Posts

บุคคลใตบ้างที่ต้องทานวิตามินเสริม

บุคคลใตบ้างที่ต้องทานวิตามินเสริม

ในการทานอาหารนั้น ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าเรานั้นทานอาหารครบ 5 หมู่ เราก็ไม่มีความจำเป็นต้องทานวิตามินเสริม แต่ส่วนใหญ่นั้นด้วยช่วงวัยหรือการใช้ชีวิตในปัจจุบันของผู้คนทำให้ไม่สามารถทานอาหารครบ  5 หมู่ได้ หรือบางคนอาจจะไม่สามารถทานอาหารบ้างอย่างได้เนื่องจากทานแล้วเกิดอาการแพ้ ดังนั้นการทานวิตามินเสริมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเสริมสร้างร่างกาย ให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน

บุคคลที่ต้องทานวิตามินเสริม

หนุ่มสาววัยทำงาน

ในเวลาที่เร่งรีบนั้นอาจจะทำให้การทานอาหารนั้นไม่ได้สารอาหารที่ครบถ้วน โดยบางครั้งนุ่มสาววัยทำงานนั้นก็ต้องทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ หรือไม่ได้กินเลย เหตุมาจากช่วงเวลาที่เร่งรีบในการไปทำงาน ดังนั้นควรกินวิตามินรวมวันละ 1 เม็ด และพยายามทานอาหารให้ครบหมวดหมู่มากที่สุด รวมไปถึงการพักผ่อนให้เพียงพอ และหาเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 30 นาที

ผู้สูงอายุ

ผู้สูงอายุนั้นมักจะได้รับกรดโฟลิก วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 จากอาหารไม่เพียงพอ เนื่องจากทานอาหารน้อยลง โดยวิตามินทั้ง 3 ชนิดนั้นจะช่วยป้องกันโรคหัวใจและความจำเสื่อม สำหรับผู้หญิงสูงอายุ วิตามินบี 12 ยังช่วยชะลอการสูญเสียเนื้อกระดูกด้วย ดังนั้นผู้สูงอายุจึงควรได้รับกรดโฟลิก วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 เพิ่มขึ้น

หญิงตั้งครรภ์และให้นมลูก

ในหญิงตั้งครรภ์นั้นจำเป็นต้องเสริมวิตามินเพื่อให้เด็กในท้องเจริญเติบโตอย่างปกติ โดยการเสริมกรดโฟลิกวันละ 400 ไมโครกรัม ตั้งแต่ก่อนตั้งท้อง เพราะร่างกายต้องใช้โฟลิกในการสร้างไขสันหลังและระบบประสาทของเด็กในช่วงระหว่าง 12 สัปดาห์ของการตั้งท้อง เพื่อป้องกันโลหิตจางในตัวคุณแม่ แต่ถ้าหากเสริมมากเกินไปอาจเป็นพิษได้

ผู้ที่สูบบุรี่

การสูบบุหรี่นั้นจะทำให้ระดับวิตามินซีในเลือดลดลง เพราะฉะนั้นผู้ที่สูบบุหรี่จึงต้องทานวิตามินซีเสริมเข้าไป โดยสถาบันสุขภาพและองค์กรสุขภาพอื่น ๆ ในสหรัฐอเมริกาแนะนำว่า ควรทานวิตามินซีเสริมอย่างน้อยวันละ 200 มิลลิกรัม

ผู้ที่ลดน้ำหนัก

หากเป็นลดน้ำหนักโดยการนับแคลอรี และทานอาหารน้อยกว่า 1,200 แคลอรี่ต่อวัน จะต้องทานววิตามินเสริมวันละ 1 เม็ดควบคู่กับการลดน้ำหนักด้วยวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสมกับตัวเอง

ผู้ที่ทานมังสวิรัติ

ผู้คนกลุ่นนี้นั้นมักจะขาดโปรตีน ธาตุเหล็ก สังกะสี แคลเซียม วิตามินดี วิตามินบี 12 วิตามินเอ และไอโอดีน เหตุมาจากไม่ได้ทานเนื้อสัตว์ แต่ถ้าหากวางแผนการทานอาหารและวิตามินเสริมอย่างเหมาะสมจะช่วยให้ได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนได้

ผู้ที่แพ้อาหาร

สำหรับผู้ที่แพ้นมวัว อาจจะต้องเสริมด้วยแคลเซียม วิตามินดี วิตามินเค

ทานวิตามินเสริมในมื้อไหนถึงจะดีที่สุด

ผู้เชี่ยวนั้นได้ให้คำแนะนำว่าควรทานวิตามินเสริมหลังจากทานอาหารเสร็จ และควรที่จะเป็นมื้ออาหารที่ใหญ่ที่สุดของวัน เพื่อการดูดซึมมากที่สุดและช่วยลดอาการอาหารไม่ย่อยได้

