Posts

เ9 ชนิดผักเผ่าคีโต หุ่นเป๊ะได้ดั่งใจ

9 ชนิดผักเผ่าคีโต หุ่นเป๊ะได้ดั่งใจ

สวัสดีสาว ๆ ชาวคีโตทุกท่าน หลายคนทานคีโตเพราะอยากลดน้ำหนัก ส่วนนึงก็เพราะได้ทานของอร่อย จนกลายเป็นกระแสการทานคีโตในปัจจุบัน ซึ่งหลักของคีโตคือเน้นโปรตีน ไขมันดีและผัก แม้จะต้องตัดแป้งจากข้าว ขนมปังออกไปก็ยังคุ้มค่า คนทำตามแล้วลดได้เป็น 10 – 20 กิโลมีเยอะมาก ๆ ทำให้หลายคนสนใจอยากลองทำตามนั่นเอง

แต่ก่อนที่เราจะเลือกซื้อเนื้อสัตว์ ชีส น้ำมันต่าง ๆ มาประกอบอาหาร แต่มั่นใจแล้วหรือยังว่าเข้าใจหลักของคีโตแล้วจริง ๆ ข้อแรกแม้จะทานเนื้อ กินชีส กินเนยได้ แต่ถ้าจะทานให้ลด ต้องคำนวณสารอาหาร ปริมาณต่อมื้ออย่างเคร่งครัด แม้จะไม่ทานผักเลยแต่รู้หรือไม่ว่าผักที่ทาน ๆ กันเข้าไปก้มีคาร์โบไฮเดรตผสมอยู่ หากทานผลิตชนิดก็หลุดคีโตได้ง่าย ๆ เพื่อไม่ให้พลาด เรามาดูกันดีกว่า 9 ผักเผ่าคีโต คาร์บต่ำ ประโยชน์สูงกินได้ไม่สะเทือนคีโต ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

ผักโขม (Spinach)

ผักโขม ใครเข้ากลุ่มทำอาหารคีโตหรือเคยอ่านตำราทำอาหารเพื่อคนกินคีโตโดยเฉพาะน่าจะเคยเห็นเมนูจากผักโขมมากมาย ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย เป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า 3 วิตามินเอ และวิตามินเค มีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เสริมการสร้างคอลลาเจนให้ผิวหนัง บำรุงสายตา บำรุงโลหิต ฟันและกระดูกให้แข็งแรงเป็นต้น

บร็อคโคลี่ (Brocoli)

บร็อคโคลี่ ผักสุดฮิตทั้งของคนทั่วไปและเผ่าคีโต ด้วยรสชาติที่ไม่ขมจนเกินไป กินได้เพลิน ๆ ทำให้หลากหลายเมนู ทั้งต้ม นิ่ง ผัด ย่าง ผักชนิดนี้มีจุดเด่นที่มีส่วนประกอบของน้ำมันสูงมาก เกือบ 89% สวนทางกับปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ต่ำสุด ๆ กินเยอะไม่ต้องกลัวหลุดคีโต และยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพหลายด้านเช่น บำรุงสายตา, บำรุงกระดูกและฟัน, บำรุงผิว, ป้องกันโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดสมอง และยังกระตุ้นการขับถ่ายอีกด้วย

ผักกาดหอม (Lettuce)

ผักยืนพื้นในเมนูสลัดตามซูเปอร์มาเก็ต ผักกาดหอมดิบมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก แทบไม่จะเรียกว่าไม่มีแป้งเลย เหมาะกับผู้ที่กำลังเคร่งในการทานคีโต อีกทั้งยังดีต่อสุขภาพมาก เช่นมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ลดการเกิดมะเร็ง, อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง ช่วยในการขับถ่าย บรรเทาอาการท้องผูก และอีกมากมาย

ผักเคล (Kale)

ผักเคล ผักน้องใหม่ในวงการที่สายรักสุขภาพคุ้นชื่อ แต่คนทั่วไปอาจไม่รู้ว่ามันคืออะไร มันคือผักคะน้าฝรั่งที่คุณค่าทางอาหารสูงมากจนฝรั่งเรียกว่า superfoods เป็นราชินีแห่งผักสีเขียว มีคาร์บต่ำ แต่โปรตีนสูง เหมาะกับสายคีโตโดยแท้จริง

เชเลอรี (Celery)

เชเลอรี ผักที่สายรักสุขภาพนิยมกันสุด ๆ ในช่วงนี้ โดยจะนำไปคั้นน้ำดื่มเพื่อดีท็อกซ์ ล้างสารพิษในร่างกายเป็นหลัก ช่วยลดน้ำหนักได้ทั้งการไดเอทแบบปปกติ และคีโต เชเลอรีมีส่วนประกอบของน้ำเกือบ 96% แต่คาร์บต่ำ ดื่มแล้วชุ่มชื้นทั้งร่างกายและผิวพรรณ อีกทั้งยังมีวิตามินเคสูง จึงช่วยป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตันหรือเลือดออกผิดปกติได้

มะเขือม่วง (Eggplant)

