Posts

12 วิธีลดจิตฟุ้งซ่าน ขจัดความกังวล

12 วิธีลดจิตฟุ้งซ่าน ขจัดความกังวล

สถานการณ์หลาย ๆ อย่างในปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ อาจทำให้หลายคนมีความวิตกกังวล ยิ่งพอต้องกักตัวมาอยู่บ้าน เว้นระยะห่างจากสังคม ก็ยิ่งจมอยู่กับความคิดฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานา โฟกัสอะไรก็ยากเป็นเท่าตัว งั้นเอาเป็นว่าลองมาหาวิธีลดจิตฟุ้งซ่าน แก้อาการขี้กังวลของตัวเองในขั้นต้นดูก่อนไหม วันนี้เราจึงมี 12 วิธีลดจิตฟุ้งซ่านมาฝากกัน โดยมีดังต่อไปนี้

ฝึกควบคุมลมหายใจ

แค่โฟกัสมาที่ลมหายใจของตัวเอง ตั้งใจสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วค่อย ๆ ผ่อนออกช้า ๆ แค่นี้ก็ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายไปได้มากแล้ว แถมยังเป็นการเรียกสมาธิแบบง่าย ๆ ด้วย

ลุกออกไปจากความฟุ้งซ่าน

ถ้านั่งจมอยู่กับความกังวล คิดฟุ้งซ่านไปเยอะแยะ ให้ลุกออกไปสูดอากาศทันทีที่รู้สึกตัวเลย โดยอาจจะออกไปเดินเล่น ชมนกชมไม้ ดูรถที่วิ่งผ่านไป-มาก็ได้ ปลดปล่อยความคิดจมปลักของตัวเองออกไปก่อน

พาตัวเองเข้าสังคม

มนุษย์จำเป็นต้องมีสังคม เพราะเราต้องพึ่งพากันและกัน ดังนั้นอย่าสร้างโลกส่วนตัวแล้วอยู่แต่ในนั้น ไม่ติดต่อใคร ไม่คุยกับใคร เพราะอยู่เงียบ ๆ คนเดียวก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกดีขึ้นจริงไหม ลองแชตกับเพื่อน วิดีโอคอลหาญาติพี่น้อง เปิดโอกาสให้ตัวเองได้แลกเปลี่ยนความคิดกับผู้อื่นดูบ้าง

เล่นกับสัตว์เลี้ยง

หากมีสัตว์เลี้ยงอยู่ใกล้ ๆ ก็แบ่งเวลามาเล่นกับพวกเขาบ้าง แล้วคุณจะพบว่า ช่วงเวลาที่อยู่กับสัตว์เลี้ยงแสนรัก เหมือนได้พลังบวก ได้ปลดปล่อยทุกความกังวลและความทุกข์ไปชั่วขณะหนึ่งเลย

คิดบวก

ยอมรับไหมล่ะว่าความกังวลและความคิดฟุ้งซ่านของตัวเองล้วนแต่เป็นเรื่องในแง่ลบทั้งนั้น ดังนั้นลองเปลี่ยนมุมมองมาคิดในแง่บวกดูบ้าง หรืออย่างน้อยก็คิดอะไรที่สร้างสรรค์ เช่น ปัญหาที่เราเจอยังอาจจะดูเล็กไปเลยเมื่อเทียบกับคนที่ลำบากกว่า หรือหากตกงาน ลองคิดดูบ้างก็ได้ว่านี่อาจเป็นโอกาสให้เราได้กลับมาแอ็คทีฟตัวเองให้มากขึ้น และเราอาจเป็นคนที่เก่งได้มากกว่าที่เราคิดซะอีก

บอกตัวเองให้หยุดฟุ้งซ่าน

หากความคิดในหัวสับสนวุ่นวายไปหมด ลองตะโกนคำว่า “หยุด !” ในใจสักที ไม่แน่ว่าวิธีนี้อาจจะช่วยหยุดความฟุ้งซ่านที่เกิดขึ้นได้จริง ๆ ก็เป็นได้

หากิจกรรมที่ชอบทำ

ดูซีรีส์ ฟังเพลง อ่านนิยาย ปลูกต้นไม้ เก็บบ้าน หรือทำอาหารเมนูใหม่ ๆ ชอบทำกิจกรรมไหนก็จัดไปอย่าให้เสีย ดีกว่าเอาเวลาไปนั่งจมอยู่กับความกังวลที่ไม่รู้จบ

โฟกัสกับสิ่งที่ทำและอยู่กับปัจจุบัน

หลายครั้งที่จิตเราหลุดไปกับความฟุ้งซ่านเพราะเราหลุดโฟกัสกับปัจจุบันนี่แหละ ดังนั้นอย่าปล่อยให้ตัวเองเหม่อลอย แต่ให้เพ่งสมาธิไปกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ หรือหากตกอยู่ในภวังค์ กำลังกังวลไปเรื่อย ก็รีบดึงตัวเองมาสู่ปัจจุบันว่ากำลังทำอะไร อยู่ตรงไหน หรือกำลังมองอะไรอยู่

บรรยายสิ่งที่ตัวเองกังวลด้วยการเขียน

กังวลกับเรื่องไหน ฟุ้งซ่านไปกับเรื่องอะไรบ้าง หยิบปากกาแล้วเขียนบรรยายออกมาให้หมดไปเลย จากนั้นลองอ่านทวนดูอีกสักครั้ง แล้วถือโอกาสแยกแยะให้ออกว่า ความกังวลของเราเป็นปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขจริง ๆ หรือเป็นความกังวลล่วงหน้าไปเอง ทั้งที่ยังไม่เกิดปัญหาขึ้นเลย

วางแผนชีวิตให้ตัวเอง

ถ้าความกังวลจนฟุ้งซ่านของคุณเป็นเพราะรู้สึกว่าทำอะไรไม่ทัน งานเยอะ เรื่องเรียนแยะไปหมด ลองตั้งสติแล้ววางแผนชีวิตตัวเองใหม่ดูไหม จัดลำดับความสำคัญในสิ่งที่ต้องทำลิสต์เป็นข้อ ๆ แล้วดำเนินตามตารางนั้นไป ชีวิตจะได้กลับเข้าสู่โหมดปกติ ไม่ต้องฟุ้งซ่านให้เหนื่อย

ให้ธรรมะเข้าช่วย

หากจิตใจฟุ้งซ่าน ว้าวุ่นนัก อยากให้ลองมาทางสายธรรมะ โดยอาจจะนั่งสมาธิ ฝึกสติปัญญา หรือสวดมนต์ ฟังธรรมะก็ได้ ไม่ว่าจะวิธีไหนก็น่าจะช่วยให้จิตใจสงบขึ้นบ้างล่ะ

พบจิตแพทย์

ถ้าความกังวลและฟุ้งซ่านรบกวนชีวิตจนเกินไป กระทบไปทั้งเรื่องงาน เรื่องเรียน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง ทำให้เรามีความสุขเหมือนเดิมไม่ได้ แนะนำให้ไปพบจิตแพทย์ หรือลองโทร. สายด่วนสุขภาพจิต ก่อนก็ได้

แหล่งที่มา : health.kapook.com

7 เหตุผลที่ทำให้เหนื่อยง่าย ระหว่างออกกำลังกาย

7 เหตุผลที่ทำให้เหนื่อยง่าย ระหว่างออกกำลังกาย

ในช่วงที่ WFH ทำงานหรือเรียนออนไลน์ก็ตาม สิ่งที่หลายคนพบเจอจนน่าตกใจก็คงหนีไม่พ้น น้ำหนักที่พุ่งสูงขึ้น ทำให้หลายคนต้องหันมาออกกำลังกายกันช่วงเวลาว่าง แต่เชื่อว่าคนที่เพิ่งเริ่มต้นออกกำลังกายใหม่ ๆ เมื่อออกกำลังกายได้ไม่นานก็รู้สึกเหนื่อยจนหอบ ทั้งที่ไม่ได้ออกกำลังกายด้วยท่ายาก ๆ วันนี้เราจะพาไปดู เหตุผลที่ทำให้เหนื่อยง่ายระหว่างออกกำลังกาย ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

นอนน้อย / พักผ่อนไม่เต็มที่

การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอถือเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า และไม่กระปรี้กระเปร่า แถมยังส่งผลต่อสุขภาพร่างกายในหลาย ๆ ด้านอีกด้วย เพราะหากพักผ่อนไม่เพียงพอก็จะทำให้ระบบเมตาบอลิซึมทำงานช้าลง ซึ่งระบบเมตาบอลิซึมมีความเกี่ยวข้องกับหัวใจ สมอง การไหลเวียนเลือด และอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย

