที่สุดคือการรับลงให้ทั่วทั้งหัวแบบคร่าว ๆ ก่อนจะมาเก็ยรายละเอียด วิธีการนี้จะช่วยให้สีผมออกมาเสมอกันทั้งหัว อย่างที่บอกกันไปว่าไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์จะทำปฏิกิริยาในเส้นผมให้สีผมของเราสว่างขึ้นและยิ่งเปอร์เซ็นต์มากก็ยิ่งมีปฏิกิริยาที่เร็วขึ้นมากเช่นกัน ถ้าเรามัวแต่มาเก็บรายละเอียดให้ทั่วทีละช่อ ก็อาจจะทำให้ช่อแรกและช่อสุดท้ายสว่างไม่เท่ากัน

แล้วก็อย่าขยี้น้ำยาฟอกบนหนังศีรษะเป็นอันขาด เพราะน้ำยาอาจกัดหนังศีรษะจนเป็นแผลได้ และที่สำคัญอีกอย่างก็คืออย่าใช้น้ำยาฟอกผมแบบประหยัดเกินไป เพราะถ้ามันไม่พอ ใช้แล้วไม่ทั่วทั้งหัวจะทำให้สีผมของเราสว่างไม่เท่ากัน

เช็กสภาพผมทุกครั้งหลังฟอกสี

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่ห้ามละเลยเป็นอันขาด คือเราจะต้องคอยเช็กสภาพเส้นผมของเราเสมอหลังฟอกสี ว่าผมเราเสียหายรุนแรง เช่น ผงเป็นวุ้นเปราะขาดง่ายกว่าปกติ ผมชอร์ตหงิกงอหรือไม่ เพราะถ้าสภาพเส้นผมเราเสียรุนแรง แต่ยังไม่ได้สีที่สว่างตามต้องการ การฟอกสีซ้ำคงจะต้องพักไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นผมของเราอาจจะพังถึงขั้นผมขาดแล่ะสามารถแก้ไขได้แล้วนะ

ชอบเปลี่ยนสีผมบ่อย ๆ ให้ทรีตเมนต์สีหรือแวกซ์สีแทนการย้อมจะดีกว่า

คนไหนที่กัดสีผมแล้วอยากจะย้อมหลาย ๆ สี แต่ไม่อยากกัดสีผมใหม่หลังย้อม แนะนำให้ใช้ทรีตเมนต์สีหรือแวกซ์สีผมจะเวิร์กกว่า เพราะทรีตเมนต์และแวกซ์จะไม่ทำให้สีผมของเราเปลี่ยนไป แถมยังไม่ทำร้ายเส้นผมให้เสียเพิ่มอีกด้วย แต่ข้อเสียคือสีอาจจะไม่ได้ติดแน่นทนนานแบบน้ำยาย้อมผมนั่นเอง แต่รับรองว่าสีสวยแจ่มไม่แพ้น้ำยาย้อมเลยล่ะ

แหล่งที่มา : sistacafe.com

10 ประโยชน์ด้านความงามจากอะโวคาโด

10 ประโยชน์ด้านความงามจากอะโวคาโด

อะโวคาโด ผลไม้รูปทรงรีไข่สีเขียวที่คนไทยอาจจะไม่ได้กินกันบ่อยนัก เพราะไม่ใช่ผลไม้ประจำบ้านเราอย่างมะม่วง มังคุด กล้วย เงาะ และอื่น ๆ อีกมากมายที่หากินกันได้ง่าย ๆ อีกทั้งคนส่วนใหญ่ยังคิดว่ารสชาติของอะโวคาโดนั้นคงจะไม่อร่อย ไม่หวานเหมือนผลไม้อื่น ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วอะโวคาโดเป็นผลไม้ที่มีเนื้อมันเป็นเนย หากนำไปปรุงหรือทานคู่กับอย่างอื่นขอบอกเลยว่ารสชาติดีเยี่ยม

นอกจากเรื่องของรสชาติแล้ว อะโวคาโดยังดีต่อสุขภาพของคนเราอีกเพียบ มีทั้งวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน ไขมันดี ช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ กินแค่ลูกเดียวก็ได้สารอาหารที่ดีต่อร่างกายเกือบครบ ทว่าอะโวคาโดไม่ได้มีประโยชน์ต่อร่างกายของเราอย่างเดียว แต่ยังช่วยดูแลความงามของสาว ๆ ด้วยล่ะ นำมาใช้บำรุงได้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้ากันเลยทีเดียว ว่าแต่ประโยชน์ด้านความงามจากอะโวคาโดมีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย

หมดปัญหาเรื่องรังแค

สำหรับสาว ๆ ที่มีปัญหาเรื่องรังแคหรือหนังศีรษะหลุดลอก ลองสกัดอะโวคาโดออกมาเป็นน้ำมันแล้วหมักลงบนเส้นผม โดยการนำเนื้อไปปั่นกับหัวกะทิให้เป็นเนื้อละเอียด จากนั้นนำไปต้มด้วยไฟอ่อนและคนทุก ๆ 5 นาทีจนกระทั่งน้ำระเหยออกไปเหลือแต่กากของมัน สุดท้ายนำไปกรองด้วยผ้าขาวบางก็จะได้น้ำมันอะโวคาโดออกมาแล้ว ซึ่งกรดอะมิโนและโปรตีนในผลไม้ชนิดนี้จะซึมซาบเข้าไปในหนังศีรษะ ช่วยฟื้นฟูและไม่ทำให้หนังศีรษะหลุดลอกออกมาเป็นรังแคได้อีก

เส้นผมสวยเป็นเงางาม

ใช้อะโวคาโด 1 ผล เอาเมล็ดออกแล้วคว้านเนื้อบดให้ละเอียด จากนั้นเทน้ำมันมะพร้าว 1 ช้อนโต๊ะและไข่แดง 1 ฟอง คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาป้ายบนเส้นผม หมักทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก สระผมตามปกติ ทำแบบนี้ทุก ๆ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ รับรองเลยว่าเส้นผมของคุณจะนุ่มสลวยเปล่งประกายอย่างเห็นได้ชัด

ทำให้ขอบตาคล้ำดูแจ่มใสมากยิ่งขึ้น

สาว ๆ ที่นอนไม่พอจนใต้ตาคล้ำเหมือนหมีแพนด้า ลองฝานอะโวคาโดเป็นแผ่นบาง ๆ แล้วมาแปะไว้ที่ตาก่อนนอนทุกคืนสัก 15 นาที เพียงแค่นี้ง่าย ๆ ก็จะช่วยให้รอยคล้ำใต้ตาของสาว ๆ จางลงแล้วล่ะ

มาสก์หน้าด้วยอะโวคาโด

แน่นอนว่าเนื้อของมันสามารถนำมาใช้มาสก์หน้าได้ ซึ่งก็มีหลายสูตรด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นบดผสมแตงกวา น้ำผึ้ง โยเกิร์ต กล้วย ไข่ ข้าวโอ๊ต แล้วแต่ว่าชอบแบบไหน แต่ทุกสูตรนั้นถ้าหากบดเนื้ออะโวคาโดลงไปด้วยก็จะทำให้ผิวหน้าของสาว ๆ อ่อนเยาว์และสดใสแน่นอน

รักษาสิว ผิวหน้าสวย

สิวเป็นปัญหาที่แก้ไม่หายสักที ถ้าอย่างนั้นลองมาสก์หน้าด้วยสูตรอะโวคาโดดูไหม ส่วนผสมมีเพียงแค่ เนื้ออะโวคาโดครึ่งลูก ไข่ขาว 1 ฟอง และน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ ผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วพอกลงบนหน้าประมาณ 15 นาที ระวังอย่าให้เข้าตา จากนั้นล้างออกด้วยน้ำอุ่น ซึ่งอะโวคาโดจะช่วยลดความมันของใบหน้า ไม่ทำให้เกิดสิวต่าง ๆ นั่นเอง