มะเขือม่วง ผักอีกชนิดที่แนะนำสุด ๆ สำหรับสายคีโต ข้อแรกก็คือมีสีสันสดใส ฉีกกฎสีเขียวน่าเบื่อแบบเดิม ๆ และยังมีรสเบา ไม่ขม กลมกลืนไปกับวัตถุดิบต่าง ๆ จึงทำอาหารได้หลากหลายทั้งเมนูผัด ทอด ย่าง ยำ น้ำพริก เครื่องเคียงสเต็ก สลัด ส่วนคุณประโยชน์นั้นก็สุดปังมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง คาร์โบไฮเดรตจนไม่ต้องกลัวหลุดคีโต คุมระดับน้ำตาลและคอเลสเตอรอลในเลือด บรรเทาอาการท้องผูกและช่วยเรื่องระบบเผาผลาญ

กะหล่ำดอก (Cauli flower)

สายคีโตรู้จักกันดีทั้งในส่วนประกอบของเมนูผัด ทอด นิ่งต่าง ๆ และการแปรรูปเป็นข้าวกะหล่ำ ทานแทนข้าวขาวหรือข้าวกล้อง อิ่มอร่อยแต่ไม่มีแคลอรี คาร์โบไฮเดรตต่ำมากและที่สำคัญไม่มีไขมัน ถึงไม่ใช่สายคีโตก็สามารถทานข้าวช่วยลดน้ำหนักได้แน่นอน

กะหล่ำปลี (Cabbage)

กะหล่ำปลี หลายคนมักจะเห็นเมนูแกงจืด ผัดน้ำมันหอย ทอดน้ำปลา ต้มกับซุป ห่อไก่ ห่อหมูสับ หรือนำไปผสมกับไข่ตุ๋น ซึ่งคาร์โบไฮเดรตในกะหล่ำปลีนั้นน้อยมาก ช่วยดูแลสุขภาพได้ดีไม่แพ้ผักชนิดไหน ๆ เช่น ลดคอเลสเตอรอลในเลือด, เสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย, บรรเทาอาการโรคกระเพาะ, แก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ท้องผูกเป็นต้น

แตงกวา (Cucumber)

แตงกวา ผักสุดฮิตของสาวไทยที่อยากลดน้ำหนัก เป็นผักที่ “ชุ่มน้ำ” มากที่สุด เพราะมีส่วนประกอบของน้ำสูงมาก มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ถึง 2.6 กรัม ลดความร้อนในร่างกาย ลดความดันโลหิต ต้านอนุมูลอิสระและโรคมะเร็งได้

แหล่งที่มา : sistacafe.com

7 สัญญานอันตราย ที่บอกว่าเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ

7 สัญญานอันตราย ที่บอกว่าเหนื่อยล้าทั้งกายและใจ

ถึงปากจะบอกว่าไหว แต่ข้างในมันไม่ไหวแล้ว หรือใจเศร้าแต่ยังฝืนยิ้ม หัวเราะไป อยากจะบอกว่าอย่าฝืนเลยถ้ารู้สึกเศร้าก็ปลดปล่อยมันออกมา ไม่ต้องทนหรือเก็บมันเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความรัก เรื่องครอบครัว เรื่องเรียน เรื่องงาน ถ้าเป็นเอาไว้ก็มีแต่ทำร้ายตัวเอง และร่างกายก็จะแสดงออกด้วยอาการแปลก ที่เราเองก็จะสังเกตได้ว่าตัวเองไม่เหมือนเดิม ลองมาสำรวจกันไหมว่าเรามีครบทั้ง 7 อาการเลยหรือเปล่า ถ้ามีต้องรีบดูแลตัวเอง และหัวใจของเราเองแบบด่วน ๆ เลย

อารมณ์เสียบ่อยเกินไป

ถ้าเราต้องอยู่กับความเศร้าเป็นเวลานาน ๆ สภาพจิตใจของเราจะไม่แข็งแรงพอที่จะรับมือกับเรื่องราวที่ซับซ้อนในชีวิตได้ ความอดทนเราจะต่ำลง และคุณจะรู้สึกท้อใจได้โดยง่าย นั่นคือความผิดปกติทางอารมณ์อันมาจากความเศร้าที่เกาะกินอยู่ในใจเรานานเกินไป มันเหมือนกับเราแบกรับภาระอันหนักอื้งเอาไว้บนสองบ่า พอเจอฟางเส้นสุดท้ายอารมณ์ของเราก็พร้อมที่จะปริแตกลงมาทันที

รู้สึกเบื่อหน่ายไปหมด

เวลาที่ความเศร้าเกาะกุมจิตใจเรา แม้ว่าจะไม่มีงานให้ทำมากนักแต่ทำไมเรารู้สึกเหนื่อยอยู่ตลอดเวลา ทุกอย่างรอบตัวดูจะไม่เหมือนปกติธรรมดาที่เคยเป็น เราพยายามที่จะเรียกความรู้สึกตัวเองให้กลับมาเป็นเหมือนเดิมแต่ก็ทำได้ยากเต็มที และที่สำคัญเรารู้สึกเบื่อหน่ายไปหมด นั่นเป็นเพราะความเศร้าอยู่กับเรานานเกินไป และมันค่อย ๆ กัดกินความรู้สึกของเราไปช้า ๆ จนทำให้เรารู้สึกว่าเรื่องราวรอบตัวนั่นแสนน่าเบื่อจนทำให้เราไม่มีพลังจะทำอะไรต่อได้