วิตามินอะไรช่วยในการบำรุงสายตา

วิตามินอะไรช่วยในการบำรุงสายตา

ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องการดูแลหรือการบำรุงสายตา หลายคนอาจจะนึกถึงวิตามินเอ แต่จริง ๆ แล้วนั้นยังมีวิตามินอื่น ๆ อีกมากมายที่ช่วยในเรื่องของการบำรุงสายตา เพราะสายตานั้นเป็นอวัยวะที่สำคัญที่ใช้ในการมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ดังนั้นการดูแลสายตาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ซึ่งการดูแลพื้นฐานนั้นก็คือ การอาหารที่มีวิตามินในการบำรุงสายตานั่นเอง โดยวิตามินที่ช่วยดูแลสายตามีดังต่อไปนี้

วิตามินเอ

เป็นวิตามินที่ขึ้นชื่อในการบำรุงสายตาในการทำงานของจอประสาทตา มีบทบาทสำคัญในการมองเห็นในที่มืด แหล่งอาหารที่มีวิตามินเอค่อนข้างสูง จะอยู่ในอาหารประเภทผักใบเขียวเช่น ชะอม คะน้า ยอดกระถิน ตำลึง ผักบุ้งเป็น นอกจากนี้ยังพบวิตามินเอได้ในฟักทอง แครอท เสาวรส มะละกอ มะม่วงสุกและตับหมูอีกด้วย

วิตามินบี

วิตามินบีนั้นนอกจากช่วยเรื่องปากนกกระจอกแล้ว ยังมีส่วนในการบำรุงสายตาโดยเฉพาะอย่างยิ่งวิตามินบี 1 และบี 2 นั้นมีบทบาทในการชะลอการเกิดต้อกระจก โดยแหล่งที่มีวิตามินบีอยู่มากได้แก่อาหารจำพวกตับ ไข่ เนื้อสัตว์ นมสดเป็นต้น

วิตามินซี

มีการศึกษาที่พบว่า วิตามินซีนั้นมีส่วนในการชะลอการเกิดต้อกระจกได้ ด้วยสรรพคุณของสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงหลอดเลือดฝอยให้แข็งแรง ทำให้สามารถส่งเลือดไปยังจอประสาทตาและเลนส์ตาได้ดีขึ้น โดยสามารถหาวิตามินซีได้จากผลไม้ได้แก่ ฝรั่ง สับปะรด มะขามป้อม และผักอย่างพริกหวาน มะเขือเทศ กะหล่ำดอกเป็นต้น

วิตามินอี

วิตามินอีนั้นขึ้นชื่อเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระ โดยวิตามินอีจะช่วยต้านสารอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในเซลล์รับแสงที่จอประสาทตา ช่วยปกป้องดวงจากแสงแดดและยังมีการศึกษาพบว่า วิตามินอีนั้นก็มีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจก โดยแหล่งอาหาที่มีวิตามินอีอยู่มากก็คือ ข้าวกล้อง ถั่วเมล็ดแห้ง งา ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ น้ำมันพืช ข้าวโพด และถั่วเหลืองเป็นต้น

เบต้าแคโรทีน

เบต้าแคโรทีน เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ นอกจากจะมีคุณสมบัติด้านอนุมูลอิสระแล้วนั้น เบต้าแคโรทีนยังมีส่วนช่วยในการมองเห็นในที่มืดเช่นเดียวกับคุณสมบัติของวิตามินเอ โดยเราสามารถได้รับเบต้าแคโรทีนจาก แครอท มะละกอ ข้าวโพดอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง ผักบุ้งเป็นต้น

ลูทีนและซีแซนทีน

ลูทีนและซีแซนทีนเป็นส่วนประกอบสำคัญที่พบในจุดรับภาพที่จอประสาทตาและเลนส์ตา ทำหน้าที่ปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลาย ซึ่งทั้ง 2 ชนิดนี้มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และมีส่วนช่วยชะลอการเกิดต้อกระจก และโรคประสาทตาเสื่อม โดยหาได้จากผักและผลไม้ที่มีสีเขียวและสีเหลือง เช่นผักคะน้า ปวยเล้ง ผักโขม ข้าวโพดและในไข่แดงเป็นต้น

สังกะสี

สารต้านอนุมูลอิสระในสังกะสีนั้นมีส่วนช่วยในการชะลอความเสื่อมของจอประสาทตาที่มีอาการอยู่ ให้เกิดความเสื่อมช้าลง ซึ่งพบสังกะสีได้จากหอยนางรม ตับ และเนื้อสัตว์

โอเมก้า 3

โอเมก้า 3 นั้นมีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะตาแห้ง โดยกรดโอเมก้า 3 นั้นพบได้มากในปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีนห ปลากะพง ปลาช่อน และในผลไม้อย่าง กีวี เป็นต้น