โลชั่นอะโวคาโด

ในน้ำมันอะโวคาโดมีความใกล้เคียงกับน้ำมันในผิวหนังของเรา ซึ่งจะช่วยปรับสภาพผิวให้อ่อนนุ่ม ไม่หยาบกร้าน อีกทั้งยังมีวิตามินที่ช่วยลดรอยแผลเป็นต่าง ๆ โดยทาน้ำมันอะโวคาลงบนผิว เน้นเป็นพิเศษในส่วนที่แห้งกร้าน เช่น ข้อศอก หัวเข่า ทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วอาบน้ำตามปกติ

ครีมโกนหนวดจากอะโวคาโด

คิดไม่ถึงล่ะสิว่าอะโวคาโดก็สามารถนำมาทำเป็นครีมโกนหนวดได้ ซึ่งส่วนผสมหลัก ๆ นั้นได้แก่ น้ำมันอะโวคาโด น้ำมันมะพร้าว สบู่จากน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ น้ำมันหอมระเหยดอกลาเวนเดอร์ ผสมทั้งหมดให้เข้ากัน ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีแล้วจึงป้ายลงบนผิวแล้วเตรียมโกนขนได้ เพราะในอะโวคาโดมีน้ำมันที่ช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ทำให้โกนได้ง่ายมากขึ้น ดังนั้นถ้าสาว ๆ อยากโกนขนหน้า ขนรักแร้ หรือขนขา ก็หยิบอะโวคาโดมาใช้ได้เลย

อะโวคาโดแฮนด์สครับ

นอกจากมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายและใบหน้าแล้ว อะโวคาโดยังช่วยให้มือของเราเนียนนุ่มได้ ด้วยการนำอะโวคาโดครึ่งลูกมาบดให้ละเอียด ผสมกับน้ำตาลและข้าวโอ๊ต ค่อย ๆ สครับลงบนผิวมือของเราทั้งสองข้าง ทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วล้างออก ทำแบบนี้เป็นประจำจะช่วยขจัดเซลล์ผิวและทำให้ผิวมือของเรานุ่มน่าสัมผัส

อะโวคาโดช่วยทำให้เล็บแข็งแรง

สาว ๆ คนไหนที่มีปัญหาเรื่องเล็บอ่อน แป๊บ ๆ ก็ฉีกขาด ไม่สามารถไว้เล็บยาวได้ ลองนำน้ำมันอะโวคาโดที่สกัดแล้วมาบำรุงรอบ ๆ เล็บดูสิ ทำแบบนี้ทุกวันในตอนเย็น รับรองเลยว่าในเวลาไม่กี่สัปดาห์เล็บของคุณก็จะแข็งแรง ไม่ฉีกง่ายเหมือนแต่ก่อน

บำรุงเท้าด้วยอะโวคาโด

มาถึงอวัยวะส่วนล่างสุดของเรากันบ้าง แน่นอนว่าต้องใช้เดินทุกวัน จะไม่ให้เท้าของเราแห้งหยาบกร้านได้อย่างไร ดังนั้นต้องบำรุงเท้าของเรากันเสียหน่อย ด้วยการนำเมล็ดอะโวคาโดไปตากแห้งสัก 2 วัน ทุบให้แตกละเอียด นำเนื้ออะโวคาโดลงมาผสมกับเกลือและแป้งหยาบที่ทำจากข้าวโพด นำมาขัด ๆ ถู ๆ ที่เท้าของเรา หากรู้สึกว่าเจ็บก็สามารถผสมน้ำอุ่นได้ ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีแล้วล้างออก เพียงแค่นี้เท้าของคุณก็จะผ่อนคลายแถมยังเนียนนุ่มด้วยล่ะ

แหล่งที่มา : women.kapook.com

เลือกสีลิปสติกยังไงให้เข้ากับโทนผิว

เลือกสีลิปสติกยังไงให้เข้ากับโทนผิว

ต้องยอมรับว่าการแต่งเติมสีสันต่าง ๆ บนใบหน้านั้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ของผู้หญิงในสมัยนี้ ด้วยความแตกต่างของสีผิวการเลือกเครื่องสำอางแต่ละชิ้นจึงเป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะริมฝีปาก หากจะแต่งหน้าให้รอดก็ควรเลือกเฉดสีที่เหมาะกับสีผิว ส่วนใครที่ไม่ค่อยสันทัดเรื่องการเลือกสีลิปสติก มาดูกันวิธีเลือกสีลิปสติกให้เข้ากับโทนผิวกัน ว่าคุณมีโทนผิวแบบไหนและลิปสติกสีอะไร รับรองได้เลยว่าทาแล้วเป๊ะปังอย่างแน่นอน

โทนผิวขาว

สำหรับสาวผิวขาว คงไม่น่าหนักใจเท่าไหร่กับการเลือกลิปสติก เพราะส่วนใหญ่ทาสีไหนก็รอด เพียงแต่คุณเลือกว่าจะแต่งลุคไหน หากเป็นสาวหวานก็คงไม่พ้นเฉดสีชมพู ชมพูนม ชมพูอมแดง หากเป็นสาวเปรี้ยวก็ระบายสีแดงลงไปเลย เพียงแต่สีที่ต้องระวังคือโทนนู้ดเพราะหากเลือกไม่ดีอาจดูเหมือนคนป่วยไปเลย

โทนผิวสองสี

เป็นโทนที่สามารถแต่งได้หลายสไตล์ ดังนั้นลิปสติกก็มีหลายสีที่ใช้แล้วเข้ากับสีผิว เช่น โทนนู้ด อิฐน้ำตาล ส้มอมแดง ชมพูอมส้ม สีลิปสติกเหล่านี้จะขับผิวสีน้ำผึ้งของคุณให้ดูมีออร่าน่ามอง แต่หากคุณไม่อยากเป็นสาวหน้าโหด ควรลดความเข้มของสีลิปสติกและอย่าแตะต้องสีแดง หรือแดงสว่างเป็นอันขาด

โทนผิวเข้ม

สาวๆ ที่มีสีผิวโทนนี้ อาจจะดูเลือกยากสักหน่อย แต่หากได้สีลิปสติกที่ทาแล้วกลืนไปกับผิว คุณจะเป็นสาวลุคเซ็กซี่สุด ๆ ซึ่งสีที่ควรจะใช้ คือ โทนสีนู้ด สีน้ำตาล นู้ดน้ำตาล ชมพูบาง ๆ สีพีช เป็นต้น หากคอนโทรลิปสติกสีเหล่านี้ให้แมทช์กับเครื่องสำอางชิ้นอื่น ๆ บนใบหน้า รับรองสวยปังไม่มีพังแน่นอน

เป็นอย่างไรกันบ้างกับการเลือกสีลิปสติกให้เข้ากับโทนสีผิว หวังว่าสาว ๆ คงจะชอบกัน ไว้วันไหนว่าง ๆ สาว ๆ ก็ลองนำเอาลิปสติกมาหัดทา หรือแต่งหน้าดูก่อน เพื่อดูว่าสีไหนถูกใจเรามากที่สุด หรือสีไหนที่เราทาแล้วเป๊ะปัง เอาอยู่ทุกสถานการณ์