ดื่มน้ำน้อยก็ยิ่งทำให้รู้สึกเหนื่อยง่ายขึ้น

หากร่างกายได้รับน้ำน้อยเกินกว่าความต้องการก็อาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ จนหัวใจทำงานหนักขึ้นและเลือดข้นขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้รู้สึกเหนื่อยง่ายและไม่มีเรี่ยวแรง แล้วเวลาออกกำลังกายร่างกายก็จะสูญเสียน้ำผ่านทางเหงื่อ ถ้าดื่มน้ำไม่พอก็จะยิ่งรู้สึกกระหายน้ำและหมดแรงเร็วขึ้น

ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ

หากเรารับประทานอาหารในปริมาณที่น้อยจนเกินไป หรือไม่ได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน ก็อาจทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงลุกขึ้นมาออกกำลังกาย หรือออกกำลังกายได้แค่ไม่นานก็รู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ

ออกกำลังกายสเต็ปเดิมซ้ำ ๆ เหมือนกันทุกวัน

การออกกำลังกายด้วยท่าทางหรือสเต็ปเดิม ๆ เหมือนกันทุก ๆ วัน ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่าการออกกำลังกายมันเป็นเรื่องน่าเบื่อ ไร้แจงจูงใจ แล้วถอดใจเลิกออกกำลังกายกลางคันอยู่บ่อย ๆ โดยอยากแนะนำให้ลองปรับเปลี่ยนรูปแบบการออกกำลังกายให้หลากหลายขึ้น เพื่อช่วยให้รู้สึกสนุกสนานไปกับการได้ลองฝึกท่าทางใหม่ ๆ จนแทบลืมความเหนื่อยไปเลย

ออกกำลังกายหนักจนเกินไป

การออกกำลังกายหนักเกินไป อาจส่งผลเสียต่อร่างกายและทำให้รู้สึกเหนื่อยจนเกินไปได้เหมือนกัน เพราะการโหมออกกำลังกายอย่างหนักจะส่งผลให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ที่สำคัญยังเสี่ยงเกิดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและกระดูกอีกต่างหาก

อดมื้อเช้าเป็นประจำทุกวัน

มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะช่วงเวลากลางคืนร่างกายของเราไม่ได้รับอาหารมาตลอดทั้งคืน ถ้าหลังจากที่ตื่นนอนแล้วไม่ได้รับประทานมื้อเช้าก็จะทำให้ไม่มีพลังงานและไร้เรี่ยวแรงสำหรับทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วย ดังนั้นควรรับประทานมื้อเช้าที่มีสารอาหารครบถ้วนเป็นประจำทุกวัน จะได้ช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องและเติมพลังงานให้ร่างกายพร้อมลุยตลอดทั้งวัน

ไม่มีวันหยุดพักผ่อนให้ร่างกายได้ฟื้นฟูตัวเอง

การออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงจนปวดกล้ามเนื้ออย่างรุนแรง แล้วยังฝืนออกกำลังกายต่อทั้ง ๆ ที่ร่างกาบไม่ไหว ก็อาจเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ง่าย ๆ แถมยังทำให้รู้สึกว่าออกกำลังกายเป็นเรื่องทรมาน จนไม่อยากทำมันอีกต่อไปและกลายเป็นออกกำลังกายได้ไม่นานอีกด้วย

แหล่งที่มา : sistacafe.com

เช็กให้ชัวร์ ยาอะไรที่กินได้หรือควรงดก่อนฉีดวัคซีน

เช็กให้ชัวร์ ยาอะไรที่กินได้หรือควรงดก่อนฉีดวัคซีน

ถึงแม้จะมีหลายคนที่ได้ฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีประชาชนอีกหลายคนที่ยังยังไม่ได้ฉีด หรือกำลังรอให้ถึงวันที่ได้รับการฉีดอยู่ อาจจะมีความสงสัยหรือกังวลว่า ไม่แน่ใจว่าควรหยุดยาประเภทไหนก่อนฉีดวัคซีนโควิดหรือเปล่า เพราะก่อนหน้านี้มีหลายกระแสออกมา บ้างก็ว่าห้ามกินยาชนิดนี้ ควรงดยาชนิดนั้น แต่ภายหลังสถาบันที่เกี่ยวกับการแพทย์ของโรคนั้น ๆ ก็ออกมาชี้แจงว่า ผู้ป่วยไม่ควรหยุดยาเอง เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน เราเลยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ยาประเภทต่าง ๆ ที่สถาบันทางการแพทย์แนะนำไว้มาแจกแจงให้เข้าใจกัน ว่าจำเป็นไหมจะต้องหยุดยาก่อนฉีดวัคซีนโควิด

ยาคุม

ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ให้คำแนะนำว่า ผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดชนิดที่มีเอสโตรเจนเป็นส่วนประกอบ ได้แก่ ยาเม็ดชนิดฮอร์โมนรวม ยาฉีดคุมกำเนิด และแผ่นยาปิดผิวหนังคุมกำเนิด สามารถรับการฉีดวัคซีนโควิด 19 ได้โดยไม่จำเป็นต้องหยุดการใช้ เพราะจากการศึกษาวิจัยทั่วโลกไม่พบว่าการฉีดวัคซีนจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดหลอดเลือดดำอุดตันแต่อย่างใด แต่หากยังมีความกังวลใจ และต้องการหยุดการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมน ควรใช้วิธีการคุมกำเนิดอื่น ๆ มาทดแทนเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์

ขณะที่ นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ระบุว่า การใช้ยาคุมกำเนิดไม่ได้เป็นข้อห้ามในการฉีดวัคซีนโควิด ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้ใช้ แต่เนื่องจากฮอร์โมนดังกล่าวมีผลทำให้เลือดข้นอยู่บ้างแล้ว ถ้าจะเกิดผลข้างเคียงจากวัคซีนจะได้ไม่เกิดปัจจัยซ้ำซ้อนขึ้นไปอีก ดังนั้นถ้าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง 14 วัน ก่อนวัคซีน และ 14 วัน หลังวัคซีน ระหว่างนั้นให้คุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นไปก่อน

ยาเบาหวาน ยาลดไขมันในเลือด ยาโรคหัวใจ

ผู้ป่วยที่ต้องกินยารักษาโรคประจำตัว 7 โรคเรื้อรังที่มีอาการคงที่ ไม่ว่าจะเป็นโรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคไตวายเรื้อรัง, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคมะเร็ง, โรคเบาหวาน และโรคอ้วน สามารถกินยาได้ตามปกติก่อนเข้ารับวัคซีน

ยาความดัน

สามารถกินยาลดความดันโลหิตและยาประจำตัวอื่น ๆ ได้ตามปกติ ไม่ควรหยุดยาเองหรือปรับยาเพื่อฉีดวัคซีน เว้นแต่กรณีที่แพทย์แนะนำให้หยุดยาชั่วคราว เพื่อให้ผลลัพธ์ของวัคซีนแม่นยำขึ้น และควรควบคุมความดันโลหิตให้ดีก่อนฉีดวัคซีน

ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด

ยาละลายลิ่มเลือด หรืออาจเรียกว่า ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ซึ่งใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยที่มีปัญหาลิ่มเลือดอุดตัน โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือคนที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ เลือดออกง่าย สามารถรับประทานยาได้ตามปกติ คือ

  • ยาวาร์ฟาริน (Warfarin) กินได้ และต้องมีระดับ INR หรือค่าความแข็งตัวของเลือดน้อยกว่า 4 ภายใน 1 สัปดาห์ก่อนฉีดวัคซีน จึงฉีดวัคซีนโควิดได้ หรือหากไม่มีผล INR แต่ระดับ INR ก่อนหน้านี้อยู่ในระดับ 2-3 มาโดยตลอด ก็สามารถฉีดวัคซีนได้ โดยไม่จำเป็นต้องหยุดหรือปรับขนาดยา
  • ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน (Aspirin), โคลพิโดเกรล (Clopidogrel), ซิลอสทาซอล (Cilostazol) กินได้ และสามารถฉีดวัคซีนได้ แต่ไม่ควรคลึงกล้ามเนื้อหลังฉีดวัคซีน
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือดกลุ่มใหม่ (NOACs) เช่น ดาร์บิการ์แทน (Dabigatan), ไรวาร็อกซาแบน (Rivaroxaban), อพิซาแบน (Apixaban), อีด็อกซาแบน (Edoxaban) รับประทานได้

ทั้งนี้สำหรับผู้ที่กินยาละลายลิ่มเลือดทุกชนิด ก่อนฉีดวัคซีนโควิดควรแจ้งแพทย์ที่จุดฉีดวัคซีนให้ทราบด้วยนะคะ เพราะจะต้องกดตำแหน่งที่ฉีดยาให้นานกว่าปกติจนกว่าจะแน่ใจว่าไม่มีเลือดออกผิดปกติ