เคอร์ซีทิน

สารเคอร์ซีทินนั้นเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต้านความเสื่อมของจอประสาทตา และป้องกันการเกิดโรคต้อหิน โดยเราสามารถหาเคอร์ซีทินได้ในหอมแดง

ทานวิตามินอะไรดี เมื่อร่างกายเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย

ทานวิตามินอะไรดี เมื่อร่างกายเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย

ในชีวิตประจำวันของเราจะต้องเจอกับอะไรสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเดินทางไปทำงาน การทำงานที่ตลอดทั้งวัน ไหนจะเดินทางกลับอีก บ้างคนพอเลิกงานก็ยังต้องไปออกกำลังกาย มันก็มีบ้างที่ร่างกายของเรานั้นจะเหนื่อยล้า หรืออ่อนเพลีย เพราะร่างกายก็ไปกับเราทุกกิจกรรมที่เราทำ แต่นี่ก็เป็นแค่เพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น แต่อีกสาเหตุที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การขาดสารอาหารหรือวิตามิน

โดยเวลาที่ร่างกายของเรานั้นขาดสารอาหารหรือวิตามินตัวใดตัวหนึ่งก็สามารถทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้ ถ้าร่างกายได้รับพลังงานหรือโปรตีนที่ไม่เพียงพอนั้นจะทำให้เกดอาการเซื่องซึม เหนื่อยหน่าย เหมือนคนไร้ความรู้สึก จนกระทั่งระบบภูมิต้านทานถูกกระทบไปด้วย ก็จะทำให้มีอาการอ่อนเพลียเหนื่อยล้าได้เช่นกัน ซึ่งเราวันนี้เราจะพาไปดูวิตามินและสารอาหารต่าง ๆ ที่เหมาะสมสำหรับบุคคลที่มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า มาฝากกันจะมีวิตามินไหนบ้างนั้นไปดูกันเลย

วิตามินบี

วิตามินบีที่จำเป็นต่อการผลิตพลังงานจากอาหารคือ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 กรดแพนโทธีนิก และไนอะซิน ซึ่งถ้าร่างกายขาดวิตามินตัวใดตัวหนึ่งในกลุ่มนี้ไปนั้น อาจจะทำให้มีความรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง นอนไม่หลับ

แล้วถ้าร่างกายเราได้รับวิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 กรดโฟลิก และไบโอตินไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดโรคโลหิตจาง ซึ่งจะมีอาการอ่อนเพลีย เซื่องซึม เฉื่อยช้า ขาดสมาธิ ออกแรงนิดหน่อยก็แทบจะเป็นล้มพับไปเลย โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินบี ได้แก่ นักกีฬา คนที่ลดน้ำหนักด้วยระดับแคลอรี่ที่ต่ำมาก ๆ ผู้หญิงตั้งครรภ์ และคนที่ทายมังสวิรัติ

วิตามินซี

เคยมีรายงานการวิจัยว่า คนที่ได้รับวิตามินซีน้อยกว่าวันละ 100 มิลลิกรัมนั้น จะมีอาการอ่อนเพลีย ต่างจากคนที่ได้รับวิตามินซีวันละ 400 มิลลิกรัมนั้นแทบจะไม่รู้สึกกับอาการอ่อนเพลียเลย อาหารที่มีวิตามินซีสูงอาจจะช่วยแก้ไขอาการอ่อนเพลียได้โดยการช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ต่อต้านการติดเชื้อ  วิตามินซียังมีหน้าที่ในการช่วยเปลี่ยนกรดแอมิโนชนิดทริปโดแฟนเป็นเซโรโทนิน ที่จะช่วยควบคุมการ อาการซึมเศร้า และความรู้สึกเจ็บปวด

ธาตุเหล็ก

การที่เราทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเข้าสู่ร่างกายไม่เพียงพอหรือการดูดซึธาตุเหล็กไม่ดีนั้น จะทำให้ธาตุเหล็กจากเนื้อเยื่อถูกดึงมาใช้ เซลล์จะค่อย ๆ ขาดออกซิเจน ผลที่เกิดตามมาคือกล้ามเนื้ออ่อนแออ่อนเพลีย ซึ่งปัญหาการขาดธาตุเหล็กนั้นก็ยังเป็นอีกปัญหาใหญ่ของผู้หญิงซึ่งจะมีโอกาสเป็นโรคโลหิตจางได้ จากข้อมูลของ ดร.เฟอร์กัส ไคลเดสดัล พบว่า อาหารที่สมดุลจะให้ธาตุเหล็ก 6 มิลลิกรัมต่อพลังงาน 1,000 แคลอรี่ ซึ่งผู้หญิงจะต้องทานอาหารให้ได้อย่างน้อย 3,000 แคลอรี่ เพื่อให้ได้ธาตุเหล็กที่เพียงพอ