แหล่งที่มา : www.sanook.com

เลือกสกินแคร์อย่างไรให้เหมาะกับผิวพรรณ

เลือกสกินแคร์อย่างไรให้เหมาะกับผิวพรรณ

สกินแคร์นั้น ไม่เหมือนกับเสื้อผ้าที่ถึงแม้ว่าซื้อผิดไซส์ก็ยังสามารถปรับแก้ให้พอดีกับรูปร่างได้ แต่ผิวพรรณนั้นไม่เหมือนกัน เคยเป็นกันหรือไม่ เวลาที่เราลองใช้สกินแคร์ไม่ว่าจะเป็น ครีม เซรั่ม หรือโลชั่นทาผิว ตามเพื่อนใช้แล้วดี แต่พอใช้เองกับไม่ดีเหมือนกับคนอื่น แถมเป็นผื่นเห่อเต็มไปหมดร

ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่าคนเรามีสภาพผิวที่แตกต่างกัน ดังนั้นเราจึงจะต้องเลือกผลิตภัณฑ์ความงามไม่ว่าจะเป็น เครื่องสำอาง ครีม หรือสกินแคร์ต่าง ๆ ให้เหมาะกับสภาพผิวและช่วยแก้ปัญหาของแต่ละคนได้อย่างตรงจุด ดังนั้นเราไปดูกันดีกว่าว่าผิวแต่ละประเภทนั้นเหมาะกับผลิตภัณฑ์สกินแคร์หรือเครื่องสำอางแบบไหนบ้าง

ผิวมัน

ต่อมไขมันของผู้ที่มีผิวมันนั้นจะมีขนาดใหญ่และผลิตน้ำมันในปริมาณที่มากกว่าคนทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดจากกรรมพันธุ์ที่เราอาจจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่อย่างเพิ่งหมดหวังเพราะคนผิวมันสามารถเลือกใช้สกินแคร์ที่บรรเทาปัญหาได้ ขั้นตอนในการดูแลผิวสำหรับผู้ที่มีผิวมันจึงควรเน้นไปทางการกำจัดน้ำมันส่วนเกินออกไป โดยไม่ทำลายสารเคลือบตามธรรมชาติที่อยู่บนชั้นผิว ดังนี้

  • ล้างหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ทำคามสะอาดผิว คลีนเซอร์เนื้อเจลที่ไม่มีส่วนผสมของซัลเฟต น่าจะตอบโจทย์กับกลุ่มผู้ที่มีผิวมันมากที่สุด
  • เลือกใช้โทนเนอร์ที่ปราศจากแอลกอฮอล์ และมีส่วนผสมของโซเดียมของกรดไพโรกลูตามิคที่มีประสิทธิภาพในการดูดซึมน้ำได้ดี ช่วยให้ผิวหน้าชุ่มชื้น รวมถึง Witch Hazel ที่ช่วยกระชับรูขุมขน ลดความมันบนใบหน้าโดยไม่ทำให้ผิวหน้าแห้งตึง
  • หลายคนมักเข้าใจว่า “มอยส์เจอไรเซอร์” ไม่ค่อยมีความจำเป็นสำหรับคนที่มีผิวมัน แต่ในความเป็นจริงผิวมันที่ขาดน้ำจะผลิตน้ำมันมากขึ้นมามากกว่าปกติเพื่อทดแทน ดังนั้นใครที่มีผิวมันก็ยังจำเป็นต้องทาครีมบำรุงผิว เพียงแต่ต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อครีมบางเบาและเป็นสูตร Oil-Free หรือมีส่วนผสมของ Glycerin ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้ดีโดยไม่อุดตันรูขุมขน
  • ครีมกันแดด สำหรับที่มีหน้ามันลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคำว่า “Zinc Oxide” อยู่บนฉลาก เพราะเป็นสูตรที่ให้ความแมตต์ ไม่เหนียวเหนอะหนะเหมือนครีมกันแดดสูตรอื่น ๆ
  • เซรั่มที่มีส่วนผสมของ “เรตินอล” เพราะสามารถช่วยให้รูขุมขนดูเล็กลงได้หากใช้อย่างต่อเนื่อง แถมยังช่วยลบเลือนริ้วรอยให้ดูจางลงได้อีกด้วย

ผิวแห้ง

ใคร ๆ ก็อยากมีผิวอิ่มน้ำเด้งฟูกันทั้งนั้น แต่ถ้าเราเป็นคนผิวแห้ง หลักสำคัญในการดูแลผิวคือการเติมน้ำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว เพราะผิวชั้นบนขอคนที่มีผิวแห้งมักไม่แข็งแรง เมื่อต้องเผชิญกับรังสี UV และความแห้งในอากาศ จึงทำให้ผิวหน้าสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายกว่าปกติ

  • แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าที่อ่อนโยนมาก ๆ ถ้าเป็นประเภทที่ไม่มีฟองได้เลยยิ่งดี ลองเลือกใช้คลีนเซอร์ที่เป็นสูตรน้ำนมหรือโลชั่น จะช่วยให้ผิวหน้าของคุณไม่แห้งตึงหลังจากล้างเสร็จ
  • ห้ามใช้โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด เพราะแอลกอฮอล์จะยิ่งทำให้ผิวของเราแห้งไปกันใหญ่ ลองหันไปใช้โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมที่ช่วยบำรุงและปลอบประโลมผิวอย่างกรดไฮยาลูโรนิก, สารสกัดว่านหางจระเข้, ดอกคาโมไมล์, แตงกวาและน้ำกุหลาบ
  • เซรั่มเนื้อเข้มข้นมี่มีส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับผิว เช่น วิตามินอีและเอ น่าจะแก้ปัญหาผิวที่แห้งและช่วยป้องกันการสูญเสียคอลลาเจนระหว่างวันให้กับคนที่ผิวแห้งได้ ถ้าให้ดีลองใช้ร่วมกับอายครีมที่มีส่วนผสมของ Peptide ที่ช่วยกระตุ้นกระบวนการสร้างคอลลาเจนของผิวได้อีกขั้น
  • ในส่วนของมอยส์เจอไรเซอร์ เพื่อคืนคความชุ่มชื้นให้กับผิวและปกป้องผิวจากแสงแดด ให้ลองใช้ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของครีมกันแดดในตอนกลางวัน และเปลี่ยนเป็นมอยส์เจอไรเซอร์สูตรเข้มข้นในตอนกลางคืน โดยเน้นส่วนผสมที่เป็นน้ำมันสกัดที่ได้จากธรรมชาติ เช่น Rose Hip seed Oil, Evening Primrose Oil, Cranberry Oil, Sweet Almond Oil และ Jojoba Oil

ผิวผสม

ปัญหาของคนที่มีผิวผสม คือผิวหน้าบางส่วนที่แห้งขาดความชุ่มชื้น ขณะที่ผิวหน้าส่วนอื่น ๆ มีน้ำมันมากกว่าปกติ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นบริเวณทีโซน ทริคในการเลือกใช้สกินแคร์ที่เหมาะกับสาวผิวผสมก็คือ ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่สามารถแก้ปัญหาให้ได้ในหนึ่งเดียว โดยไม่จำเป็นต้องแยกผลิตภัณฑ์ออกเป็นหลาย ๆ ชนิดเพื่อแก้ปัญหาแต่ละอย่าง