ยาไมเกรนต้องงดหรือเปล่า

สมาคมประสาทวิทยาแห่งประเทศไทย ระบุว่า ผู้ป่วยโรคปวดศีรษะไมเกรนไม่จำเป็นต้องหยุดยาแก้ปวดศีรษะไมเกรน เพราะอาจทำให้อาการกำเริบได้ จึงสามารถรับประทานยาเหล่านี้ได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่กังวลใจ และต้องการหยุดยาแก้ปวดไมเกรนหรือยาป้องกันไมเกรน ให้ปรึกษาแพทย์ที่รักษา เพื่อวางแผนในการฉีดวัคซีนโควิด และแนะนำอาการของโรคปวดศีรษะไมเกรนที่อาจจะเกิดขึ้น

ยาแก้ปวด ยาพาราเซตามอล

ก่อนฉีดวัคซีนโควิด ต้องงดยาแก้ปวด ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล เพราะยาอาจไปกดภาวะการอักเสบ จนบดบังการตอบสนองของวัคซีน นอกจากนี้หากมีอาการไม่สบายหลังฉีดวัคซีน อาจทำให้เกิดความสับสนได้ว่าเป็นอาการแพ้วัคซีนหรือเป็นอาการป่วยที่เป็นอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น ถ้ามีอาการป่วย เป็นไข้ ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนออกไปก่อน 2 สัปดาห์

แต่หลังฉีดวัคซีน ถ้ามีไข้สามารถกินยาพาราเซตามอล 500 มิลลิกรัม 1 เม็ด (เช่น ยี่ห้อไทลินอล, ซาร่า, พาราแคพ, บาคามอล, ซีมอล, พานาดอล, เทมปร้า) ซึ่งเป็นยาลดไข้ที่ปลอดภัยที่สุด หากไม่หายสามารถกินซ้ำได้โดยห่างจากเม็ดแรก 4-6 ชั่วโมง ส่วนยาแก้ปวดในกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน, นาโปรเซน, เซเลโคซิบ, ไดโคลฟีแนค, ไพร็อกซิแคม เป็นต้น หากไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยง หรือปรึกษาเภสัชกรก่อนรับประทาน

ยาคลายกล้ามเนื้อ

ยาคลายกล้ามเนื้อ เช่น มายโดคาล์ม (Mydocalm), นอร์จีสิก (Norgesic) สามารถรับประทานได้

ยาลดน้ำมูก แก้คัดจมูก

เพราะยาลดน้ำมูก ยาแก้หวัดคัดจมูก กลุ่มที่มีฤทธ์ทางระบบประสาทอัตโนมัติ (Sympathomimetic) เช่น Pseudoephedrine มีผลทำให้หลอดเลือดแดงหดตัวได้ ดังนั้น จึงมีคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มนี้ในวันที่ฉีดวัคซีน และ 14 วัน หลังจากนั้น ซึ่งเป็นระยะเวลาที่อาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม หากเป็นผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับประทานอยู่เป็นประจำควรปรึกษาแพทย์ก่อน

ยาแก้แพ้

คนที่เป็นภูมิแพ้และใช้ยาต้านฮิสตามีน หรือยาแก้แพ้ มาอย่างต่อเนื่อง สามารถกินยาได้ตามปกติ ไม่ควรลดหรือหยุดยาก่อนมาฉีดวัคซีน เพราะอาจทำให้โรคกำเริบและมีอาการคล้ายแพ้วัคซีนได้ แต่ถ้าไม่ได้เป็นคนใช้ยาฮิสตามีนอย่างต่อเนื่อง ไม่แนะนำให้กินยาก่อนฉีดวัคซีนโควิด เพื่อป้องกันการแพ้วัคซีน เพราะไม่สามารถป้องกันอาการแพ้รุนแรงได้ และอาจบดบังอาการแพ้ทางผิวหนังที่เกิดขึ้น

ยานอนหลับ ยาคลายเครียด

ยานอนหลับ ยาคลายวิตกกังวล สามารถกินได้ตามปกติ

ยาต้านเศร้า ยาจิตเวช

ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย แนะนำให้ผู้ป่วยจิตเวชรับประทานยาต่อเนื่อง ซึ่งยาจิตเวชส่วนใหญ่ปลอดภัยต่อวัคซีน (ข้อมูล ณ วันที่ 28 พฤษภาคม 2564) ดังนั้น ไม่ควรลดยา เพิ่มยา หรือปรับยาเอง เพราะอาจทำให้เกิดอาการข้างเคียงหรือถอนยาได้ แต่หากผู้ป่วยหรือญาติกังวลใจ อาจพูดคุยปรึกษาแพทย์เจ้าของไข้เรื่องการฉีดวัคซีน

ยาโรคหืด ใช้ยาพ่น ยาสูด

ผู้ป่วยโรคหืดสามารถฉีดวัคซีนโควิด 19 ได้ โดยสมาคมโรคภูมิแพ้ โรคหืด และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องการใช้ยาไว้ดังนี้

  • ควรใช้ยาสูดสเตียรอยด์และยาประจำตัวโรคหืดอย่างสม่ำเสมอ ไม่จำเป็นต้องหยุดยาก่อนฉีดวัคซีน เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานว่ายาสูดสเตียรอยด์มีผลต่อการสร้างภูมิคุ้มกันที่กระตุ้นจากการฉีดวัคซีน
  • ผู้ป่วยโรคหืดที่มีอาการกำเริบจนต้องใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานหรือฉีด ควรควบคุมอาการให้สงบก่อนฉีดวัคซีน
  • ผู้ป่วยโรคหืดที่ได้รับยาชีวโมเลกุล เช่น Omalizumab, Benralizumab, Dupilumab ควรรออย่างน้อย 7 วัน หลังได้รับยา จึงค่อยฉีดวัคซีนโควิด

กินยากดภูมิคุ้มกัน ยาปรับภูมิคุ้มกัน

ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และสมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลไว้ว่า กรณีผู้ป่วยที่โรคสงบ สามารถฉีดวัคซีนโควิด 19 ได้ โดยมีข้อแนะนำเรื่องการหยุดยา หรือไม่หยุดยาชั่วคราว ดังนี้

  • ผู้ป่วยมีอาการคงที่และกินยา Hydroxychloroquine, Chloroquine, Prednisolone น้อยกว่า 20 มิลลิกรัม/วัน หรือเทียบเท่า สามารถฉีดวัคซีนโควิดได้โดยไม่ต้องหยุดยาดังกล่าว แต่ถ้ากินยามากกว่า 20 มิลลิกรัม/วัน ติดต่อกันนานเกิน 1 เดือนขึ้นไป แต่อาการของโรคคงที่และอยู่ในช่วงปรับลดยา สามารถฉีดวัคซีนได้ แต่การตอบสนองต่อวัคซีนอาจจะลดลง
  • ผู้ที่กินยา Methotrexate, Cyclophosphamide, Azathioprine, Ciclosporin, Mycophenolate และสามารถควบคุมอาการได้ดีเพียงพอที่จะหยุดยาได้ชั่วคราวโดยโรคไม่กำเริบ แนะนำให้หยุดยา 1-2 สัปดาห์ หลังฉีดวัคซีน
  • ผู้ที่ได้รับยาฉีด Cyclophosphamide ควรฉีดวัคซีนโควิดไปแล้วอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ก่อนรับยา Cyclophosphamide
  • ผู้ที่ได้รับยาฉีด Rituximab แนะนำให้ฉีดวัคซีนครั้งแรกอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนได้รับยา Rituximab หรือถ้ารับยา Rituximab ไปแล้ว ให้รออย่างน้อย 1 เดือน จึงค่อยฉีดวัคซีนโควิด
  • ผู้ที่ได้รับยาฉีด Dupilumab ร่วมด้วย ควรฉีดวัคซีนโควิดไปแล้วอย่างน้อย 1 สัปดาห์ ก่อนหรือหลังได้รับยา Dupilumab
  • ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินที่มีอาการคงที่และได้รับยาอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ Acitretin, Etanercept, Infliximab, Adalimumab, Ustekinumab, Secukinumab, Ixekizumab, Brodalumab, Guselkumab สามารถฉีดวัคซีนโควิด 19 ได้ โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนการรับยากดภูมิ

น้ำมันกัญชา

ผู้ป่วยที่ใช้น้ำมันกัญชาทางการแพทย์ เช่น สูตรตำรับของอาจารย์เดชา เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยและคุณภาพชีวิต สามารถใช้ต่อได้ ไม่ต้องหยุด และไม่ต้องเพิ่มปริมาณ