แต่ถ้าจะทานจริงจะมีปัญหาโรคอ้วนกันหมด ฉะนั้นผู้หญิงส่วนใหญ่ที่มีโภชนาการที่ดีจะได้ธาตุเหล็กประมาณวันละ 8 – 10 มิลลิกรัมจากอาหาร แหล่งอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงคือ ปลา เป็ด ไก่ อาหารทะเล ไข่แดง และอาหารเช้าซีเรียล

แมกนีเซียม

แร่ธาตุตัวนี้นั้นมีหน้าที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันให้เป็นพลังงาน ซึ่งการขาดแมกนีเซียมทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอ อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ เบื่ออาหาร และเกิดอาการซึมเศร้าได้ โดยอาหารที่มีแมกนีเซียมคือ ธัญพืชไม่ผ่านการขัดสี อัลมอนด์ และถั่ว

ป้องกันผมขาดร่วงด้วยวิตามิน

ป้องกันผมขาดร่วงด้วยวิตามิน

สาว ๆ คนไหนมีปัญหาผมบาง ผมขาดร่วงบ้าง ซึ่งปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่กวนใจหลาย ๆ คน โดยสาว ๆ หลายคนก็หาทางแก้กันยกใหญ่ แต่ก็จะมีสาว ๆ บางคนที่ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไง เพราะฉะนั้นในวันนี้เราก็มีอีกหนึ่งวิธีป้องกันผมร่วงมาฝากกัน นั้นก็คือวิตามินรักษาผมร่วง ป้องกันผมบาง แถมยังทำให้ผมยาวไวแบบสุขภาพดีอีกด้วยนะ ถ้าพร้อมก็ไปดูกันเลย

Fish Oil

น้ำมันปลา นั้นเป็นวิตามินที่มีประโยชน์ในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งประกอบด้วยไปด้วยกรดไขมันต่าง ๆ อย่างโอเมก้า 3 และโอเมก้า 6 ซึ่งน้ำมันปลามีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของเส้นผม ช่วยให้เส้นผม เล็บและผิวมีสุขภาพดี แล้วยังช่วยลดการอักเสบของหนังศีรษะ และยังสามารถช่วยป้องกันผมร่วงได้

Zinc

Zinc หรือ สังกะสี เป็นตัวช่วยควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ในร่างกายให้สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสังกะสี จะเข้าไปช่วยรักษาอาการผมร่วง มีการศึกษาว่าในกลุ่มคนที่มีอาการผมร่วงเกิดจากขาดสังกะสีในร่างกายและยังสามารถฟื้นฟูเส้นผมให้มีสุขภาพแข็งแรงขึ้นอีกด้วย นอกจากนั้นยังสามารถฟื้นฟูเส้นผมให้มีสุขภาพแข็งแรงขั้นอีกด้วย

B-Complex Vitamin

วิตามินบีรวม จริง ๆ แล้วจะช่วยในการทำงานของการผลิตและควบคุมพลังงานในร่างกายและสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง ส่วนในเรื่องของการบำรุงผมในวิตามินบีรวม มีไบโอตินและกรดแพนโทธีนิก (วิตามินบี 5) ที่มีส่วนในการบำรุงเส้นผมที่เสียจากเกิดใช้ความร้อนอย่างการหนีบผม ยืด และเป่าผม

Vitamin C

เมื่อคนเราอายุมากขึ้น ผิวพรรณของจะเหี่ยวลง รวมไปถึงเส้นผมด้วยก็จะเริ่มขาด หลุดร่วงเนื่องจากเซลล์ที่ผลิตขึ้นในร่างกายลดลง ซึ่งวิตามินซีที่คนส่วนใหญ่ทานเพื่อให้ผิวพรรณกลับมาเต่งตึง กระชับอีกก็สามารถช่วยปัญหาผมได้เช่นกัน โดยจะช่วยให้ผมแข็งแรงขึ้น ไม่ขาดง่าย หลุดร่วงง่าย แถมยังเป็นวิตามินที่สามารถหาทานได้ง่าย ๆ อีกด้วย

Iron

ธาตุเหล็ก เป็นวิตามินที่มีความสำคัญกับทุก ๆ คนอย่างมาก เนื่องจากมีความจำเป็นในการสร้างเม็ดเลือดแดง ยิ่งผู้หญิงที่มีเป็นประจำเดือนจะทำให้สูญเสียธาตุเหล็กมากกว่าผู้ชาย ส่วนในเรื่องของเส้นผม ถ้าร่างกายของเราดูดซึมธาตุเหล็กไม่เพียงพอ ส่งผลทำให้ผมร่วงได้

Vitamin D

วิตามินดี คนส่วนใหญ่นั้นจะรู้แค่ว่าช่วยในเรื่องการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส แต่จริง ๆ แล้ววิตามินยังประโยชน์มากกว่านั้น เพราะการขาดวิตามินดีมีส่วนทำให้ผมร่วงได้ เพราะฉะนั้นจะต้องได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันปัญหาผมขาดร่วง

ผู้หญิงในแต่ละวัย ควรกินวิตามินอะไร

ควรกินวิตามินอะไร ในแต่ละช่วงวัย?