  • เลือกใช้คลีนเซอร์ที่อ่อนโยนแต่ทำความสะอาดรูขุมขนได้อย่างล้ำลึก โดยมากมักจะมีสารสกัดจากน้ำมันธรรมชาติเป็นส่วนผสมหลัก เพราะจะได้ไม่ระคายเคืองผิว เน้นที่ไม่มีน้ำหอม
  • หลีกเลี่ยงโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมที่มีฤทธิ์เป็นกรด และเปลี่ยนมาใช้โทนเนอร์ที่มีส่วนผสมอย่าง Witch Hazel ที่ช่วยลดอาการอักเสบและสมานแผล หรือ Tannin ที่สามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย และน้ำกุหลาบที่ช่วยปลอมประโลมผิวและกลิ่นที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย
  • ผู้คนที่มีผิวผสม ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมของน้ำมัน แค่เลือกใช้สูตรที่บางเบาเท่านั้นเอง เพราะครีมที่มีความเข้มข้นสูงอาจทำให้ผิวบริเวณทีโซนอุดตันได้ ครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของ Hyaluronic acid และ Vitamin C ดูจะตอบโจทย์สาวผิวผสมได้อย่างตรงจุด
  • สำหรับครีมกันแดด แนะนำให้ใช้สูตร “Zinc Oxide” เหมือนกับคนผิวมัน เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ให้ผิวสัมผัสแบบแมตต์ จะได้ไม่มันเยิ้มระหว่างวัน
  • สำหรับการเลือกเซรั่ม อาจลองดูส่วนผสมอย่าง Salicylic Acid ที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวและสิ่งสกปรกภายในรูขุมขนได้อย่างหมดจด อีกทั้งยังลดการเกิดน้ำมันพร้อมปรับผิวหน้าให้เนียนเรียบและดูสุขภาพดีขึ้นได้ด้วย

ผิวบอบบางแพ้ง่าย

ผู้คนที่มีผิวบอบบาง ฟังดูเป็นคุณหนูน่าทะนุถนอมเนอะ แต่ถ้าใครมีผิวประเภทนี้ จะรู้เลยว่ามันช่างน่าหงุดหงิดกวนใจเสียเหลือเกิน เพราะจะใช้อะไรก็ต้องระวังไปหมด ดังนั้นสกินแคร์สำหรับผิวแพ้ง่ายจะต้องไม่มีส่วนผสมที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว เพราะคนที่มีผิวประเภทนี้มักเกิดผดผื่น, อาการบวม, การอักเสบหรือรอยแดงได้ง่าย หากใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีรุนแรงเกินไป

  • ใช้คลีนเซอร์ที่ไม่มีฟองเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากซัลเฟต และถ้ามีส่วนผสมของ Glycerin และ Panthenol ก็จะยิ่งดี เพราะส่วนผสม 2 ชนิดนี้ช่วยสร้างเกราะป้องกันให้ผิวแข็งแรงได้
  • เลือกใช้โทนเนอร์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์หรือสารที่มีฤทธิ์เป็นกรด และเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมที่ไม่ระคายเคืองและช่วยลดการอักเสบของผิว เช่น Green Tea และ Chamomile หรือเซราไมด์ที่ช่วยฟื้นฟูและรักษาปราการผิวตามธรรมชาติ
  • หลีกเลี่ยงครีมบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของน้ำหอมสังเคราะห์, แอลกอฮอล์และสารย้อมสี เพราะส่วนผสมเหล่านี้มักก่อให้เกิดการระคายเคือง หรือรบกวนผิวได้ง่าย
  • ครีมกันแดดสูตร Zinc Oxide ยังคงเป็นสูตรที่อ่อนโยนและมีโอกาสที่จะเกิดการระคายเคืองต่อผิวได้น้อยที่สุด

สกินแคร์หรือเครื่องสำอางนั้นก็จะการผลิตที่แตกต่างกันออกไป เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกัน พูดง่าย ๆ ก็คือ การผลิตสกินแคร์อย่างใดอย่างหนึ่งก็จะเหมาะสมกับผิวพรรณประเภทหนึ่งเท่านั้นอย่างเช่น แบรนด์ที่ผลิตครีมสำหรับคนผิวมัน ก็เพื่อจำหน่ายสำหรับคนผิวมันเท่านั้น เป็นต้น

สกินแคร์หรือเครื่องสำอางแต่ละประเภทนั้นย่อมมีสรรพคุณและประโยชน์จากสารสกัดต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน เพื่อแก้ไขปัญหาในเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างตรงจุด และเพื่อให้ได้ผลอย่างชัดเจน ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ให้ถูกต้องกับประเภทผิวพรรณ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา

แหล่งที่มา : www.thairath.co.th

สูตรกำจัดขี้ไคล ผิวเนียนใสทุกสัดส่วน

สูตรกำจัดขี้ไคล ผิวเนียนใสทุกสัดส่วน

สาว ๆ คนไหนที่กำลังมองหาวิธีการกำจัดขี้ไคลให้ผิวพรรณสะอาดและปลอดภัยต่อผิว วันนี้เราขอเอา 5 สูตรธรรมชาติที่ช่วยกำจัดขี้ไคลให้สะอาดหมดจดมาแชร์ให้ได้นำไปลองทำตามกันดูค่ะ ขอบอกเลยว่าแต่ละวิธีไม่เพียงแต่จะทำให้ผิวไร้ขี้ไคลเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยทำให้ผิวไร้ความหมองคล้ำอีกด้วย แต่ละวิธีต้องทำอย่างไรกันบ้างนั้นไปดูกันเลยค่ะ

น้ำมันมะกอกผสมเกลือ

สูตรนี้ให้เอาเกลือและน้ำมันมะกอกมาผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน นำมานวดและขัดผิวให้ทั่วแต่เพียงเบา ๆ ก่อนอาบน้ำ หมั่นทำบ่อย ๆ ได้ตามต้องการ จะช่วยขจัดคราบขี้ไคลและสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ตามผิวหนังให้หลุดออกไป ทำให้ผิวพรรณค่อย ๆ ขาวใสและเนียนนุ่มน่าสัมผัส

กากกาแฟผสมน้ำผึ้งและนมสด

สำหรับสาว ๆ ที่ชื่นชอบกลิ่นหอมของกาแฟ แนะนำให้เอากากกาแฟผสมกับน้ำผึ้งและนมสดเข้าด้วยกัน จากนั้นเอามาขัดผิวให้ทั่วแต่เพียงเบา ๆ พอกทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที แล้วจึงอาบน้ำตามปกติ จะช่วยให้ผิวขาวขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ แถมยังช่วยให้ผิวนุ่มน่าสัมผัสอีกด้วย

มะขามเปียกผสมน้ำผึ้ง

สูตรนี้หลาย ๆ คนมักจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยเอามะขามเปียกผสมน้ำผึ้งแต่เพียงเล็กน้อย แล้วคั้นส่วนผสมทั้งสองให้เข้ากัน นำมาขัดผิวเบา ๆ หรืออาจจะใช้ใยบวบมาเป็นตัวช่วยในการขัดผิวให้ทั่วตัวก็ได้ เน้นขัดบริเวณที่มีคราบขี้ไคลฝังแน่น จากนั้นให้พอกทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วจึงค่อยอาบน้ำตามปกติ จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายให้หลุดออกได้ง่าย และยังช่วยให้ผิวนุ่มขึ้นพร้อมทั้งขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ

เบกกิ้งโซดาผสมน้ำเปล่า

สูตรนี้แนะนำสำหรับใครที่มีคราบขี้ไคลเยอะมาก ให้เอาเบกกิ้งโซดาผสมกับน้ำเปล่าแล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นเอามาขัดให้ทั่วตัว ใช้ใยบวบขัดเบา ๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วอาบน้ำตามปกติ ต่อด้วยเช็ดตัวให้แห้งแล้วทาครีมบำรุงผิวสูตรไวท์เทนนิ่งทันที จะช่วยให้ผิวขาวและเนียนนุ่มขึ้น