ก่อน-หลังฉีดวัคซีน ไปทำฟันใช้ยาชาได้หรือไม่

ทพญ.สุมนา โพธิ์ศรีทอง ทันตแพทย์ชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถาบันทันตกรรม ระบุว่า ยาชาที่ใช้ทางทันตกรรมไม่มีผลต่อภูมิคุ้มกันทั้งก่อนและหลังการรับวัคซีนโควิด 19 ในปริมาณยาชาที่เหมาะสมและถูกต้อง ดังนั้นผู้ที่เข้ารับการรักษาทางทันตกรรม สามารถรับการฉีดยาชา เพื่อทำหัตถการทางทันตกรรมได้อย่างปลอดภัย

  • กรณีการทำฟันที่ไม่เร่งด่วน ควรเข้ารับการรักษาก่อนฉีดวัคซีนหรือภายหลังฉีดวัคซีนโควิด 2-3 วัน แต่ไม่เกิน 1 สัปดาห์ เพื่อลดความคลาดเคลื่อนในการวินิจฉัยแยกโรค เช่น ภาวะไข้ ว่ามีอาการข้างเคียงจากการรักษาทางทันตกรรม หรืออาการข้างเคียงจากวัคซีน
  • กรณีมีอาการฉุกเฉินเร่งด่วนทางทันตกรรม สามารถขอคำแนะนำและรับคำปรึกษา รวมถึงประเมินอาการจากทันตแพทย์ได้ตามแนวทางบริการทางทันตกรรมวิถีใหม่ New Normal Dental Services

แหล่งที่มา : covid-19.kapook.com

13 สมุนไพรเสริมภูมิคุ้มกัน ควรมีติดบ้านช่วงโควิด-19

13 สมุนไพรเสริมภูมิคุ้มกัน ควรมีติดบ้านช่วงโควิด-19

ด้วยสถานการณ์โควิด 19 ที่แพร่ระบาดเป็นวงกว้างในขณะนี้ การป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ รักษาระยะห่าง ร่วมกับการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง มีภูมิคุ้มกันที่ดี ก็เหมือนมีชัยไปกว่าครึ่ง ซึ่งการรับประทานอาหารที่มีสมุนไพรเป็นส่วนประกอบก็คืออีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรงพร้อมสู้กับเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ เพราะสมุนไพรคู่ครัวไทยหลายชนิดมีสารต้านอนุมูลอิสระ และเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ส่วนจะมีสมุนไพรชนิดใดบ้างนั้น เราไปดูกันเลย

ขิง

ขิง สมุนไพรคู่ครัวคนไทยมาช้านาน เนื้อในมีกลิ่นหอมอ่อน รสชาติเผ็ดร้อน มีคุณสมบัติเสริมภูมิคุ้มกัน ลดการอักเสบ ต้านไวรัสและการติดเชื้อต่าง ๆ ใครที่มีอาการหวัด คัดจมูก ลองชงน้ำขิงอุ่น ๆ มาจิบแก้หวัด บรรเทาอาการไอได้ นอกจากนี้ขิงมีฤทธิ์ช่วยแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลมในร่างกายอีกด้วย สรรพคุณ 108 อย่างจริง ๆ

ข่า

รู้ไหมว่า ข่า ที่นิยมใส่ในต้มยำชนิดต่าง ๆ ในตำราพื้นบ้านนำมาใช้รักษาโรคหลอดลมอักเสบ รวมทั้งแก้อาการหวัด ไอ เจ็บคอ นั่นเป็นเพราะในข่ามีน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยให้ทางเดินหายใจโล่ง ขณะเดียวกันสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ ที่มีในข่าก็ช่วยลดการอักเสบ ต้านไวรัส และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง ประโยชน์ไม่ธรรมดาจริง ๆ

ขมิ้น

งานวิจัยพบว่า เคอร์คิวมินอยด์ในขมิ้นมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ยับยั้งเซลล์มะเร็ง ลดอาการภูมิแพ้ ต้านจุลินทรีย์ก่อโรคทั้งหลาย รวมทั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย จึงเป็นสมุนไพรอีกชนิดที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้อยู่ในระดับปกติ ควรค่าแก่การนำมาประกอบอาหารในช่วงที่โควิด 19 ระบาดเช่นนี้

กระเทียม

สารอัลลิซิน (Allicin) ในกระเทียมจะช่วยยับยั้งเชื้อไวรัสต่าง ๆ และเสริมการทำงานของภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงและทำงานได้ตามปกติ อีกทั้งยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และช่วยย่อยอาหารได้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมกระเทียมจึงได้กลายเป็นส่วนประกอบของอาหารไทยไปเกือบทุกชนิดเลย

กระชาย

กระชาย กำลังเป็นที่ฮือฮาว่าเป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านโควิด 19 แต่จริง ๆ แล้วผลการศึกษายังอยู่ในห้องทดลองค่ะ อย่างไรก็ตาม ในการวิจัยนั้นก็ถือเป็นข่าวดีที่พบว่าสารสกัดกระชายขาว มีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ต้นเหตุของโรค COVID-19 ในหลอดเพาะเชื้อได้ถึง 100% ซึ่งก็ต้องลุ้นกันต่อไปว่าจะเป็นอีกความหวังหนึ่งในการสู้กับโควิด 19 ได้หรือไม่

กะเพรา

คุณประโยชน์หลัก ๆ ของกะเพรานอกจากจะช่วยขับลม ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อแล้ว ยังมีสรรพคุณในการต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ เพราะมีสารโอเรียนทิน (Orientin) ที่มีศักยภาพในการป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าเซลล์ ช่วยลดการติดเชื้อก่อโรค เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และยังมีสารยูจีนอล (Eugenol) ที่ช่วยลดการอักเสบได้อีก

พริก

พระเอกของสมุนไพรชนิดนี้ก็คือ สารแคปไซซินที่ให้ความเผ็ดร้อนในพริก ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา และลดการอักเสบ ที่ผ่านมาก็มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พบว่า การรับประทานพริกจะช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น และยังบรรเทาอาการไข้หวัด ลดน้ำมูก ละลายเสมหะ ทำให้หลอดลมขยาย ลองสังเกตเวลาที่กินอาหารเผ็ด ๆ สักพักก็จะมีน้ำมูกไหล แต่หลังจากนั้นก็จะรู้สึกว่าทางเดินหายใจโล่งขึ้นมาทันที

พริกไทย

พริกไทย เป็นทั้งสมุนไพรและเครื่องเทศที่ให้ความเผ็ดร้อน ช่วยเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกาย กระตุ้นระบบการไหลเวียนของโลหิต นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ต้านเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ และลดการอักเสบ เนื่องจากสารอาหารในไทยมีผลยับยั้งการหลั่งสารสื่ออักเสบอยู่หลายชนิด จะเลือกกินแบบพริกไทยสดหรือแบบแห้งบดละเอียดก็ได้

หอมใหญ่ หอมแดง

มีคนแชร์กันว่า หากนำหอมแดงหรือหอมใหญ่มาทุบแล้วสูดดมจะช่วยป้องกันและรักษาโควิดได้ ซึ่งไม่เป็นความจริงค่ะ เพราะยังไม่มีงานวิจัยยืนยันเรื่องนี้ เพียงแต่น้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในหอมจะช่วยบรรเทาอาการอักเสบบริเวณผิวหนังตรงเยื่อเมือกจมูก ทำให้น้ำมูกไหลได้ดีขึ้น อาการหวัดจึงลดลง

อย่างไรก็ตาม เราก็สามารถกินอาหารที่มีส่วนผสมของหอมแดง หอมใหญ่ เพื่อเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรงได้ นั่นเพราะมีสารเควอร์ซิติน (Quercetin) ที่ออกฤทธิ์ลดภาวะการอักเสบ ป้องกันแบคทีเรีย ไวรัส ป้องกันอาการแพ้ ป้องกันหลอดเลือด จึงเป็นสมุนไพรอีกชนิดที่ควรมีติดบ้าน

ผักชี

ผักโรยหน้าที่ไม่ได้มีประโยชน์แค่ความสวยงามเท่านั้น แต่ผักชียังมีสรรพคุณทางยามากมาย เช่น ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย เสริมภูมิคุ้มกัน แก้หวัด แก้ไอ บรรเทาอาการเวียนศีรษะ และตำรับยาพื้นบ้านจะนำใบอ่อนมาคั้นน้ำ จิบดื่มเพื่อลดความเครียดและรักษาอาการนอนไม่หลับ