พูดจาช้าลง

เมื่อเราอยู่กับความเศร้า เราจะไม่รู้สึกอยากพูดคุยกับใคร และทำให้เราเบื่อหน่ายที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนอื่น เมื่อต้องเริ่มบทสนทนากับใครเราจะตอบเขาได้ช้าลงกว่าปกติ และเราจะรู้สึกได้ว่าเราไม่สนุกไปกับบทสนทนา ที่ครั้งหนึ่งเราเคยเป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเลยทีเดียว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเราต้องเผชิญหน้ากับความเศร้า ทำให้เรายังไม่อยากพูดอะไรกับใคร เราต้องการเวลา เพื่อเยียวยาสถานการณ์ในชีวิตให้ดีขึ้น

รู้สึกปวดหลัง

กระดูกสันหลังก็เหมือนโครงสร้างหลักของร่างกายที่ต้องคอยรองรับ พฤติกรรมและความรู้สึกทางอารมณ์ของเรา เมื่อเรามีความรู้สึกเศร้า ความรู้สึกกดดันจะถูกส่งไปที่กระดูกสันหลัง และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เรารู้สึกปวดหลัง หรือมีอาการปวดหลังเรื้อรัง อาการจะเริ่มที่ละนิดจากส่วนท้ายของหลัง ก่อนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไปจนถึงช่วงไหล่และคอ

มีปัญหาเรื่องการนอน

การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือการนอน และถ้าเรามีเรื่องให้ทุกข์ใจการนอนจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกลับมาพลังเพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ส่วนใหญ่แล้วถ้าเราต้องเจอเรื่องที่เศร้าใจ และต้องอยู่กับมันเป็นเวลานาน ๆ ปัญหาเรื่องการนอนจะเป็นปัญหาหลักที่เราต้องเผชิญ หรือถึงจะนอนหลับได้ตามปกติก็เป็นการนอนที่ไม่ดีพอ และทำให้เรารู้สึกเหมือนไม่ได้พักผ่อนเมื่อตื่นขึ้นมา

รู้สึกปวดหัวตลอดเวลา

ความรู้สึกปวดหัวแทบจะเป็นสัญญาณแรก ๆ สำหรับคนที่ต้องเจอเรื่องเศร้าและต้องอยู่กับเรื่องดังกล่าวเป็นเวลานาน ๆ เมื่อใจเราเศร้า จะส่งผลกระทับไปยังความรู้สึกนึกคิดของเรา ทำให้เราไม่รู้สึกมีความสุขเลย เราอาจจะเริ่มมีอาการปวดหัวจากต้นคอ แล้วค่อย ๆ ลามไปเรื่อย ๆ และถ้าเรายังคงปล่อยให้ใจจมอยู่กับความเศร้านานขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากปวดหัวแล้วเราจะมีผมร่วงตามมา

จากที่เคยเดินกระฉับกระเฉงเราจะกลายเป็นคนที่เดินช้าลงและลากเท้าไปเรื่อย ๆ

ลองนึกถึงเวลาที่ใจเราเต็มไปด้วยเรื่องแย่ ๆ ความรู้สึกกระฉับกระเฉงของเราจะลดลงทันที สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้ชัดเจนเวลาที่เรารู้สึกเศร้า เราจะเดินลากเท้าไปอย่างช้า ไม่ใช่การเดินแบบปกติที่เราเคยทำเป็นประจำ เมื่อเป็นเช่นนั้นเราต้องรีบหาสาเหตุที่แท้จริงของความรู้สึกเศร้าที่เกาะอยู่ในอารมณ์ของเราเอง และจงอย่าได้รู้สึกอายที่จะร้องขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง

แหล่งที่มา : www.sanook.com

6 วิธีดูแลสุขภาพในช่วงอากาศร้อน

6 วิธีดูแลสุขภาพในช่วงอากาศร้อน

เข้าสู่ช่วงหน้าร้อนกันแล้ว ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าหน้าร้อนของประเทศไทยนั้น ร้อนปรอทแตกขนาดไหน ซึ่งการที่เราจะต้องใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงแบบนี้ ก็ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้เหมือนกัน ดังนั้นเราจะต้องมีการดูแลสุขภาพในช่วงหน้าร้อน เพื่อให้ร่างายของเรานั้นสมบูรณ์และแข็งแรงตลอดเวลา โดยมีวิธีดังนี้

ดื่มน้ำเปล่า เพื่อดับกระหาย

ช่วงอากาศร้อนระอุ สิ่งที่สามารถดับกระหายได้ดีที่สุดคือ น้ำเปล่า ซึ่งหาดื่มได้ง่ายและเป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการสำหรับการดื่มน้ำในช่วงหน้าร้อนนั้น ไม่ควรดื่มทีละมาก ๆ แต่ให้จิบไปเรื่อย ๆ ซึ่งปริมาณที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับกิจกรรมในวันนั้น ๆ

แล้วไม่ควรกินน้ำแข็งหรือน้ำเย็นจัด เพราะน้ำเย็นปริมาณมากจะไปเจือจางน้ำย่อยส่งผลให้เลือดที่มาหล่อเลี้ยงกระเพาะอาหารทำการย่อยได้น้อยลง และก่อให้เกิดโรคกระเพาะลำไส้อักเสบได้ง่าย นอกจากนั้นน้ำแข็งที่ไม่สะอาด ก็มีส่วนทำให้เกิดท้องร่วงท้องเสียอีกด้วย