ใช้หินขัดตัว

สูตรนี้คือสูตรสุดเบสิคที่ไม่ต้องมีส่วนผสมอะไรมากมาย แค่ใช้หินขัดตัวถูสบู่ในขณะน้ำอาบอย่างเบามือ ก็ช่วยให้ขี้ไคลถูกกำจัดออกไปได้เช่นกัน

เมื่อรู้ถึง 5 สูตรกำจัดขี้ไคลให้ได้ผลกันไปเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้สาว ๆ อย่าได้ละเลยการขัดขี้ไคลเด็ดขาด เพราะการปล่อยให้ขี้ไคลติดตามผิวหนังเป็นเวลานาน จะยิ่งทำให้กำจัดออกไปยาก และสำหรับใครที่ไม่ค่อยมีเวลาขัดผิวด้วยสูตรต่าง ๆ แนะนำให้ล้างสบู่ออกให้หมดทุกครั้งที่อาบน้ำ จะช่วยลดการสะสมของคราบสบู่ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีขี้ไคลได้นั่นเอง

แหล่งที่มา : www.sanook.com

แม้ไม่ค่อยมีเวลา ก็สวยได้ด้วยเคล็ดลับเหล่านี้

แม้ไม่ค่อยมีเวลา ก็สวยได้ด้วยเคล็ดลับเหล่านี้

ทุกอย่างในโลกนั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่เหมือนกับความงามที่มาจากภายในโดยธรรมชาติของผู้หญิง ที่จะคงอยู่ไปตลอด แต่ถ้าหากไม่ดูแลมัน ต่อให้ปรุงเสริมเติมแต่งแค่ไหน ก็สามารถเห็นจุดตำหนิเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อยู่ดี

ดังนั้นสาว ๆ จึงต้องหมั่นเอาใจใส่ในทุกอณูตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า โดยวันนี้เรามีเคล็ดลับความงามง่าย ๆ มาฝากคุณผู้หญิงทั้งหลายกัน ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันเลย

พรางสีโคนผม

หลังทำสีผมมาแล้วพอผ่านไปสัก 3 – 4 เดือน รากผมก็งอกขึ้นมาตัดกับสีผมสวย ๆ จะทำสีใหม่ก็กลัวผมเสียแถทมยังเปลืองเงินอีก ซึ่งปัญหานี้มีวิธีแก้ง่าย ๆ เพียงพายามทำผมให้ดูเป็นลอนคลื่นเข้าไว้ มันจะช่วยพรางสีโคนผมให้ดูกลืนเหมือนไล่ระดับมากกว่าหนีบผมตรง เพราะแบบนั้นจะเห็นความต่างของสีผมชัดเจนเกินไป

ผมเงางามง่าย ๆ ไม่ง้อร้าน

ถ้าอบยากมีผมสลวยเก๋เหมือนพรีเซ็นเตอร์แชมพูสระผม ก็ให้หวีผมก่อนอนทุกคืน ตั้งแต่โคนจรดปลาย โดยส่วนปลายเส้นผมนั้นพยายามประคองมันไว้ในอุ้งมือ จะช่วยให้ผมดูมีน้ำหนัก ไม่แข็งทื่อเหมือนไม้กวาด และจะช่วยให้น้ำมันในเส้นผมแผ่กระจายอย่างทั่วถึง

อย่าขี้เกียจใช้ครีมนวดผม

เวลาชโลมครีมนวดให้เน้นที่ปลายผม เพราะส่วนนี้จะแห้งเสียง่ายกว่าส่วนอื่น ๆ  ระหว่างที่พักทิ้งไว้ใช้นิ้วมือนวดคลึงเบา ๆ ตามศีรษะ จะช่วยให้ผ่อนคลาย หายตึงเครียดอีกด้วย

ใช้แหนบกำจัดขนคิ้ว

เพื่อคิ้วที่ได้รูปทรง ไม่มีเส้นขนเล็ก ๆ น้อย ๆ กวนใจ ให้ใช้แหนบดึงมันออกมาซะ อาจจะเจ็บหน่อย แต่ถ้าดึงออกมาตามแนวรูขุมขนก็จะช่วยลดความเจ็บและดึงออกง่ายกว่ากันเยอะ

ระวังคิ้วหนาเป็นสะพานพระรามแปด

ใช้ดินสอเขียวคิ้ววาดกรอบและเน้นหางคิ้วเป็นพอ ไม่จำเป็นต้องระบายหัวคิ้วจนเข้ม แบบนั้นจะทำให้ใบหน้าดุและดูหนา อาจใช้ที่เขียนคิ้วแบบฝุ่นช่วยเบลนด์หัวคิ้วให้จาง ๆ รับทรงพอเหมาะกับส้นจมูกของเรา

ถนอมดวงตาหน่อย

บริเวณรอบดวงตานั้นเป็นส่วนที่บอบบาง อย่าถูหรือขยี้แรง เพราะมันจะทำให้เกิดจุดจ่างดำและริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่า ยิ่งตอนเช็ดเครื่องสำอางยิ่งต้องระวังด้วยนะ

ใช้นิ้วนางไว้ก่อน

หากต้องการบำรุงผิวด้วยมอยเจอร์ไรเซอร์หรือทาคอนซีลเลอร์เพื่อปกปิดรอยคล้ำใต้ตา พยายามใช้นิ้วนางเกลี่ย เพราะจะมีแรงกดที่พอดี ไม่หนักหรือเบาจนเกินไป

ระวังสิวบุก

ระหว่างวันหากรู้สึกอยากสัมผัสใบหน้า ให้ใช้ทิชชูหรือผ้าสะอาดแทน เพราะมือของเรานั้นเต็มไปด้วยเชื้อโรคและแบคทีเรีย ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว

คอนซีลเลอร์ไม่ใช่รองพื้น

วิธีการปกปิดจุดด่างดำ รอยคล้ำใต้ตา รอยสิวต่าง ๆ ให้ใช้คอนซีลเลอร์แทนรองพื้น เพราะรองพื้นนั้นใช้สำหรับทั่วใบหน้า แต่คอนซีลเลอร์ใช้แต้มเป็นจุด ๆ

แหล่งที่มา : women.kapook.com

กู้หน้าโทรมแบบคนนอนน้อย

กู้หน้าโทรมแบบคนนอนน้อย

คงจะมีบ้างใช่ไหมล่ะที่เราจำเป็นต้องอดนอน ไม่ว่าจะเป็นเพราะนอนไม่หลับ ต้องทำงานเร่งให้เสร็จ หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นแบบติดจรวด คือ หน้าโทรมตอนเช้า ทำให้เราหม่นหมองไปอีกทั้งวันเต็ม ๆ วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับกู้หน้าฉบับเร่งด่วนสำหรับคนนอนน้อยมาฝากกัน

ดื่มน้ำให้มากขึ้น

การที่เราพักผ่อนน้อยทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำไปค่อนข้างเยอะ เนื่องจากอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายพักผ่อนไม่เต็มที่เลยทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ความสามารถในการกักเก็บความชุ่มชื้นของผิวจึงลดลงตาม ทำให้หน้าแห้ง หมองคล้ำ ลอกเป็นขุย และเห็นริ้วรอยได้ง่าย ดูแล้วโทรมสุด ๆ

ดังนั้นเราจึงต้องชดเชยน้ำให้กับผิวด้วยการดื่มน้ำให้มากขึ้นกว่าเดิม ใช้การหมั่นจิบบ่อย ๆ ทั้งวันแทนเพื่อคืนน้ำให้กับผิวและเซลล์อวัยวะอื่น ๆ ได้กลับมาทำงานเป็นปกติ