โหระพา

ผักช่วยเสริมรสชาติและเพิ่มกลิ่นหอมให้อาหารอย่างโหระพา ก็มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะมีฤทธิ์ต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ ช่วยลดและยับยั้งสารอักเสบหลายชนิด สำหรับใบของโหระพายังอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนและแคลเซียม ซึ่งช่วยได้อย่างมากในการปรับภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรงขึ้น

ตะไคร้

ตะไคร้ สมุนไพรคู่ครัวเรือนไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ นิยมนำมาเป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร และสกัดกลิ่นมาเป็นน้ำมันหอมระเหย ตามตำรับยาพื้นบ้านนั้นตะไคร้มีสรรพคุณทางยาช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน รักษาอาการปอดบวม แก้ไข้ แก้หวัด และลดการอักเสบต่าง ๆ รวมถึงช่วยให้เจริญอาหาร แก้ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อได้อีกด้วย

มะกรูด

วิตามินซีในมะกรูด เป็นตัวเอกในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง และลดระยะเวลาการเป็นหวัดลง ดังนั้น ใครที่เป็นหวัด เจ็บคอ ไอมีเสมหะ ลองจิบน้ำมะกรูดผสมน้ำผึ้งทุกเช้าจะช่วยให้อาการดีขึ้น ขณะที่น้ำมันหอมระเหยในใบมะกรูดจะช่วยคลายความกังวลในช่วงเวลาเครียด ๆ ด้วยนะ ลูกเล็ก ๆ แค่นี้ แต่ประโยชน์เยอะมากเลย

แหล่งที่มา : health.kapook.com

ตำแหน่งอาการปวดหัว บอกโรคได้

ตำแหน่งอาการปวดหัว บอกโรคได้

อาการปวดหัว เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ในทุกคน ซึ่งอาการปวดหัวนั้นก็ต่างกัน บางคนอาจปวดหัวด้านหน้า ปวดหัวด้านหลัง ซึ่งจริง ๆ แล้ว อาการปวดหัวในแต่ละตำแหน่งนั้น สามารถบอกถึงการเป็นโรคต่าง ๆ ได้ ซึ่งใครที่มักปวดหัวอยู่บ่อย ๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหมั่นสังเกตว่าอาการปวดหัวที่ตัวเองเป็นอยู่มักปวดที่บริเวณหรือตำแหน่งใด เพื่อที่จะสามารถสันนิษฐานได้คร่าว ๆ ว่าอาการปวดหัวที่เป็นอยู่นั้นอาจเกิดจากการเป็นโรคบางชนิด เพื่อที่จะสามารถเข้ารับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป ตามมาดู 5 ตำแหน่งของอาการปวดหัวซึ่งสามารถบอกถึงการเป็นโรคต่าง ๆ กันดีกว่า

รอบศีรษะ : โรคเครียด

อาการปวดหัวในตำแหน่งรอบศีรษะ ถือเป็นอาการปวดหัวที่พบมากที่สุด เป็นอาการปวดที่เกิดจากการเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณรอบศีรษะ มักพบบ่อยในตำแหน่งบริเวณหน้าผากและขมับทั้งสองข้าง หรือบางครั้งก็อาจจะปวดร้าวมาที่ด้านหลังของศีรษะและต้นคอ รวมถึงบ่าไหล่ ซึ่งอาการปวดหัวในตำแหน่งนี้มีความสัมพันธ์กับความเครียด

ขมับด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ : โรคไมเกรน

อาการปวดหัวบริเวณขมับด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งบางรายอาจจะมีการปวดสลับข้างกัน อาการปวดที่ตำแหน่งนี้จะมีอาการปวดร้าวที่กระบอกตา มีอาการคลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ และมีอาการปวดเมื่ออยู่ในที่แสงจ้า กลิ่นฉุน หรือเสียงดัง ซึ่งอาการปวดหัวที่บริเวณดังกล่าวเกิดจากการเป็นโรคไมเกรน

โหนกแก้มทั้งสองข้างถึงหน้าผาก : ไซนัสอักเสบ

อาการปวดหัวที่บริเวณโหนกแก้มทั้งสองข้างลงมาไปจนถึงบริเวณหน้าผาก หรือบางครั้งมีอาการปวดที่บริเวณดั้งจมูกซึ่งเป็นตำแหน่งของไซนัส โดยหากผู้ป่วยมีอาการอักเสบของไซนัสก็จะมีอาการปวดที่บริเวณดังกล่าว

หน้าใบหู : กระดูกกรามหน้าใบหูอักเสบ

อาการปวดหัวที่บริเวณหน้าใบหู มีความสัมพันธ์กับการเคี้ยวอาหารร่วมด้วย ซึ่งคนไข้บางรายอาจไม่รู้ตัวว่าตัวเองมีพฤติกรรมการกัดฟันตอนกลางคืน เมื่อตื่นมาในตอนเช้าจะรู้สึกปวดที่บริเวณหน้าใบหูทุกครั้งที่ปากขยับหรือกำลังเคี้ยวอาหาร ซึ่งอาการปวดหัวในตำแหน่งนี้มีความสัมพันธ์กับภาวะกระดูกกรามหน้าใบหูอักเสบ

ปวดอย่างรุนแรง และมีความผิดปกติขึ้นมากมาย : โรคหลอดเลือดสมอง

ในกรณีที่มีอาการปวดหัวอย่างรุนแรงหรือไม่เคยปวดหนักขนาดนี้มาก่อน เป็นไปได้ว่าอาจเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือโรคเนื้องอกสมอง ซึ่งอาการปวดหัวของโรคดังกล่าวนี้จะมีลักษณะที่รุนแรง โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงอายุเกิน 50 ปี นอกจากนี้ยังมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การมองเห็นผิดปกติ เห็นภาพซ้อน มองเห็นไม่ชัด มีอาการชา กล้ามเนื้อต่าง ๆ ของร่างกายอ่อนแรง และบางคนอาจมีอาการชัก ซึ่งถือเป็นอาการที่รุนแรง จำเป็นต้องพบแพทย์โดยด่วน

แหล่งที่มา : www.sanook.com

ส่องสาเหตุที่อาจทำให้หลับ ๆ ตื่น ๆ ตอนกลางคืน

ส่องสาเหตุที่อาจทำให้หลับ ๆ ตื่น ๆ ตอนกลางคืน

เชื่อว่าหลายคนที่กำลังนอนหลับพักผ่อนในตอนกลางคืน จะต้องเคยรู้สึกอารมณ์เสียกันบ้างแน่ ๆ ถ้าอยู่ดี ๆ ตัวเองจะต้องมาตื่นในกลางดึกทั้ง ๆ ที่ยังไม่เช้าด้วยซ้ำ ยิ่งใครที่นอนหลับยาก ๆ อยู่แล้ว และต้องมาตื่นกลางดึกแบบนี้ก็คงต้องกลับไปตั้งใจหลับใหม่ หรือไม่บางคนตื่นแล้วอาจจะต้องตื่นเลย เพราะจะให้นอนต่อก็คงจะนอนไม่หลับจนถึงเช้า หรือหลับต่อยาก

รู้ไหมว่าการที่มีอาการหลับ ๆ ตื่น ๆ จะส่งผลให้เรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ รวมถึงเกิดผลเสียต่อสุขภาพได้อีกด้วย วันนี้เราจะพาทุกคนไปส่องสาเหตุที่อาจทำให้เรานอนหลับ ๆ ตื่น ๆ ตอนกลางคืน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

ความเครียด

แน่นอนว่าความเครียดเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้มีอาการหลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะเราอาจจะมีความกังวลต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดความเครียดสะสมจนทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนล้าแบบไม่รู้ตัว นอกจากความเครียดแล้วยังรวมถึงความรู้สึกวิตกกังวลในเรื่องต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องงาน สังเกตมั้ยว่าวันไหนที่เราเครียดหรือมีเรื่องให้ต้องคิดเรามักจะนอนไม่ค่อยหลับ หรือหลับ ๆ ตื่น ๆ ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นอยากแนะนำให้ลดความกังวลในจิตใจให้ลดลง เมื่อความกังวลและความเครียดนั้นค่อย ๆ จางลงไปจะทำให้เรานอนหลับสนิทได้มากขึ้น

อาการเจ็บป่วย

เมื่อเราม่สบาย ปวดท้อง ปวดตามเนื้อตัว เป็นโรคเกี่ยวกับการนอนหลับ มีปัญหาเรื่องระบบการหายใจ มีอาการไอ หรือมีอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ อยู่นั้น แน่นอนว่าอาการเหล่านี้สามารถไปรบกวนเราตอนนอนหลับโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นอยากแนะนำให้ควรรีบหาวิธีแก้ไขหรือพบแพทย์เพื่อรักษา ไม่อย่างงั้นเราก็จะต้องมาหลับ ๆ ตื่น ๆ กลางคืนอยู่แบบนี้ ซึ่งมันไม่ดีต่อร่างกายของเราแน่ ๆ