หาผลไม้กินแก้ร้อน

กินผลไม้ที่มีคุณสมบัติเย็น ขับร้อน และเพิ่มน้ำในร่างกาย เช่น แตงโม ส้ม สับปะรด เป็นต้น เพราะผลไม้เหล่านี้ช่วยดับกระหายและทำให้สดชื่นได้ แถมยังมีส่วนช่วยต้านอนุมูลอิสระ แต่แนะนำว่าผลไม้ไม่ควรแช่เย็นจัด หรือกินในตอนกลางคืน รวมถึงกินในขณะที่ท้องว่างและเวลาหิวจัด

หลีกเลี่ยงการออกแดดจัด และทาครีมกันแดดป้องกันผิว

อีกหนึ่งสิ่งที่ต้องระวังในช่วงฤดูร้อนก็คือรังสียูวี เพราะความเข้มข้นของรังสียูวีในประเทศไทย ช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม นับว่าร้อนมาก ฉะนั้นควรงดทำงานหนักกลางแจ้ง และเลี่ยงที่ต้องเจอกับแดดจัด เพราะอากาศร้อนจะทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้น อาจมีผลทำให้เป็นลมแดดและถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว นอกจากนี้ก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง ควรทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวจากรังสียูวีด้วย

หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่เสี่ยง ทำให้เกิดอาการท้องร่วงท้องเสีย

หน้าร้อนอาหารจะบูดเสียง่าย เนื่องจากเชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดีในอากาศร้อนชื้น ดังนั้นจึงควรจะระมัดระวังเรื่องการกิน เช่น กินอาหารที่ทำสุกใหม่ ๆ ไม่กินอาหารที่ค้างคืน หลีกเลี่ยงอาหารประเภทกะทิ ยำ ส้มตำ และของหมักดอง เพราะเสี่ยงทำให้เกิดอาการท้องเสียท้องร่วงได้

เลือกใส่เสื้อผ้าที่ดูดซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดี

แน่นอนว่าในช่วงหน้าร้อนจะต้องใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมตามสภาพอากาศ ดังนั้นควรเลือกเสื้อผ้าที่สามารถดูดซับเหงื่อและระบายความร้อนได้ดีมาใส่ แต่ในผู้หญิงตั้งครรภ์การสวมใส่เสื้อผ้าจะต้องมิดชิด และเพื่อป้องกันการกระทบความเย็น จึงควรหลีกเลี่ยงการเปิดพัดลมใส่โดยตรง ขณะเดียวกันต้องป้องกันความร้อนอบอ้าวด้วย การระบายอากาศในห้องจึงต้องดี

อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ

โดยธรรมชาติของฤดูร้อน กลางวันจะยาวกลางคืนจะสั้น (คนทั่วไปที่ไม่ได้นอนในห้องปรับอากาศ กว่าอากาศจะเย็นแล้วนอนหลับได้ก็มักจะดึก) จึงเป็นสาเหตุทำให้ได้นอนน้อยกว่าปกติ ดังนั้นการได้พักผ่อนนอนหลับในช่วงกลางวันบ้าง ก็ถือเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอยู่ไม่น้อย แต่สำหรับผู้ที่ทำงานในที่ทำงาน คงจะนอนหลับกลางวันไม่สะดวก อาจใช้วิธีนั่งพิงพนักตัวตรง หลับตา สงบนิ่ง ๆ ในช่วงกลางวันก็ได้

แหล่งที่มา : www.sanook.com

วิธีลดอันตรายต่อสุขภาพจากการ “บ้างาน”

วิธีลดอันตรายต่อสุขภาพจากการ “บ้างาน”

ไลฟ์สไตล์การทำงานของคนปัจจุบัน ล้วนแล้วแต่มีเป้าหมายเพื่อความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน รายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่าย เพราะนี่เหมือนเป็นดัชนีชี้วัดความประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยภาวะการแข่งขันสูง และเป็นระบบแบบ “อ่อนแอก็แพ้ไป” หลายคนจึงต้องดิ้นรนทำงานให้ตัวเองอยู่รอด ทำงานหนักจนกลายเป็นคนบ้างานโดยไม่รู้ตัว และส่งผลให้หลงลืมดูแลสุขภาพ ลืมคิดไปว่าอาจตายก่อนได้ใช้เงินก็เป็นได้ ดังนั้นวันนี้เราก็ไปรวบรวมวิธีลดอันตรายต่อสุขภาพจากการ “บ้างาน” มาฝากกัน โดยมีดังต่อไปนี้

พักผ่อนให้เพียงพอ

การนอนหลับเป็นยาที่ช่วยฟื้นฟูร่างกายได้ดีที่สุด อย่าถึงกับต้องทำงานแบบโต้รุ่งจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน เพราะการพักผ่อนน้อยนอกจากจะทำให้เสียสุขภาพแล้ว ยังทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง และอาจกลายเป็นโรคนอนไม่หลับ ควรกำหนดเวลานอนให้เป็นเวลา และพักผ่อนให้ได้อย่างน้อยสัก 5 ชั่วโมงก็ยังดี ที่สำคัญ เมื่อถึงเวลานอนก็ต้องหยุดคิดเรื่องงานด้วย เพื่อจะได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพ

ขยับร่างกายบ่อย ๆ

อย่างที่รู้กันว่าการนั่งทำงานหน้าจอคอมนาน ๆ ทำให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรมได้ และอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว เพราะบางคนถึงกับไม่ลุกไปไหนเลย นั่งอยู่กับที่ยาวตลอดเวลางาน ควรพักงานแล้วลุกมาขยับเขยื้อนร่างกายบ้างในทุก ๆ ชั่วโมง เพื่อให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ไม่ปวดเมื่อย ไม่ควรนั่งติดที่นาน ๆ แค่เดินไปห้องน้ำ ออกไปหาข้าวกินช่วงพัก ลุกขึ้นมาสะบัดแขนสะบัดขาง่าย ๆ หน้าคอม ก็ช่วยได้เยอะแล้ว

กินอาหารให้ตรงเวลา

อาหารมื้อเช้าสำคัญแต่หลายคนกลับปฏิเสธอาหารเช้า อีกทั้งบางคนยังทำงานแบบลากยาว ถึงเวลากินก็ไม่กิน ส่งผลให้ร่างกายทำงานรวน ระบบย่อยอาหารพัง ท้องไส้ปั่นป่วนจนเกิดอาการคลื่นเหียนอาเจียน เป็นโรคกระเพาะ บางรายอาจหนักถึงขั้นหน้ามืดเป็นลมไปเลยก็มี เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอตลอดวัน จึงต้องกินอาหารให้ตรงเวลา ถ้าไม่ค่อยหิวก็ใช้วิธีแบ่งย่อยเป็นมื้อเล็ก ๆ แทน ที่สำคัญ อย่าเอาของกินมาวางหน้าคอม เพื่อที่จะได้ลุกเดินบ้างนั่นเอง

ออกกำลังกายบ้าง

ใคร ๆ ก็รู้ว่าการออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และลดความเสี่ยงในการเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เพราะการออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนดีขึ้นและส่งไปเลี้ยงร่างกายได้มากขึ้น ช่วยปรับสมดุลให้กับร่างกาย หัวใจสูบฉีดเลือดดี และเพิ่มพลังงาน นอกจากสุขภาพกายแล้ว ยังมีผลดีต่อสุขภาพจิตด้วย เมื่อร่างกายกระปรี้กระเปร่า เราก็ร่าเริงแจ่มใส และมีสมาธิในการทำงานดีขึ้น

ผ่อนคลายความเครียด

อย่าปล่อยให้ตัวเองเครียดสะสม เนื่องจากปกติคนเราจะมีบางช่วงที่เครียดโดยไม่รู้ตัวอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้ารู้ตัวว่ากำลังเครียดอยู่ ก็ควรรีบหาวิธีปลดปล่อยความเครียดไปบ้าง หาหนังสนุก ๆ ดู หาเพลงที่ชอบฟัง อ่านหนังสือตลก ๆ ที่ไม่ต้องมีสาระบ้างก็ได้ เพราะในช่วงที่เราหัวเราะ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่ให้ความสุข ช่วยให้ผ่อนคลายความเครียด และการหัวเราะก็ยังได้บริหารกล้ามเนื้อบนใบหน้า ให้หน้าดูเด็กลงได้อีกด้วย

ดื่มน้ำมาก ๆ

น้ำเปล่านี่แหละดีที่สุดแล้ว ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะช่วยเสริมการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ ปรับสมดุลของอุณหภูมิในร่างกาย บำรุงผิวพรรณ ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น ร่างกายสดชื่น และป้องกันภาวะอ่อนเพลีย อีกทั้งยังทำให้อยากเข้าห้องน้ำบ่อย ๆ จะได้ลุกเดินไปไหนมาไหนบ้าง แต่ควรใช้วิธีจิบบ่อย ๆ ตลอดวัน แทนการดื่มรวดเดียว เพื่อที่ร่างกายจะได้ได้รับน้ำอยู่ตลอดไม่ขาดช่วง

กินของที่มีประโยชน์

พวกอาหารจั้งก์ฟู้ดเป็นตัวเลือกหลัก ๆ ที่มนุษย์เงินเดือนมักเลือกรองท้องเวลารีบ ๆ หรือเอามาวางข้างคอม เพราะกินง่าย กินเสร็จไว ทำงานต่อได้เลย อย่าลืมว่าอาหารประเภทนี้ให้พลังงานสูง แต่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายเลย ยิ่งถ้านั่งทำงานอยู่กับที่ทั้งวัน ก็ยิ่งเสี่ยงจะทำให้อ้วนลงพุง ระบบย่อยอาหารก็แย่อีก ท้องผูก ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวแน่นอน ดังนั้น ควรเลือกกินเป็นผักผลไม้แทน และต้องไม่ลืมกินอาหารมื้อหลักด้วย

แหล่งที่มา : www.sanook.com

ทานวิตามินอะไรดี เมื่อร่างกายเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย

ทานวิตามินอะไรดี เมื่อร่างกายเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย

ในชีวิตประจำวันของเราจะต้องเจอกับอะไรสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเดินทางไปทำงาน การทำงานที่ตลอดทั้งวัน ไหนจะเดินทางกลับอีก บ้างคนพอเลิกงานก็ยังต้องไปออกกำลังกาย มันก็มีบ้างที่ร่างกายของเรานั้นจะเหนื่อยล้า หรืออ่อนเพลีย เพราะร่างกายก็ไปกับเราทุกกิจกรรมที่เราทำ แต่นี่ก็เป็นแค่เพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น แต่อีกสาเหตุที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การขาดสารอาหารหรือวิตามิน