อย่าล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น

หลังตื่นนอน แทนที่จะล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นเพื่อให้รู้สึกสบาย ผ่อนคลายผิวหน้า ให้ฝืนล้างหน้าด้วยน้ำเย็นแทนจะดีกว่า เพื่อปลุกทั้งตัวเองและผิวให้ตื่น เพราะน้ำเย็นจะช่วยให้รู้สึกสดชื่น ลดความบวม กระชับรูขุมขน และช่วยอำพรางความโทรมของใบหน้าได้ชั่วคราว หน้าจึงดูสดใสเด้งตึงไม่โทรมเหมือนใช้น้ำอุ่น เพราะอุณหภูมิของน้ำอุ่นจะดึงเอาน้ำที่เหลืออยู่น้อยนิดออกไปจากผิวมากกว่าเดิมห หน้าจะยิ่งแห้งและดูเหนื่อยล้าอ่อนเพลีย

เปลี่ยนวิธีแต่งหน้า

ก่อนแต่งหน้า ให้มาส์กหน้าก่อนสัก 10 – 15 นาที เพื่อให้ผิวดูชุ่มฉ่ำน้ำ หรือเลือกใช้ครีมบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นมากขึ้น จากนั้นแต่งหน้ากลบ โดยเปลี่ยนวิธีการแต่งหน้า จากเดิมที่ชอบแต่งแบบแมตต์ โบกหน้าหนา ๆ เน้นผิวเรียบเนียน ไม่มันวาว ไม่สะท้อนประกาย มาแต่งแบบดิวอี้ ที่จะทำให้ผิวดูฉ่ำ ๆ มันวาวนิด ๆ ดูสุขภาพดีกว่ากันเยอะเพราะการโบกหน้าหนาเกินไป จะยิ่งทำให้หน้าดูอิดโรยไม่เป็นธรรมชาติ แถมเห็นริ้วรอยชัดขึ้นด้วย

พกสเปรย์น้ำ

อย่างที่บอกว่าคนนอนน้อยผิวจะดูแห้งและโทรมเอามาก ๆ ดังนั้นควรหาขวดสเปรย์เล็ก ๆ ใส่น้ำ ไว้ใช้ฉีดหน้าในกรณีฉุกเฉินที่เครื่องสำอางที่เราโบกไว้เริ่มอำพรางหน้าได้น้อยลง หรืออาจตกร่องเพราะผิวแห้งเกินไปก็ได้ ถ้าใครทุนทรัพย์หน่อยห จะซื้อสเปรย์น้ำแร่สำหรับฉีดหน้าโดยเฉพาะมาใช้ก็ไม่เสียหาย ฉีดเสร็จให้ซับด้วยกระดาษสำหรับเช็ดหน้าเบา ๆ น้ำจะเคลือบชั้นเครื่องสำอางไว้ ต่อชีวิตผิวหน้าโทรม ๆ วันอดนอนได้อีกหน่อย

แต่บอกไว้ก่อนว่าวิธีเหล่านี้เอาไว้ใช้ในกรณีที่สุดวิสัยจริง ๆ และไม่ควรใช้จากการนอนดึกเป็นประจำ เพราะการนอนหลับสำคัญกับผิวมาก ไม่จำเป็นอย่าอดนอนเลย และหลังนี้ต้องพักผ่อนให้มาก ๆ ด้วย ไม่เช่นนั้นหน้าโทรมยาวจะหาว่าไม่เตือน

แหล่งที่มา : www.sanook.com

เคล็ดลับความสวยแบบเบสิค ที่ผู้หญิงควรใส่ใจ

เคล็ดลับความสวยแบบเบสิค ที่ผู้หญิงควรใส่ใจ

เรื่องความสวยความงามนั้น เป็นเรื่องที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ให้ความสนใจ เพราะไม่ว่าใครก็อยากดูสวยดูดีกันทั้งนั้น ซึ่งเรื่องของความสวยความงามนั้นก็มีหลายเรื่องมาก ๆ แต่ก็มีบางเรื่องที่เป็นเรื่องเบสิคมาก ดังนั้นวันนี้เราจะมาแนะนำเคล็ดลับความสวยแบบเบสิค ที่ผู้หญิงควรใส่ใจมาฝากกัน เพราะบางทีเพียงแค่ใส่ใจเรื่องเบสิค ๆ เหล่านี้ก็สามารถสวยได้แล้ว ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

สภาพผิวของตัวเอง

หลายคนไม่รู้สภาพผิวของตัวเองว่าเป็นผิวมัน ผิวผสม หรือผิวแห้ง ก็มักจะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ตามคนใกล้ตัว เช่น คุณแม่หรือเพื่อน ๆ ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อผิวเอาได้ค่ะ ดังนั้นสาว ๆ ก็ควรจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพผิวของตัวเองเสียก่อน จากนั้นก็ค่อยลองเลือกหาผลิตภัณฑ์บำรุงผิวมาใช้ โดยปรึกษากับเจ้าหน้าที่หรือเภสัชกรก่อนซื้อผลิตภัณฑ์ชิ้นนั้นค่ะ

การทำความสะอาดใบหน้าด้วยสบู่

บางคนเชื่อว่าการทำความสะอาดใบหน้าแค่สบู่ก็เพียงพอแล้ว ซึ่งนี่เป็นความเชื่อที่ผิดถนัดเลยล่ะ (หมายถึงสบู่ที่ใช้กับร่างกายนะคะ) ในข้อนี้สาว ๆ ควรพิถีพิถันกับผลิตภัณฑ์ล้างหน้าให้มากกว่าเดิม

นอกจากจะเลือกให้เหมาะตามสภาพผิวแล้ว ยังมีให้เลือกหลากหลายตามความชอบ เช่น เจลล้างหน้า โฟมล้างหน้า บางยี่ห้ออาจจะมาในรูปแบบสบู่ ซึ่งต้องเลือกดี ๆ ค่ะว่าเป็นสบู่ที่ใช้สำหรับใบหน้าเท่านั้น ไม่เอาสบู่ถูตัวมาใช้กับหน้านะคะ ไม่งั้นหน้าแห้งเอาง่ายๆ ค่ะ

ล้างหน้าด้วยโฟมรอบเดียวก็เพียงพอแล้ว

นี่อาจจะดีสำหรับสาว ๆ ที่ไม่ได้แต่งหน้า แต่ถ้าหากต้องแต่งหน้าอ่อนๆ ออกจากบ้าน ตามประสาวัยใส ก็จงอย่าละเลยคลีนเซอร์ล้างเครื่องสำอางค่ะ เพราะจะช่วยทำความสะอาดใบหน้าให้สะอาดหมดจดได้ โดยล้างหน้าด้วยคลีนเซอร์ก่อน จากนั้นค่อยล้างอีกครั้งด้วยโฟมล้างหน้าค่ะ

ครีมกันแดด

ไม่ใส่ใจที่จะทาครีมกันแดด สาวหลายคนมักจะคิดว่ายังไม่ถึงวัยที่จะต้องพิถีพิถันกับผิวหน้าตัวเองถึงกับกลัวแสงแดดตลอดเวลาอยู่อย่างนั้น แต่การเริ่มต้นตั้งแต่เนิ่น ๆ สามารถป้องกันปัญหาผิวหน้าหลาย ๆ อย่างได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น กระ ฝ้า หรือจุดด่างดำต่าง ๆ ดังนั้น เริ่มใช้ครีมกันแดดก่อนออกแดดทุกครั้งเลยนับตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่ามีกระมีฝ้าแล้วมาหายาทาเอาทีหลัง บางทีก็ไม่ทันนะคะ