ควรกินวิตามินอะไร ในแต่ละช่วงวัย?

สุขภาพของคนเรานั้นเป็นสิ่งคำคัญ ต้องเอาใจใส่ดูแลอยู่เสมอ ไม่ว่าจะอยู่ช่วงอายุใดก็ตาม แต่บางครั้งการรับประทานอาหารเพียงอย่างเดียวอาจได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน วิตามินและอาหารเสริมจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่สาว ๆ หันมาสนใจบริโภค ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอยู่มากมายหลายยี่ห้อ ซึ่งก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันและความต้องการวิตามินในแต่ละช่วงอายุก็ยังมีความต้องการที่ไม่เท่ากันอีก ดังนั้นสาว ๆ จึงควรเลือกวิตามินให้เหมาะกับตัวเองและช่วงวัยด้วย ซึ่งจะมีวิธีเลือกยังไงบ้างไปดูกันเลย

ผู้หญิงในแต่ละวัย ควรกินวิตามินอะไร

ผู้หญิงวัย 10 – 19

เป็นช่วงวัยที่กำลังเจริญเติบโต และย่างเข้าสู่วัยรุ่นอย่างเต็มตัว จึงมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย สติปัญญา และสังคม อันที่จริงๆแล้ว วัยนี้อาจจะยังไม่จำเป็นต้องเพิ่มอาหารเสริมอะไรมาก แค่การรับประทานอาหารตามหลักโภชนาการให้ครบทั้ง 5 หมู่ ก็เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแล้ว แต่สำหรับบางคนอาจพบโรคขาดสารอาหาร ตัวเหลือง ร่างกายอ่อนแอ และป่วยไข้ง่าย ควรเสริมด้วยวิตามินและแร่ธาตุ เช่น วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินดี วิตามินอี และ สังกะสี (Zinc) เป็นต้น

ผู้หญิงวัย 20 – 29

เป็นวัยที่ต้องเผชิญกับสิ่งต่างๆ มากมายรอบตัว บางคนต้องเรียน บางคนก็ทำงาน ถือเป็นช่วงวัยที่กำลังไฟแรง พร้อมเผชิญโลกอย่างเต็มที่ บางช่วงเวลาอาจมีการหักโหมบ้าง ไม่ว่าจะเป็นช่วงสอบ ทำโปรเจกต์จบ เคลียร์งาน เป็นต้น จนทำให้บางครั้งอาจพักผ่อน และดูแลตัวเองได้ไม่เพียงพอ รู้สึกเหนื่อยอ่อนเพลีย ผิวพรรณดูไม่สดใส เราสามารถเตรียมพร้อมในการรับมือกับงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้ด้วยวิตามินเสริมจำพวก วิตามินซี และ เกรพซีด (Grape Seed) เพื่อช่วยเสริมให้ร่างกายแข็งแรง ส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผู้หญิงวัย 30 – 39

เป็นวัยผู้ใหญ่เต็มตัว มีความทุ่มเทกับการทำงานอย่างมุ่งมั่น เพื่อสร้างอนาคต และเอาชนะเป้าหมายที่ตัวเองคิดฝันไว้ ทำให้สมองและร่างกายอาจจะเหนื่อยล้า ดั้งนั้น วิตามินก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อคนวัยนี้ เพื่อนำไปใช้ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เช่น วิตามินบีรวม เช่น บี 1, บี 2, บี 3, บี 9 และ บี 12 เป็นต้น

ผู้หญิงวัย 40 – 49

เป็นวัยจะเริ่มมีภาวะขาดฮอร์โมนเพศหญิง หรือช่วงวัยที่ใกล้หมดประจำเดือน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสมอง รวมถึงด้านจิตใจและอารมณ์  มักมีอารมณ์แปรปรวนขึ้นๆ ลงๆ อาการซึมเศร้า และหงุดหงิดง่าย เมื่อเข้าสู่วัยทอง ระบบการทำงานของร่างกายจะไม่แข็งแรงเหมือนตอนสาวๆ ผิวขาดความชุ่มชื้น หย่อนคล้อยตามกาลเวลา จึงต้องมีการดูแลตัวเองเพิ่มมากขึ้นเป็นพิเศษ ควรเสริมด้วยวิตามินหรืออาหารเสริมที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ก่อนวัย บำรุงการทำงานของสมอง