โดยเวลาที่ร่างกายของเรานั้นขาดสารอาหารหรือวิตามินตัวใดตัวหนึ่งก็สามารถทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียได้ ถ้าร่างกายได้รับพลังงานหรือโปรตีนที่ไม่เพียงพอนั้นจะทำให้เกดอาการเซื่องซึม เหนื่อยหน่าย เหมือนคนไร้ความรู้สึก จนกระทั่งระบบภูมิต้านทานถูกกระทบไปด้วย ก็จะทำให้มีอาการอ่อนเพลียเหนื่อยล้าได้เช่นกัน ซึ่งเราวันนี้เราจะพาไปดูวิตามินและสารอาหารต่าง ๆ ที่เหมาะสมสำหรับบุคคลที่มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า มาฝากกันจะมีวิตามินไหนบ้างนั้นไปดูกันเลย

วิตามินบี

วิตามินบีที่จำเป็นต่อการผลิตพลังงานจากอาหารคือ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 กรดแพนโทธีนิก และไนอะซิน ซึ่งถ้าร่างกายขาดวิตามินตัวใดตัวหนึ่งในกลุ่มนี้ไปนั้น อาจจะทำให้มีความรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่มีแรง นอนไม่หลับ

แล้วถ้าร่างกายเราได้รับวิตามินบี 2 วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 กรดโฟลิก และไบโอตินไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดโรคโลหิตจาง ซึ่งจะมีอาการอ่อนเพลีย เซื่องซึม เฉื่อยช้า ขาดสมาธิ ออกแรงนิดหน่อยก็แทบจะเป็นล้มพับไปเลย โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการขาดวิตามินบี ได้แก่ นักกีฬา คนที่ลดน้ำหนักด้วยระดับแคลอรี่ที่ต่ำมาก ๆ ผู้หญิงตั้งครรภ์ และคนที่ทายมังสวิรัติ

วิตามินซี

เคยมีรายงานการวิจัยว่า คนที่ได้รับวิตามินซีน้อยกว่าวันละ 100 มิลลิกรัมนั้น จะมีอาการอ่อนเพลีย ต่างจากคนที่ได้รับวิตามินซีวันละ 400 มิลลิกรัมนั้นแทบจะไม่รู้สึกกับอาการอ่อนเพลียเลย อาหารที่มีวิตามินซีสูงอาจจะช่วยแก้ไขอาการอ่อนเพลียได้โดยการช่วยเพิ่มภูมิต้านทาน ต่อต้านการติดเชื้อ  วิตามินซียังมีหน้าที่ในการช่วยเปลี่ยนกรดแอมิโนชนิดทริปโดแฟนเป็นเซโรโทนิน ที่จะช่วยควบคุมการ อาการซึมเศร้า และความรู้สึกเจ็บปวด

ธาตุเหล็ก

การที่เราทานอาหารที่มีธาตุเหล็กเข้าสู่ร่างกายไม่เพียงพอหรือการดูดซึธาตุเหล็กไม่ดีนั้น จะทำให้ธาตุเหล็กจากเนื้อเยื่อถูกดึงมาใช้ เซลล์จะค่อย ๆ ขาดออกซิเจน ผลที่เกิดตามมาคือกล้ามเนื้ออ่อนแออ่อนเพลีย ซึ่งปัญหาการขาดธาตุเหล็กนั้นก็ยังเป็นอีกปัญหาใหญ่ของผู้หญิงซึ่งจะมีโอกาสเป็นโรคโลหิตจางได้ จากข้อมูลของ ดร.เฟอร์กัส ไคลเดสดัล พบว่า อาหารที่สมดุลจะให้ธาตุเหล็ก 6 มิลลิกรัมต่อพลังงาน 1,000 แคลอรี่ ซึ่งผู้หญิงจะต้องทานอาหารให้ได้อย่างน้อย 3,000 แคลอรี่ เพื่อให้ได้ธาตุเหล็กที่เพียงพอ

แต่ถ้าจะทานจริงจะมีปัญหาโรคอ้วนกันหมด ฉะนั้นผู้หญิงส่วนใหญ่ที่มีโภชนาการที่ดีจะได้ธาตุเหล็กประมาณวันละ 8 – 10 มิลลิกรัมจากอาหาร แหล่งอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงคือ ปลา เป็ด ไก่ อาหารทะเล ไข่แดง และอาหารเช้าซีเรียล

แมกนีเซียม

แร่ธาตุตัวนี้นั้นมีหน้าที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงอาหารที่เป็นคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันให้เป็นพลังงาน ซึ่งการขาดแมกนีเซียมทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแอ อ่อนเพลีย ไม่มีสมาธิ เบื่ออาหาร และเกิดอาการซึมเศร้าได้ โดยอาหารที่มีแมกนีเซียมคือ ธัญพืชไม่ผ่านการขัดสี อัลมอนด์ และถั่ว

เมนูเครื่องดื่มสุด Healthy จาก Starbucks

เมนูเครื่องดื่มสุด Healthy จาก Starbucks

ถ้าพูดถึง Starbucks นอกจากราคาที่ไม่ธรรมดานั้นสิ่งที่เราคิดตามมาก็คือความอ้วน เพราะไม่ว่าจะกาแฟหรือน้ำแบบไหนก็ต่างมีน้ำตาลและทำร้ายสุขภาพของเราได้ ทำให้สาว ๆ ที่เป็นสตาร์บัคส์เลิฟเวอร์นั้นจะต้องโบกมือลากันเป็นแถว