ผิวแห้งกับการทาแป้ง

การทาแป้งทั้ง ๆ ที่เป็นคนผิวแห้งสุด ๆ อย่าได้เผลอทำเลยนะแบบนี้ ถ้าหากว่าไม่มีการใช้มอยซ์เจอไรเซอร์ลงไปก่อน เพราะการทาแป้งบนใบหน้าที่แห้งจะยิ่งทำให้หน้าแห้งมากขึ้นไปอีก ยิ่งถ้าเป็นหน้าหนาวไม่ต้องพูดถึง ผิวแตกกันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ดังนั้น สาว ๆ ควรหามอยซ์เจอไรเซอร์หรือครีมที่ให้ความชุ่มชื้นทาลงไปก่อน จากนั้นจะทาแป้งขนาดไหนก็จัดไปเลย

นิยมของถูก

การซื้อของใช้ราคาประหยัดนั้นเป็นสิ่งที่ดีค่ะ แต่ขอยกเว้นให้กับเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวสักหน่อย ไม่ว่าจะเป็นครีม โลชั่น หรือลิปสติกและเมคอัพบนใบหน้าเลยทีเดียว ขอให้เน้นคุณภาพเป็นอย่างแรกเลยค่ะ ศึกษาให้ดี ๆ ก่อนตัดสินใจซื้อ กะใช้ของถูกแล้วถ้าหน้าพังขึ้นมาไม่คุ้มกันนะเออ

เน้นบำรุงผิวหน้าแต่ละเลยคอ

พูดไปก็เข้าตัวสาว ๆ หลายคนเลยทีเดียว ประเภทเน้นบำรุงเฉพาะผิวหน้าให้ใสเด้ง แต่ปล่อยลำคอให้เป็นคนละโทนสี และไม่มีความชุ่มชื้นเอาซะเลยแบบนี้ มาเริ่มต้นบำรุงทั้งใบหน้าทั้งคอไปพร้อม ๆ กันเลยดีกว่าค่ะ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับส่วนลำคอนี้อาจจะเป็นตัวเดียวกับที่ใช้กับผิวหน้าก็ได้ หรืออาจเป็นโลชั่นบำรุงผิวก็ดีค่ะ

ใช้ครีมป้องกันและลดเลือนริ้วรอยแต่เนิ่น ๆ

เข้าใจว่าผู้หญิงเราไม่ว่าจะวัยไหนก็ย่อมกลัวแก่ด้วยกันทั้งนั้น แต่อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปตั้งแต่ยังวัยรุ่นเลยค่ะ มันยังไม่ปรากฎบนใบหน้าได้ง่าย ๆ หรอก ในช่วงวัยนี้ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการลดเลือนริ้วรอยเลยค่ะ ไม่จำเป็นเลย ควรเน้นผลิตภัณฑ์ที่ให้ความชุ่มชื้นจะดีที่สุด เพราะถ้าหากผิวหน้าเรามีความชุ่มชื้น ก็จะแก่ยาก ริ้วรอยเกิดยากค่ะ

ชอบกินฟาสต์ฟู้ด สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์

สาว ๆ คนไหนที่เผลอทำพฤติกรรมที่ว่ามานี้ไป เตรียมตัวแก่ก่อนวัยได้เลยจ้า เพราะทั้งสามอย่างนี้เป็นปัจจัยทำลายความเต่งตึงของผิวตัวดีเลยล่ะ ดังนั้นใครกำลังเผลอพลาดไปแล้ว หรือคิดจะสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ ลองคิดใหม่ก็ดีนะ

ชอบนอนดึก

ไม่ว่าจะเพราะมัวแต่แชท หรือเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์กอยู่ก็เถอะ รู้หรือไม่ว่าการไม่ยอมนอนแล้วเอาเวลามานั่งแฮปปี้มีความสุขทำอะไรเรื่อยเปื่อยไปตอนดึก ๆ ไม่สามารถทดแทนการนอนหลับพักผ่อนได้เลยค่ะ เพราะถึงแม้ว่าจะรู้สึกไม่ง่วงอย่างไร แต่ก็ควรนอนแต่หัวค่ำและนอนหลับให้เพียงพอนะคะ เพื่อที่ผิวพรรณจะได้พักผ่อนฟื้นฟูตัวเองเต็มที่ ไม่เกิดปัญหาผิวหน้าได้อย่างง่าย ๆ แน่นอน

แหล่งที่มา : lifestyle.campus-star.com

แจกสูตรบอกลากลิ่นตัว รักแร้ดำ ทำได้ที่บ้าน

แจกสูตรบอกลากลิ่นตัว รักแร้ดำ ทำได้ที่บ้าน

เรื่องกลิ่นตัวและรักแร้ดำนั้น เป็นปัญหาที่อยู่คู่กันกับสาว ๆ มาอย่างยาวนาน และเป็นปัญหาที่สาว ๆ ไม่อยากจะพบเจอในชีวิต ซึ่งถ้าหากสาว ๆ กำลังประสบพบเจอกับปัญหานี้อยู่ อย่าเพิ่งท้อใจไป เพราะเรื่องรักแร้ดำและกลิ่นตัวนั้น เกิดได้จากหลายสาเหตุเช่น กรรมพันธุ์ ความอ้วน หรือเป็นผลที่ได้จากการเป็นโรคบางโรค ฉะนั้นเราก็จะต้องค่อย ๆ เข้าใจสาเหตุและแก้ไขไปทีละน้อย

ดังนั้นในวันนี้เราก็มีสูตรบอกลากลิ่นตัว รักแร้ดำมาแจกกัน และที่สำคัญสามารถทำได้ง่าย ๆ ที่บ้านเลยนะ ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม

  • มะนาว 2 – 3 ลูก
  • สำลีชนิดรีดข้าง (ถ้าหาไม่ได้ ใช้สำลีก้อนกลมธรรมดาก็ได้)
  • ใบสะระแหน่ (ซื้อมาจากตลาดสัก 5 – 10 บาท)

ขั้นตอนที่ 1

นำมะนาวที่เตรียมไว้ ล้างน้ำให้สะอาด และนำมาคลึงให้ได้น้ำมะนาวที่มาก และนำมาหั่น (แนะนำให้หั่นทีละลูก) เนื่องจากเราต้องการใช้น้ำมะนาวแค่ปริมาณครึ่งถ้วยเท่านั้น หากหั่นมะนาวทุกลูกมันจะเปลือง

ขั้นตอนที่ 2

นำมะนาวที่เราหั่นไว้แล้ว นำมาคั้นหรือบีบลงในภาชนะที่สะอาด (หากใครมีที่คั้นน้ำมะนาวใช้ จะเอามาใช้ก็ได้) กะให้ได้ปริมาณครึ่งถ้วย เอาให้พอประมาณไม่เยอะหรือน้อยเกินไป เพราะมันจะทำให้เราได้ส่วนผสมในปริมาณพอดี ๆ

ขั้นตอนที่ 3

นำใบสะระแหน่ที่เราซื้อมาจากตลาด นำมาล้างให้สะอาดและสะบัดให้สะเด็ดน้ำ หลังจากนั้นก็นำมาคั้นเพื่อให้ได้น้ำจากใบสะระแหน่ กะให้ได้ใบปริมาณครึ่งถ้วยก็พอ (น้ำจากใบสะระแหน่ขอแบบเข้มข้น)

ขั้นตอนที่ 4

นำน้ำมะนาวที่คั้นได้และน้ำสะระแหน่มาผสมให้เข้ากัน โดยคนให้เข้ากันถ้าได้ปริมาณมาก ก็สามารถเทใส่ขวดเปล่า เพื่อนำไปแช่เย็นแล้วเก็บไว้ใช้คราวต่อไปได้ เราจะได้ไม่ต้องเสียเวลามานั่งทำทุกขั้นตอนใหม่ตั้งแต่แรก เมื่อคนให้เข้ากันตามที่เราต้องการ