ผู้หญิงวัย 50 ปีขึ้นไป

เมื่ออายุเราเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สุขภาพร่างกายก็ยิ่งอ่อนแอ เจ็บไข้ได้ป่วยง่ายขึ้น ผู้หญิงในวัยนี้มักประสบปัญหาความดันโลหิตสูง มีไขมันในเลือด และส่วนใหญ่เมื่อไปตรวจสุขภาพจะพบว่ามีไขมันไตรกลีเซอไรด์ ที่สูงกว่าระดับปกติมาก เนื่องจากกินอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วน หรือได้รับพลังงานหรือแคลอรี่มากเกินไป ควรเสริมด้วย วิตามินและอาหารเสริมที่มี โอเมก้า 3 เพื่อช่วยควบคุมระดับไตรกลีเซอไรด์ เช่น ฟิช ออยล์ (Fish Oil) และ แคลเซียม (Calcium)

ไม่ว่าเราจะอยู่ในช่วงวัยอายุใด การดูแลสุขภาพนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ เมื่ออายุมากขึ้นก็ต้องยิ่งใส่ใจการดูแลตัวเองเป็นพิเศษ ในแต่ละช่วงวัยต่างมีสุขภาพร่างกายที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของแต่ละคนด้วย ฉะนั้นเราก็ควรจะเลือกวิตามินให้เหมาะกับตัวเองเพื่อช่วยบำรุงรักษาสุขภาพอีกทางหนึ่งนอกจากออกกำลังกายหรือทานอาหารที่มีประโยชน์ คนวัยสาวและผู้สูงวัยก็อย่าละเลยที่จะดูแลตัวเอง รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอนะ

อาหารเสริม-5-อันดับ-ที่นิยมทานมากที่สุด

อาหารเสริม 5 อันดับ ที่นิยมทานมากที่สุด

อาหารเสริม 5 อันดับ ที่นิยมทานมากที่สุด

                ในการใช้ชีวิตประจำวันนนั้นอาจทำให้ร่างกายเสื่อมลง สาเหตุก็จะมาจากการทำงานหนัก ไม่ออกกำลังกาย หรือว่าปาร์ตี้หนักเกินไป แม้กระทั้งมีโรคต่างๆ รุมเร้า โดยสาเหตุเหล่านี้จะส่งผลให้เกิดความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ  ในเมื่อสุขภาพกายไม่แข็งแรงแล้วก็ยังส่งผลต่อสีหน้า อารมณ์ และผิวพรรณด้วย ซึ่งคนในปัจจุบันก็ต้องมีกรปรับตัวในการใช้ชีวิต เพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง โดยการเริ่มจากดูแลสุขภาพด้วยการทานอาหารเสริม

อาหารเสริม-5-อันดับ-ที่นิยมทานมากที่สุด

  1. Vitamin C อาหารเสริมผิวขาว

อาหารเสริมจากธรรมชาติ ได้แก่ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ อะเซโรลาเชอรี่ ฝรั่ง สับปะรด แคนตาลูป น้ำมะนาว และผลไม้รสเปรี้ยวทุกชนิด ผักโขม ผักใบเขียว ดอกกะหล่ำ บล็อกโคลี่ มันฝรั่ง มะเขือเทศ พริกหวาน เป็นต้น วิตามินซีนั้นสามารถช่วยปรับภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ดีขึ้น สร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายได้ดี ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย กระตุ้นการไหลเวียนเลือด จึงช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ และยังช่วยทำให้ผิวขาวขึ้นแบบธรรมชาติ

 

  1. ธาตุเหล็ก อาหารเสริมบำรุงร่างกาย

อาหารจากธรรมชาติที่มีธาตุเหล็ก ได้แก่ ตับ เนื้อสัตว์ ผักใบเขียวเข้ม เช่นผักโขม คะน้า ใบแมงลัก ใบกะเพราะ ถั่วฝักยาว เห็ดฟาง ยอดกระถิน ฟักทอง แครอท มะเขือเทศ ซีเรียล ข้าวโอ๊ต ถั่วแดง ถั่วดำ ขมิ้น เป็นต้น โดยที่ธาตุสามารถช่วยป้องกันและรักษาโรคโลหิตจาง สร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย ป้องกันอาการร่างกายอ่อนเพลีย

 

  1. คอลลาเจน อาหารเสริมบำรุงผิว

โดนจะพบคอลลาเจนในปลาทะเลน้ำลึก กระดูกอ่อน กรดไขมัน ไข่ขาว โอเมก้า น้ำมะพร้าว ผลไม้สีแดงสด ลูกพรุน ถั่วเหลือง ถั่วฝัก ผักใบเขียว แตงกวา มะกอก เป็นต้น ซึ่งคอลลาเจนส่วนใหญ่มีสารสกัดจากปลาทะเลน้ำลึก ซึ่งช่วยยับยั้งการเกิดริ้วรอย ลดอาการของโรคข้อต่ออักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวมีความยืดหยุ่น ช่วยบำรุงผิวพรรณเนียนใส ชุ่มชื้น เพราะช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำไปหล่อเลี้ยงใต้ผิวหนัง ซึ่งชนิดของคอลลาเจนมีทั้งน้ำ แบบผงชงดื่ม และแบบเม็ดอาหารเสริม