สิ่งแวดล้อม

ลองสังเกตสภาพแวดล้อมของที่พักของเราดู ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่เราพักอาศัย คอนโด หรือหอพักว่าบริเวณที่พักของคุณนั้นมีร้านค้าหรือผับที่ต้องเสียงดังตลอดเวลาหรือเปล่า ที่พักของเราอยู่ติดถนนใหญ่ที่มีรถวิ่งตลอดทั้งวันไหม มีเสียงรบกวนจากการจราจรตลอดทั้งคืนหรือไม่ รวมถึงบางทีอาจจะเกี่ยวกับความสว่างเกินไปของห้องนอนของเราเอง สิ่งเหล่านี้ที่เป็นสภาพแวดล้อมนั้นสามารถเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายของเราหลับไม่สนิท และทำให้เรามีอาการหลับ ๆ ตื่น ๆ นั่นเอง

การทานอาหาร

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการรับประทานอาหารเป็นหนึ่งในสาเหตุที่สามารถทำให้นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ หรือตื่นมากลางดึกได้ เนื่องจากบางทีสำหรับใครที่ชอบรับประทานอาหารดึก ๆ แล้วทิ้งตัวลงนอนเลย แน่นอนว่าต้องมีอาการแน่นท้อง รู้สึกอึดอัด อาหารไม่ย่อย บางคนถึงกับมีอาการจุกเสียดจนต้องตื่นขึ้นมากลางดึก การมีพฤติกรรมแบบนี้สามารถเสี่ยงเป็นกรดไหลย้อน เพราะฉะนั้นต้องระวังไว้ แนะนำว่ากินเสร็จแล้วอย่างพึ่งล้มตัวนอนจะดีที่สุดล

แหล่งที่มา : www.sanook.com

7 ผลไม้เคลือบกระเพาะ

7 ผลไม้เคลือบกระเพาะ

อาการสำคัญของโรคกระเพาะอาหารคือ จะแสบท้องไม่ว่าตอนหิวหรือตอนที่กินจนอิ่มแล้วก็ตาม ซึ่งความแสบท้องนี่แหละที่สร้างความทรมานให้กับเรา บางคนถึงกับต้องควานหาของกินรองท้องเพื่อช่วยเคลือบกระเพาะ บรรเทาอาการกันเลยทีเดียว

ทว่ากินอาหารรองท้องวันละหลายครั้งก็อาจจะอิ่มเกินไป งั้นลองมากินผลไม้เคลือบกระเพาะอาหาร บรรเทาอาการแสบท้องจากโรคกระเพาะกันไหม ส่วนจะมีผลไม้เพื่อสุขภาพสำหรับคนเป็นโรคกระเพาะชนิดไหนบ้าง มาดูเลย

กล้วย

ประโยชน์ของกล้วยช่วยบรรเทาอาการโรคกระเพาะได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการนำสารแทนนินจากกล้วยดิบ (ในรูปแบบผงกล้วยดิบชงดื่ม) มาช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร หรือการกินกล้วยน้ำว้า กล้วยหอมสุก เพื่อให้ร่างกายได้รับใยอาหารชนิดละลายน้ำ ที่จะช่วยในการดูดซึมของผนังกระเพาะอาหาร รักษาแผลในกระเพาะอาหารให้หายเร็วขึ้น

นอกจากนี้ในกล้วยยังมีสารชนิดพิเศษที่ช่วยกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์ในกระเพาะอาหาร เสริมสร้างความแข็งแรงให้กระเพาะอาหารทนกรดได้ดีขึ้น อีกทั้งในกล้วยยังมีทริปโตเฟน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนจำเป็นที่เมื่อกินเข้าไปแล้วร่างกายจะเปลี่ยนให้เป็นเซโรโทนิน สารสื่อประสาทที่จะช่วยกระตุ้นให้กระเพาะอาหารสร้างเยื่อเมือกตามธรรมชาติออกมาเคลือบแผลในกระเพาะ ลดอาการแสบระคายท้อง และเซโรโทนินยังช่วยคลายเครียด ช่วยให้นอนหลับสบายมากขึ้นด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม คนเป็นโรคกระเพาะก็ไม่ควรกินกล้วยตอนท้องว่างนะคะ เพราะกล้วยมีคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายจำเป็นต้องย่อยเพื่อเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล ซึ่งร่างกายจะหลั่งน้ำย่อยออกมามาก และอาจทำให้คนเป็นโรคกระเพาะหรือโรคกรดไหลย้อนอาการกำเริบได้ ดังนั้นถ้าจะกินกล้วยช่วยลดอาการโรคกระเพาะก็กินหลังมื้ออาหารจะดีกว่า

มะละกอ

มะละกอเป็นผลไม้ที่ดีต่อระบบย่อยอาหาร อีกทั้งในมะละกอยังมีใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ รวมไปถึงเบต้าแคโรทีน และวิตามินซี ที่มีส่วนช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ทำให้แผลหายเร็ว ป้องกันการติดเชื้อ และมะละกอยังช่วยในการขับถ่ายได้อีกด้วย

แอปเปิล

ถ้าอยากได้เพกตินมาเคลือบกระเพาะอาหาร เสริมภูมิต้านทานให้เยื่อบุกระเพาะทนต่อกรดจากน้ำย่อยได้ งั้นกินแอปเปิลบรรเทาอาการแสบท้องจากโรคกระเพาะอาหารได้เลย

แคนตาลูป

แคนตาลูปเป็นผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีนสูง ช่วยป้องกันเยื่อบุกระเพาะอักเสบ เร่งให้แผลในกระเพาะอาหารหายเร็วขึ้นได้ อีกทั้งในแคนตาลูปยังมีวิตามินซีอยู่ไม่น้อย จึงเป็นผลไม้ที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อในกระเพาะอาหารได้ด้วย

ฝรั่ง

ฝรั่งมีสารแทนนินมาก อีกทั้งในผลสุกของฝรั่งยังมีใยอาหารชนิดเพกตินสูง มีวิตามินซีสูง เรียกได้ว่ารวมสารอาหารสำคัญที่ช่วยดูแลกระเพาะอาหารของเราได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การกินฝรั่งจึงช่วยสมานแผลและลดอาการอักเสบของกระเพาะอาหารและลำไส้ได้

ลูกยอ

นอกจากลูกยอจะมีสรรพคุณเด่นในเรื่องช่วยรักษาอาการกรดไหลย้อนแล้ว สารในลูกยอยังช่วยเร่งกระบวนการสมานแผลในกระเพาะอาหาร ลดอาการอักเสบเฉียบพลันของกระเพาะอาหารจากแอลกอฮอล์ และแม้การกินผลลูกยอสด ๆ จะค่อนข้างกินยาก แต่ปัจจุบันก็มีแคปซูลลูกยอที่รับประทานง่ายกว่าให้เลือกกินหลายยี่ห้อเลยล่ะ

มะขามป้อม

มะขามป้อมเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงกว่าส้มประมาณ 20 เท่า นอกจากนี้มะขามป้อมก็เป็นผลไม้ที่มีรสฝาด ขม มีสรรพคุณรักษาแผลและลดกรดเกินในกระเพาะอาหาร อีกทั้งน้ำมะขามป้อมยังช่วยบรรเทาอาการเสียดท้องได้อีกด้วย

แหล่งที่มา : health.kapook.com

เ9 ชนิดผักเผ่าคีโต หุ่นเป๊ะได้ดั่งใจ

9 ชนิดผักเผ่าคีโต หุ่นเป๊ะได้ดั่งใจ

สวัสดีสาว ๆ ชาวคีโตทุกท่าน หลายคนทานคีโตเพราะอยากลดน้ำหนัก ส่วนนึงก็เพราะได้ทานของอร่อย จนกลายเป็นกระแสการทานคีโตในปัจจุบัน ซึ่งหลักของคีโตคือเน้นโปรตีน ไขมันดีและผัก แม้จะต้องตัดแป้งจากข้าว ขนมปังออกไปก็ยังคุ้มค่า คนทำตามแล้วลดได้เป็น 10 – 20 กิโลมีเยอะมาก ๆ ทำให้หลายคนสนใจอยากลองทำตามนั่นเอง