ถ้าจริง ๆ แล้วการมีสุขภาพดีนั้นไม่ได้หมายถึงเราจะต้องเลิกคาเฟอีน แต่เพียงแค่เราจะต้องหาทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ ก็สามารถทำให้เราเฮลท์ตี้ได้แค่เริ่มด้วยการรู้ว่าควรจะสั่งอะไร ซึ่งวันนี้เราได้เอา เมนูสุขภาพในสตาร์บัคมาฝากกัน จะมีเมนูอะไรบ้างนั้นก็ไปดูกันเลย

Whole Milk Cappuccinos

มาเริ่มกันที่คาปูชชิโน่กันก่อน เพราะเป็นกาแฟที่สาว ๆ หลายคนชอบทาน โดยความจริงนั้นการสั่งคาปูชิโน่นั้นเป็นเมนูที่ดี เพราะมีส่วนผสมของกาแฟและนมที่ไม่มากเกินไป และถึงแม้จะมีฟองนมด้านบนแต่ก็มีพลังงานเพียง 110 แคลอรี่เท่านั้น โดยที่ห้ามเติมน้ำเชื่อมลงไปนะ แต่สามารถเพิ่มรสชาติด้วยผงโกโก้ ชินนามอนหรือวนิลาได้ โดย 1 แก้วจะมีคาเฟอีนประมาณ 75 มิลลิกรัมหรือมากกว่าถ้าสาว ๆ นั้นเพิ่มช็อตพิเศษ

เลือกเป็น Skim or Low – Fat

สำหรับสาว ๆ ที่อยากคลีน อยากจะลีนมากกว่าที่เคยก็อาจจะเลือกสั่งเมนูต่าง ๆ โดยใช้นม Skim หรือ Low – Fat เพราะนมเหล่านี้นั้นขาดมันเนย หรือนมไร้ไขมันแบบเห็นบนฉลากที่เขียนว่า ไขมัน 0% เป็นนมที่ผ่านขบวนการสกัดแยกมันเนยออกเกือบหมด หรือมีไขมันเพียงแค่ 0.15% เท่านั้น เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่ต้องการหลีกเลี่ยงไขมัน ซึ่งสาว ๆ นั้นสามารถสั่งเป็นเมนูพื้นฐานได้ทุกตัวโดยสั่งนมเป็น Skim หรือ Low – Fat เท่านั้น หรือสาวจะสั่งเป็นเมนู Skim or Low – Fat Caffe Mistos โดยเป็นลาเต้ที่ใช้นมขาดมันเนยก็ได้ ถ้าหากต้องการความหวานจะสั่งสารให้ความหวานแทนได้

Cold Brew

เป็นเมนูที่เหมาะกับสาวที่ชอบดื่มกาแฟจริง ๆ ซึ่งเมนูนี้จะเป็นกาแฟที่ผ่านกระบวนการหมักใช้เวลาในการบ่มกาแฟ ทำให้มันมีรสชาติที่หวานขึ้นเล็กน้อย ทำให้สาว ๆ นั้นเพิ่มน้ำตาลน้อยลง ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือการชงแบบเย็นทำให้คาเฟอีนที่มากกว่าการชงแบบทั่วไป ดังนั้นจึงเหมาะกับคนที่ติดกาแฟที่สุด แต่เนื่องจากเมนู Cold Brew มีราคค่อนข้างสูง ถ้าสาว ๆ นั้นต้องการแบบง่าย ๆ เร็ว ๆ ราคาพอรับได้ในเรทสตาร์บัคส์ จะสั่งเป็นเอสเปรสโซ่ หรืออเมริกาโน่ก็ได้

Skinny Vanilla or Mocha Lattes

เมนูนี้เหมาะสำหรับสาว ๆ ที่ชอบทานหวานอย่างมอคค่า โดยบาริสต้านั้นจะใช้สารทดแทนความหวานแทนน้ำตาลทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันมาในไซต์ Grande เพราะเมนูนี้นั้นจะช่วยลดแคลอรี่จาก 230 แคลอรี่เหลือเพียงแค่ 120 แคลอรี่เท่านั้น ดังนั้นใครอยากจะผอมแต่ยังติดความหวาน ลองสั่งเมนูนี้เลย

ชาเย็นหรือชาร้อน

มาถึงเมนูสุดท้ายกันแล้ว ขอเอาใจสาว ๆ ที่ไม่ชอบดื่มกาแฟกันบ้าง ซึ่งเมนูชานั้นเป็นเมนูที่ดี เพราะนอกจากจะไม่มีน้ำตาลทำร้ายสุขภาพของเราแล้ว ยิ่งถ้าเรานั้นดื่มแบบไม่มีน้ำตาลมันแทบจะไม่มีแคลอรี่เลย แต่จะให้ความสดชื่นได้ดีมาก ดังนั้นถ้าเราต้องการเริ่มต้นลดกาแฟ ลองมองหาชามาดื่นแทนก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจแน่นอน