 

  1. น้ำมันตับปลา อาหารเสริมบำรุงกระดูก

น้ำมันตับปลามีส่วนประกอบที่สำคัญคือ วิตามินดี ที่ช่วยให้การทำงานของธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัสทำงานมีประสิทธิภาพขึ้น จึงสามารถช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง และวิตามินเอ ยังช่วยลดการเจ็บป่วยของร่างกายหายไวขึ้น เด็กและผู้ใหญ่หลายๆคน จึงนิยมรับประทานกันทั้งแบบน้ำกลิ่นส้มของเด็ก และแบบแคปซูลแบบเม็ดสำหรับผู้ใหญ่

 

  1. แคลเซียม

                แคลเซียม เป็นสารอาหารประเภทเกลือแร่หรือแร่ธาตุ ที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย และเป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการในปริมาณค่อนข้างสูง เนื่องจากว่าเป็นสารอาหารที่สำคัญของร่างกายโดยเฉพาะกระดูกและฟัน ซึ่งแคลเซียมสามารถช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน กระดูกบาง ช่วยป้องกันฟันผุ ช่วยเสริมสร้างการทำงานของร่างกายให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น แคลเซียมพบในอาจำพวก นม เนย ไข่ ปลาตัวเล็ก กุ้งฝอย ปู หอย ผักใบเขียวต่างๆ เช่น คะน้า ผักโขม บรอกโคลี เป็นต้น

บทบาทสำคัญของวิตามินซี

วิตามินซี มีบทบาทอย่างไร

วิตามินซี มีบทบาทอย่างไร

วิตามินซี หรือที่รู้จักกันดีในอีกชื่อคือ กรดแอสคอบิก (ascorbic acid) ที่้เป็นวิตามินซีที่ละลายในน้ำได้ มีความจำเป็นต่อการเจริญและพัฒนาของเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งโดยปกติแล้วร่างกายของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรวมไปถึงมนุษย์ไม่สามารถสร้างวิตามินซีขึ้นได้เอง แต่จะได้รับวิตามินซีจากอาหารที่รับประทานเข้าไป

บทบาทสำคัญของวิตามินซี

บทบาทสำคัญของวิตามินซี

บทบาทสำคัญของวิตามินซีมีหลายอย่าง เช่น

  • เป็นวัตถุดิบที่ใช้ในการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในโครงสร้างของหลอดเลือด เอ็น กระดูก และฟัน
  • เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยปกป้องเซลล์ ทำให้เซลล์อยู่ในสภาวะปกติ
  • ช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแร่ธาตุจากอาหารได้ดียิ่งขึ้น
  • มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทจำพวก norepinephrine ซึ่งสารสื่อประสาทดังกล่าว มีส่วนช่วยทำให้มองเห็น รับรู้เกี่ยวกับอารมณ์
  • ช่วยในการสังเคราะห์ carnitine  ที่เป็นสารโมเลกุลขนาดเล็กมีส่วนช่วยในการลำเลียง ไขมันที่ไมโทคอนเดรีย เพื่อเปลี่ยนให้เป็นพลังงานแก่ร่างกาย
  • มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการเทแทบอลิซึมของโคเลส โดยจะช่วยเปลี่ยน โคเลสเทอรอลให้เปลี่ยนเป็นกรดน้ำ ทำให้มีระดับโคเลสเทอรอลให้หลอดลดลงได้
  • เสริมภูมิต้านทานและช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ เนื่องจากว่าวิตามินซีมีคุณสมบัติช่วยต้านสารที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้ได้

อาหารที่จัดว่ามีวิตามินซีสูง

                อาหารจำพวกผักและผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะละกอ มะนาว กีวี พริกหยวก ผักกาดขาว หน่อไม้ฝรั่ง และบล็อคโคลี่  เป็นต้น เนื่องจากว่าวิตามินซี สลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับอากาศ แสง โลหะหรือความร้อน ดังนั้นส่วนใหญ่วิตามินซีที่อยู่ในอาหารจะสูญเสียไประหว่างขั้นตอนของการประกอบอาหาร นอกจากนี้การคั้นน้ำผลไม้ควรจะคั้นแล้วกินเลย ไม่ควรทิ้งไว้นานเกิน 2 วัน ถ้าเป็นไปได้ควรทานผักและผลไม้สด เพราะจะทำให้ได้รับวิตามินซีในปริมาณที่มากที่สุด

ปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันนั้นแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเพศและวัย โดยเฉลี่ยแล้วไม่ควรทานวิตามินซีเกิน 2,000 มิลลิกรัม/วัน เพราะถ้าหากว่าร่างกายได้รับวิตามินซีในปริมาณที่มากเกินไป อาจจะเกิดผลข้างเคียงได้ เช่น ปวดท้อง ท้องร่วง หรือท้องอืดได้ แต่ในทางตรงกันข้ามหากร่างกายได้รับวิตามินซีน้อยเกินไป จะส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติต่างๆ เช่น ผมแห้ง ผิวแห้ง เหงือกอับเสบ อาการบวมตามข้อต่อ ภูมิต้านทานลดลง แผลหายช้ากว่าปกติ หรืออาจจะทำให้เป็นโรคลักปิดลักปิดได้

นอกจากจะได้รับวิตามินซีจากอาหารแล้ว คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับภาวะขาดวิตามินซี ก็สามารถทานวิตามินซีในรูปแบบอาหารเสริมได้ ที่มีทั้งสกัดจากธรรมชาติและสังเคราะห์ขึ้น เนื่องวิตามินซีนั้นจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีถ้าหากมีการทำงานร่วมกับฟลาโวนอยด์ ที่สกัดได้จากพืช เช่น ชา แอปเปิ้ล กระเทียม หอมใหญ่ เป็นต้น เป็นสารที่ละลายในน้ำได้และยังมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระได้ดี  โดยส่วนมากบริษัทอาหารเสริมจึงนิยมเพิ่มส่วนผสมของ ฟลาโวนอยด์ ลงไปด้วย แต่อย่างไรก็ตามก็ควรบริโภควิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสม จึงจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายมากที่สุด

วิตามิน-เคล็บลับบำรุงผิวพรรณให้อ่อนเยาว์

วิตามิน เคล็บลับบำรุงผิวพรรณให้อ่อนเยาว์

วิตามิน เคล็บลับบำรุงผิวพรรณให้อ่อนเยาว์

วิตามิน คือสาอาหรที่ร่างกายเราต้องการในปริมาณเพียงเล็กน้อยในแต่ละวัน เพื่อการเจริญเติมโต และการสร้าพลังงานของทุกส่วนของรางกาย วิตามมินจึงมีความจำเป็นต่อร่างกายของเรา นอกจากที่วิตามินจะเป็นตัวช่วยในการเจริญเติบโตแล้ว วิตามินยังช่วยในเรื่องของการดูแลเรื่องผิว

 วิตามินไหนบ้างที่ช่วยในการดูและผิวพรรณของเรา

1. วิตามินซี

ซึ่งมีคุณสบบัติของ วิตามินซี ในการต่อต้านการเกิดริ้วรอย ช่วนให้ผิวดุสดใสอ่อนเยาว์ และช่วยให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง ช่วยยับยั้งกรทำงานของเอนไซม์ที่ผลิตเม็ดสีของผิว ทำให้ผิวพรรณขาวกระจ่างใสแลลยังช่วยป้องกันผิวจากยูวี เราจึงควรที่จะเติมวิตามินซี เข้าสู่ร่างกายเป็นประจำ

2. วิตามินอี

ซึ่งมีคุณสมบัติในเรื่องการบำรุงผิมให้ชุ่มชื้น ช่วยในการผลัดเซลล์ผิว ลดการอักเสบของสิวและปกป้องผิวจากรังสีไวโอเล็ต   ช่วยลดริ้วรอยและสมานรอบแตกลายบนผิว

3.วิตามินบีรวม

จะเป็นกลุ่มวิตามิน ช่วยบำรุงผิวให้สดชื่น สดใส เปล่งปลั่ง แต่ต้องระวังอย่าทานนอนก่อน เพราะวิตามินบีรวมจะทำให้เราตื่นตัว

4.Zinc หรือสังกะสี

ช่วยรักษาบาดแผลในร่างกาย ควบคุมฮาร์โนและควบคุมความผิวปกติของผิว จึงทำให้เกิดสิวลดลง

5.โอเอ็มไซม์ คิวเท็น

ช่วยในเรื่องการชะลอความแก่ก่อนวัย ป้องกันริ้วรอย และช่วยฟื้นฟูสภาพผิว ที่สำคัญยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน จึงความเสื่อมของเซลล์ และกำจัดของเสียออาจเซลล์ ทำให้ผิวพรรณสวยสดใส เปล่งปลั้งขึ้น

6. แอล – กลูต้าไธโอน

เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการปกป้องเนื้อเยื่อไม่ให้ถูกทำลาย กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย และขับสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้ผิวใสขึ้น

เมื่อเรารู้จักวิตามินในการดูแลพิวพรรณแล้ว ก็อย่าลืมเลือกอาหารเสริมหรือครีมทาผิว ที่มีส่วนของวิตามิน เพื่อผิวของเราจะได้ ขาวสวย เปล่งปลั่งอย่างเป็นธรรมชาติ

วิตามิน-เคล็บลับบำรุงผิวพรรณให้อ่อนเยาว์

วิตามิน-เคล็บลับบำรุงผิวพรรณให้อ่อนเยาว์