แต่ก่อนที่เราจะเลือกซื้อเนื้อสัตว์ ชีส น้ำมันต่าง ๆ มาประกอบอาหาร แต่มั่นใจแล้วหรือยังว่าเข้าใจหลักของคีโตแล้วจริง ๆ ข้อแรกแม้จะทานเนื้อ กินชีส กินเนยได้ แต่ถ้าจะทานให้ลด ต้องคำนวณสารอาหาร ปริมาณต่อมื้ออย่างเคร่งครัด แม้จะไม่ทานผักเลยแต่รู้หรือไม่ว่าผักที่ทาน ๆ กันเข้าไปก้มีคาร์โบไฮเดรตผสมอยู่ หากทานผลิตชนิดก็หลุดคีโตได้ง่าย ๆ เพื่อไม่ให้พลาด เรามาดูกันดีกว่า 9 ผักเผ่าคีโต คาร์บต่ำ ประโยชน์สูงกินได้ไม่สะเทือนคีโต ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

ผักโขม (Spinach)

ผักโขม ใครเข้ากลุ่มทำอาหารคีโตหรือเคยอ่านตำราทำอาหารเพื่อคนกินคีโตโดยเฉพาะน่าจะเคยเห็นเมนูจากผักโขมมากมาย ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3 วิตามินเอ และวิตามินเค มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เสริมการสร้างคอลลาเจนให้ผิวหนัง บำรุงสายตา บำรุงโลหิต ฟันและกระดูกให้แข็งแรงเป็นต้น

บร็อคโคลี่ (Brocoli)

บร็อคโคลี่ ผักสุดฮิตทั้งของคนทั่วไปและเผ่าคีโต ด้วยรสชาติที่ไม่ขมจนเกินไป กินได้เพลิน ๆ ทำให้หลากหลายเมนู ทั้งต้ม นิ่ง ผัด ย่าง ผักชนิดนี้มีจุดเด่นที่มีส่วนประกอบของน้ำมันสูงมาก เกือบ 89% สวนทางกับปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ต่ำสุด ๆ กินเยอะไม่ต้องกลัวหลุดคีโต และยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้านเช่น บำรุงสายตา, บำรุงกระดูกและฟัน, บำรุงผิว, ป้องกันโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง และยังกระตุ้นการขับถ่ายอีกด้วย

ผักกาดหอม (Lettuce)

ผักยืนพื้นในเมนูสลัดตามซูเปอร์มาเก็ต ผักกาดหอมดิบมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก แทบไม่จะเรียกว่าไม่มีแป้งเลย เหมาะกับผู้ที่กำลังเคร่งในการทานคีโต อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพมาก เช่นมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ลดการเกิดมะเร็ง, อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยในการขับถ่าย บรรเทาอาการท้องผูก และอีกมากมาย

ผักเคล (Kale)

ผักเคล ผักน้องใหม่ในวงการที่สายรักสุขภาพคุ้นชื่อ แต่คนทั่วไปอาจไม่รู้ว่ามันคืออะไร มันคือผักคะน้าฝรั่งที่คุณค่าทางอาหารสูงมากจนฝรั่งเรียกว่า superfoods เป็นราชินีแห่งผักสีเขียว มีคาร์บต่ำ แต่โปรตีนสูง เหมาะกับสายคีโตโดยแท้จริง

เชเลอรี (Celery)

เชเลอรี ผักที่สายรักสุขภาพนิยมกันสุด ๆ ในช่วงนี้ โดยจะนำไปคั้นน้ำดื่มเพื่อดีท็อกซ์ ล้างสารพิษในร่างกายเป็นหลัก ช่วยลดน้ำหนักได้ทั้งการไดเอทแบบปปกติ และคีโต เชเลอรีมีส่วนประกอบของน้ำเกือบ 96% แต่คาร์บต่ำ ดื่มแล้วชุ่มชื้นทั้งร่างกายและผิวพรรณ อีกทั้งยังมีวิตามินเคสูง จึงช่วยป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตันหรือเลือดออกผิดปกติได้

มะเขือม่วง (Eggplant)

มะเขือม่วง ผักอีกชนิดที่แนะนำสุด ๆ สำหรับสายคีโต ข้อแรกก็คือมีสีสันสดใส ฉีกกฎสีเขียวน่าเบื่อแบบเดิม ๆ และยังมีรสเบา ไม่ขม กลมกลืนไปกับวัตถุดิบต่าง ๆ จึงทำอาหารได้หลากหลายทั้งเมนูผัด ทอด ย่าง ยำ น้ำพริก เครื่องเคียงสเต็ก สลัด ส่วนคุณประโยชน์นั้นก็สุดปังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง คาร์โบไฮเดรตจนไม่ต้องกลัวหลุดคีโต คุมระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเลือด บรรเทาอาการท้องผูกและช่วยเรื่องระบบเผาผลาญ

กะหล่ำดอก (Cauli flower)

สายคีโตรู้จักกันดีทั้งในส่วนประกอบของเมนูผัด ทอด นิ่งต่าง ๆ และการแปรรูปเป็นข้าวกะหล่ำ ทานแทนข้าวขาวหรือข้าวกล้อง อิ่มอร่อยแต่ไม่มีแคลอรี คาร์โบไฮเดรตต่ำมากและที่สำคัญไม่มีไขมัน ถึงไม่ใช่สายคีโตก็สามารถทานข้าวช่วยลดน้ำหนักได้แน่นอน

กะหล่ำปลี (Cabbage)

กะหล่ำปลี หลายคนมักจะเห็นเมนูแกงจืด ผัดน้ำมันหอย ทอดน้ำปลา ต้มกับซุป ห่อไก่ ห่อหมูสับ หรือนำไปผสมกับไข่ตุ๋น ซึ่งคาร์โบไฮเดรตในกะหล่ำปลีนั้นน้อยมาก ช่วยดูแลสุขภาพได้ดีไม่แพ้ผักชนิดไหน ๆ เช่น ลดคอเลสเตอรอลในเลือด, เสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย, บรรเทาอาการโรคกระเพาะ, แก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ท้องผูกเป็นต้น

แตงกวา (Cucumber)

แตงกวา ผักสุดฮิตของสาวไทยที่อยากลดน้ำหนัก เป็นผักที่ “ชุ่มน้ำ” มากที่สุด เพราะมีส่วนประกอบของน้ำสูงมาก มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ถึง 2.6 กรัม ลดความร้อนในร่างกาย ลดความดันโลหิต ต้านอนุมูลอิสระและโรคมะเร็งได้

แหล่งที่มา : sistacafe.com

6 วิธีดูแลสุขภาพในช่วงอากาศร้อน

6 วิธีดูแลสุขภาพในช่วงอากาศร้อน

เข้าสู่ช่วงหน้าร้อนกันแล้ว ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าหน้าร้อนของประเทศไทยนั้น ร้อนปรอทแตกขนาดไหน ซึ่งการที่เราจะต้องใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงแบบนี้ ก็ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้เหมือนกัน ดังนั้นเราจะต้องมีการดูแลสุขภาพในช่วงหน้าร้อน เพื่อให้ร่างายของเรานั้นสมบูรณ์และแข็งแรงตลอดเวลา โดยมีวิธีดังนี้

ดื่มน้ำเปล่า เพื่อดับกระหาย

ช่วงอากาศร้อนระอุ สิ่งที่สามารถดับกระหายได้ดีที่สุดคือ น้ำเปล่า ซึ่งหาดื่มได้ง่ายและเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการสำหรับการดื่มน้ำในช่วงหน้าร้อนนั้น ไม่ควรดื่มทีละมาก ๆ แต่ให้จิบไปเรื่อย ๆ ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับกิจกรรมในวันนั้น ๆ

แล้วไม่ควรกินน้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัด เพราะน้ำเย็นปริมาณมากจะไปเจือจางน้ำย่อยส่งผลให้เลือดที่มาหล่อเลี้ยงกระเพาะอาหารทำการย่อยได้น้อยลง และก่อให้เกิดโรคกระเพาะลำไส้อักเสบได้ง่าย นอกจากนั้นน้ำแข็งที่ไม่สะอาด ก็มีส่วนทำให้เกิดท้องร่วงท้องเสียอีกด้วย

หาผลไม้กินแก้ร้อน

กินผลไม้ที่มีคุณสมบัติเย็น ขับร้อน และเพิ่มน้ำในร่างกาย เช่น แตงโม ส้ม สับปะรด เป็นต้น เพราะผลไม้เหล่านี้ช่วยดับกระหายและทำให้สดชื่นได้ แถมยังมีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ แต่แนะนำว่าผลไม้ไม่ควรแช่เย็นจัด หรือกินในตอนกลางคืน รวมถึงกินในขณะที่ท้องว่างและเวลาหิวจัด