ขั้นตอนที่ 5

นำสำลีรีดข้างเตรียมไว้ มาชุบส่วนผสมที่เราคนให้เข้ากันของน้ำมะนาวและนำสะระแหน่ พบชุบหมาด ๆ แล้วก็นำมาทาที่รักแร้ทั้งสองข้างในปริมาณที่พอเหมาะ ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งโดยไม่ต้องล้างออก โดยทาไว้ทั้งเช้าและเย็น (หากคนไหนกลัวความเหนอะหนะ แนะนำให้ทาบาง ๆ และทำเฉพาะก่อนนอนก็พอ) หากสาวคนไหนมีกลิ่นตัวเยอะหน่อย จะทามากกว่าเช้าเย็นก็ได้ สักประมาณวันละ 3 – 4 ครั้งก็พอ

ด้วย 5 วิธีง่าย ๆ เพียงเท่านี้ก็สามารถทำให้สาว ๆ บอกลาเรื่องปัญหารักแร้ดำและกลิ่นตัวที่ไม่พึงประสงค์กันได้แล้ว เพราะน้ำมะนาวนั้นมีมีสรรพคุณทำให้รักแร้ขาว ส่วนน้ำสะระแหน่เนี่ยก็มีสรรพคุณช่วยลดกลิ่นตัวได้ดีทีเดียว งานนี้รับรองเสื้อแขนกุด สายเดี่ยว จัดมาอย่าให้เสีย

แหล่งที่มา : https://sistacafe.com/

ส่องสาเหตุปัญหารูขุมขนกว้าง

ส่องสาเหตุปัญหารูขุมขนกว้าง

เรื่องงานผิวนั้นเป็นเรื่องที่สาว ๆ อย่างเรานั้นจะละเลยไม่ได้ เพราะถ้าหน้าของเรานั้นไม่เนียน รูขุมขนกว้างเด่นชัด หน้ามันเยิ้ม แต่งหน้าไม่ติดล่ะก็ ปัญหาใหญ่แน่ ๆ ดังนั้นได้เวลาหันมาดูแลตัวเองกัน อะไรที่เป็นเหตุที่ทำให้หน้าพังหยุดซะตอนนี้ก่อนจะสายไป

ซึ่งปัญหาที่พบเจอบ่อยก็คือปัญหารูขุมขนกว้าง ดังนั้นเรามาดูสาเหตุของรูขุมขนกว้างมาฝากกัน เพื่อจะได้รู้ว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นเป็นตัวการทำให้เกิดปัญหารูขุมขนหรือไม่ ถ้าพร้อมแล้วมีดังต่อไปนี้

ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะกับผิว

สิ่งแรกที่สาว ๆ ควรทำในการเลือกสกินแคร์ก็คือ เช็คสภาพผิวของตัวเองก่อนที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์อะไรก็ตาม เพราะเราไม่รู้ว่าผลข้างเคียงที่ตามมาจะส่งผลต่อผิวเรายังไง ซึ่งผลิตภัณฑ์บางตัวอาจจะมีสารระคายเคืองที่ก่อให้เกิดการอุดตัน การอักเสบ และส่งผลให้รูขุมขนกว้างขึ้น

อย่างพวกคลีนซิ่งถ้าเราเลือกไม่เหมาะกับสภาพผิวก็อาจจะพบปัญหาเหมือนกันเช่น ผิวแห้งกร้าน หน้ามัน ซึ่งส่งผลให้รูขุมขนกล้างตามไปด้วย

แสงแดด เป็นตัวการสำคัญ

แสงแดดเป็นอีกหนึ่งตัวการหลัก ๆ ที่ทำให้รูขุมขนของเรากว้างขึ้น ยิ่งถ้าสาว ๆ ไม่ชอบทาครีมกันแดดบอกเลยว่าคิดผิดอย่างแรง เพราะแสงแดดเป็นศัตรูตัวร้ายของผิวเลยล่ะ โดยการที่ผิวโดนแดดเป็นเวลานาน ๆ จะส่งผลกระทบต่อคอลลาเจนและอีลาสตินถูกทำลาย ทำให้ผิวหยาบกร้าน ขาดความยืดหยุ่น และรูขุมขนขยายกว้างมากขึ้น เพราะฉะนั้นทาครีมกันแดดป้องกันด้วยนะ

บีบสิวรูขุมขนก็กว้างได้

สาว ๆ หรือชอบบีบสาวกันหรือไม่ ถ้าชอบมาฟังทางนี้เลย การบีบ แกะ กด หรือแม้แต่ใช้แผ่นลอกสิวเสี้ยนเป็นประจำนั้นไม่ใช่แค่ทำให้ผิวระคายเคืองอย่างเดียวเท่านั้น ยังจะทำให้รูขุมขนกว้างขึ้นตามไปด้วย ถ้าสาว ๆ ยังทำแบบนั้นอยู่หยุดด่วนเลย ถ้าไม่อยากให้มีหลุมอยู่บนใบหน้า อย่าไปบีบน้องให้ใช้เป็นยาแต้มแทนนะ

หลับทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ล้างเมคอัพ

ผู้หญิงกับการแต่งหน้านั้นเป็นของคู่กัน แต่ถึงแม้ว่าเราจะเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม อย่าเผลอหลับทั้ง ๆ ที่ยังมีเมคอัพติดอยู่บนหน้า ต้องขอบอกเลยว่าไม่ว่าเราจะแต่งหน้าหรือไม่แต่งหน้าก็ตาม สิ่งที่ควรทำคือ การทำความสะอาดผิว ล้างทุกอย่างที่เราไปเผชิญมาให้หมด เพราะถ้าไม่ล้างมันจะเข้าไปอุดตันรูขุมขน ทำให้รูขุมขนกว้าง เป็นสิวง่าย และเกิดปัญหาผิวตามมาอีกมากมาย

พันธุกรรมและอายุ

ข้อนี้อาจจะแก้ยากสักนิดนึง เพราะพันธุกรรมและอายุนั้นเป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้เรามีรูขุมขนที่กว้าง ฉะนั้นเราจะต้องรู้จักดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ ยิ่งเราละเลยมากเท่าไหร่ ผิวก็จะยิ่งเสื่อมสภาพมากขึ้นเท่านั้น แม้ว่าจะรักษาไม่หายขาดแต่ก็สามารถบรรเทาได้นะ

ของมัน ของทอด

พวกของมัน ของทอดนั้นถึงแม้ว่าเราจะชอบมันมากแต่ไหนก็ตาม แต่ผิวไม่ชอบจ๊ะ เพราะของมัน ๆ ทอด ๆ พวกนี้จะส่งผลให้ต่อมไขมันใต้ชั้นผิวอุดตันจนเกิดปัญหาสิว ยังไม่พอนะยังก่อให้เกิดการอุดตันในรูขุมขนได้ง่ายอีกด้วย ส่งผลให้รูขุมขนกว้างขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าเลิกทานได้ก็จะดีมากนะ

นอนไม่พอ

สำหรับสาว ๆ สายปาร์ตี้ สายชอบทำอะไรตอนกลางคืนทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอ รู้มั้ยว่าการนอนไม่เพียงก็เป็นสาเหตุที่ทำให้รูขุมขนกว้างเหมือนกันนะ เพราะการนอนไม่พอนั้นผิวของเราจะขาดการฟื้นฟู ผิวอ่อนล้า ส่งผลให้ผิวแห้งกร้านแต่หน้ามันเยิ้ม รูขุมขนกว้างขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเกิดริ้วรอยแห่งวัย จุดด่างดำเกิดขึ้นง่ายอีกด้วย