หลีกเลี่ยงการออกแดดจัด และทาครีมกันแดดป้องกันผิว

อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องระวังในช่วงฤดูร้อนก็คือรังสียูวี เพราะความเข้มข้นของรังสียูวีในประเทศไทย ช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม นับว่าร้อนมาก ฉะนั้นควรงดทำงานหนักกลางแจ้ง และเลี่ยงที่ต้องเจอกับแดดจัด เพราะอากาศร้อนจะทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น อาจมีผลทำให้เป็นลมแดดและถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว นอกจากนี้ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ควรทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวีด้วย

หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่เสี่ยง ทำให้เกิดอาการท้องร่วงท้องเสีย

หน้าร้อนอาหารจะบูดเสียง่าย เนื่องจากเชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดีในอากาศร้อนชื้น ดังนั้นจึงควรจะระมัดระวังเรื่องการกิน เช่น กินอาหารที่ทำสุกใหม่ ๆ ไม่กินอาหารที่ค้างคืน หลีกเลี่ยงอาหารประเภทกะทิ ยำ ส้มตำ และของหมักดอง เพราะเสี่ยงทำให้เกิดอาการท้องเสียท้องร่วงได้

เลือกใส่เสื้อผ้าที่ดูดซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดี

แน่นอนว่าในช่วงหน้าร้อนจะต้องใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมตามสภาพอากาศ ดังนั้นควรเลือกเสื้อผ้าที่สามารถดูดซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดีมาใส่ แต่ในผู้หญิงตั้งครรภ์การสวมใส่เสื้อผ้าจะต้องมิดชิด และเพื่อป้องกันการกระทบความเย็น จึงควรหลีกเลี่ยงการเปิดพัดลมใส่โดยตรง ขณะเดียวกันต้องป้องกันความร้อนอบอ้าวด้วย การระบายอากาศในห้องจึงต้องดี

อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ

โดยธรรมชาติของฤดูร้อน กลางวันจะยาวกลางคืนจะสั้น (คนทั่วไปที่ไม่ได้นอนในห้องปรับอากาศ กว่าอากาศจะเย็นแล้วนอนหลับได้ก็มักจะดึก) จึงเป็นสาเหตุทำให้ได้นอนน้อยกว่าปกติ ดังนั้นการได้พักผ่อนนอนหลับในช่วงกลางวันบ้าง ก็ถือเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับผู้ที่ทำงานในที่ทำงาน คงจะนอนหลับกลางวันไม่สะดวก อาจใช้วิธีนั่งพิงพนักตัวตรง หลับตา สงบนิ่ง ๆ ในช่วงกลางวันก็ได้

แหล่งที่มา : www.sanook.com

วิธีลดอันตรายต่อสุขภาพจากการ “บ้างาน”

วิธีลดอันตรายต่อสุขภาพจากการ “บ้างาน”

ไลฟ์สไตล์การทำงานของคนปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายเพื่อความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน รายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย เพราะนี่เหมือนเป็นดัชนีชี้วัดความประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยภาวะการแข่งขันสูง และเป็นระบบแบบ “อ่อนแอก็แพ้ไป” หลายคนจึงต้องดิ้นรนทำงานให้ตัวเองอยู่รอด ทำงานหนักจนกลายเป็นคนบ้างานโดยไม่รู้ตัว และส่งผลให้หลงลืมดูแลสุขภาพ ลืมคิดไปว่าอาจตายก่อนได้ใช้เงินก็เป็นได้ ดังนั้นวันนี้เราก็ไปรวบรวมวิธีลดอันตรายต่อสุขภาพจากการ “บ้างาน” มาฝากกัน โดยมีดังต่อไปนี้

พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนหลับเป็นยาที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ดีที่สุด อย่าถึงกับต้องทำงานแบบโต้รุ่งจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน เพราะการพักผ่อนน้อยนอกจากจะทำให้เสียสุขภาพแล้ว ยังทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และอาจกลายเป็นโรคนอนไม่หลับ ควรกำหนดเวลานอนให้เป็นเวลา และพักผ่อนให้ได้อย่างน้อยสัก 5 ชั่วโมงก็ยังดี ที่สำคัญ เมื่อถึงเวลานอนก็ต้องหยุดคิดเรื่องงานด้วย เพื่อจะได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพ

ขยับร่างกายบ่อย ๆ

อย่างที่รู้กันว่าการนั่งทำงานหน้าจอคอมนาน ๆ ทำให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรมได้ และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว เพราะบางคนถึงกับไม่ลุกไปไหนเลย นั่งอยู่กับที่ยาวตลอดเวลางาน ควรพักงานแล้วลุกมาขยับเขยื้อนร่างกายบ้างในทุก ๆ ชั่วโมง เพื่อให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ไม่ปวดเมื่อย ไม่ควรนั่งติดที่นาน ๆ แค่เดินไปห้องน้ำ ออกไปหาข้าวกินช่วงพัก ลุกขึ้นมาสะบัดแขนสะบัดขาง่าย ๆ หน้าคอม ก็ช่วยได้เยอะแล้ว

กินอาหารให้ตรงเวลา

อาหารมื้อเช้าสำคัญแต่หลายคนกลับปฏิเสธอาหารเช้า อีกทั้งบางคนยังทำงานแบบลากยาว ถึงเวลากินก็ไม่กิน ส่งผลให้ร่างกายทำงานรวน ระบบย่อยอาหารพัง ท้องไส้ปั่นป่วนจนเกิดอาการคลื่นเหียนอาเจียน เป็นโรคกระเพาะ บางรายอาจหนักถึงขั้นหน้ามืดเป็นลมไปเลยก็มี เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอตลอดวัน จึงต้องกินอาหารให้ตรงเวลา ถ้าไม่ค่อยหิวก็ใช้วิธีแบ่งย่อยเป็นมื้อเล็ก ๆ แทน ที่สำคัญ อย่าเอาของกินมาวางหน้าคอม เพื่อที่จะได้ลุกเดินบ้างนั่นเอง

ออกกำลังกายบ้าง

ใคร ๆ ก็รู้ว่าการออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เพราะการออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนดีขึ้นและส่งไปเลี้ยงร่างกายได้มากขึ้น ช่วยปรับสมดุลให้กับร่างกาย หัวใจสูบฉีดเลือดดี และเพิ่มพลังงาน นอกจากสุขภาพกายแล้ว ยังมีผลดีต่อสุขภาพจิตด้วย เมื่อร่างกายกระปรี้กระเปร่า เราก็ร่าเริงแจ่มใส และมีสมาธิในการทำงานดีขึ้น

ผ่อนคลายความเครียด

อย่าปล่อยให้ตัวเองเครียดสะสม เนื่องจากปกติคนเราจะมีบางช่วงที่เครียดโดยไม่รู้ตัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้ารู้ตัวว่ากำลังเครียดอยู่ ก็ควรรีบหาวิธีปลดปล่อยความเครียดไปบ้าง หาหนังสนุก ๆ ดู หาเพลงที่ชอบฟัง อ่านหนังสือตลก ๆ ที่ไม่ต้องมีสาระบ้างก็ได้ เพราะในช่วงที่เราหัวเราะ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ให้ความสุข ช่วยให้ผ่อนคลายความเครียด และการหัวเราะก็ยังได้บริหารกล้ามเนื้อบนใบหน้า ให้หน้าดูเด็กลงได้อีกด้วย

ดื่มน้ำมาก ๆ

น้ำเปล่านี่แหละดีที่สุดแล้ว ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะช่วยเสริมการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ ปรับสมดุลของอุณหภูมิในร่างกาย บำรุงผิวพรรณ ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น ร่างกายสดชื่น และป้องกันภาวะอ่อนเพลีย อีกทั้งยังทำให้อยากเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ จะได้ลุกเดินไปไหนมาไหนบ้าง แต่ควรใช้วิธีจิบบ่อย ๆ ตลอดวัน แทนการดื่มรวดเดียว เพื่อที่ร่างกายจะได้ได้รับน้ำอยู่ตลอดไม่ขาดช่วง

กินของที่มีประโยชน์

พวกอาหารจั้งก์ฟู้ดเป็นตัวเลือกหลัก ๆ ที่มนุษย์เงินเดือนมักเลือกรองท้องเวลารีบ ๆ หรือเอามาวางข้างคอม เพราะกินง่าย กินเสร็จไว ทำงานต่อได้เลย อย่าลืมว่าอาหารประเภทนี้ให้พลังงานสูง แต่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายเลย ยิ่งถ้านั่งทำงานอยู่กับที่ทั้งวัน ก็ยิ่งเสี่ยงจะทำให้อ้วนลงพุง ระบบย่อยอาหารก็แย่อีก ท้องผูก ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวแน่นอน ดังนั้น ควรเลือกกินเป็นผักผลไม้แทน และต้องไม่ลืมกินอาหารมื้อหลักด้วย

แหล่งที่มา : www.sanook.com