อาหารเช้ามีประโยชน์ที่คาดไม่ถึง

อาหารเช้ามีประโยชน์ที่คาดไม่ถึง

อาหารเช้า เป็นมื้อที่สำคัญของร่างกาย แต่กลับเป็นมื้อที่หลายคนละเลย เพราะด้วยเวลาที่เร่งรีบในช่วงเช้าที่ไม่ต้องไปทำงานให้ทัน ทำให้ไม่มีเวลาทานมื้อเช้ากันเลย หรือได้ทานก็จะเป็นอาหารที่ไม่ค่อยมีประโยชน์กับร่างกายเท่าไหร่ เลยทำให้หลายคนหันไปทานอาหารมื้อกลางวันและมื้อเย็นในปริมาณมากกว่าที่ร่างกายต้องการได้รับ ถึงแม้ว่าการทานอาหารในมื้อกลางวันหรือมื้อเย็นจะเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากแค่ไหนแล้วก็ตาม แต่การที่ไม่ทานอาหารเช้าก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่าง ๆ ได้หลายโรคเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นวันนี้เราจึงจะพาไปดูถึงประโยชน์ต่าง ๆ จากการทานอาหารมื้อเช้ากัน จะมีอะไรบ้างนั้นไปดูกันเลย

เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมอง

เคยรู้สึกกันหรือไม่ เวลาที่เราไม่ได้ทานอาหารเช้าไปทำงานหรือไปเรียนนั้น เรามักจะคิดงานไม่ออกหรือเรียนไม่เข้าใจ นั่นเพราะสมองทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลถึงระบบความจำ ทักษะการเรียนรู้หรือแม้แต่อารมณ์ก็ยังหงุดหงิด ฉุนเฉียวและอ่อนเพลียง่าย อีกทั้งสมาธิยังสั้นลงอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการที่เราไม่ได้ทานอาหารมื้อเช้านั่นเอง ถ้าลองหันกลับมาทานอาหารเช้าอาการเหล่านี้ก็จะค่อย ๆ หายไปเอง

ป้องกันโรคอ้วน

การทานอาหารเช้านั้นจะช่วยป้องกันโรคอ้วนและควบคุมน้ำหนักในตัวได้ เพราะในตอนกลางคืนที่เรานอนหลับนั้นเราไม่ได้ทานอะไรเข้าไปเลย ถ้ายิ่งตื่นมาแล้วไม่ทานอาหารเช้าอีกก็เท่ากับว่าร่างกายจะต้องอดอาหารนานเกือบ 12 ชั่วโมง ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดน้อยลงซึ่งนั่นจะเป็นผลร้ายต่อร่างกายของเรา และจะเพิ่มแนวโน้มในการที่จะทานอาหารที่ให้พลังงานและไขมันสูงในมื้อเที่ยงและมื้อเย็น บางคนอาจจะมีทานมื้อดึกด้วย พอทานอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ น้ำหนักตัวก็จะขึ้นและเสี่ยงเป็นโรคอ้วนในที่สุด

ลดความเสี่ยงการเป็นนิ่ว

หลายคนคงสงสัยว่าการไม่ทานอาหารมื้อเช้านั้นเกี่ยวข้องอะไรกับการเป็นนิ่ว ซึ่งมันเกี่ยวข้องกันเพราะถ้าหากไม่มีอาหารเข้าสู่ร่างกายเป็นเวลานานกว่า 14 ชั่วโมง จะส่งผลให้คอเลสเตอรอลในถุงน้ำดีนั้นมีการจับตัวกันเป็นเวลานาน หากปล่อยให้เป็นนานไปก็จะกลายเป็นก้อนนิ่วนั่นเอง ดังนั้นควรทานอาหารเช้าเพราะร่างกายจะได้เกิดการกระตุ้นให้ตับปล่อยน้ำดีออกมา จากนั้นน้ำดีก็จะไปละลายคอเลสเตอรอลที่จับตัวรวมกันเป็นก่อนให้จางหายไปเท่านี้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคนิ่วได้

ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจ

ผลวิจัยจากสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งอเมริกาในปี 2003 พบว่าคนที่รับประทานอาหารมื้อเช้าอย่างสม่ำเสมอทุกวันนั้นช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและโรคเส้นเลือดสมองได้ เพราะในตอนเช้านั้นความเข้มข้นของเลือดค่อนข้างสูง ทำให้เกิดภาวะเลือดเหนียวหนืดและลำเลียงไปยังสมองได้ลำบาก ถ้าหากยิ่งหนืดมากก็อาจจะเกิดหัวใจอุดตันได้นั่นเอง แต่ภาวะเลือดหนืดข้นนั้นจะจางหายไปเมื่อร่างกายได้รับอาหารมื้อเช้านั่นเอง

ลดความเสี่ยงโรคเบาหวาน

คนที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำทุกวันนั้นร่างกายจะมีภาวะผิดปกติทางฮอร์โมนอย่างหนึ่ง นั่นก็คือฮอร์โมนอินซูลินหรือที่เรียกกันว่าภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคเบาหวานลดลงได้ถึง 30 -50% ทีเดียว ดังนั้นการทานอาหารมื้อเช้าจึงช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานมากกว่าคนที่ไม่ได้ทานอาหารมื้อเช้านั่นเอง

เห็นกันหรือไม่ว่าอาหารเช้านั้นไม่ได้มีดีแค่ทำให้เราอิ่มท้องหรือให้พลังงานในการทำงานเพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพหรือช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่าง ๆ ได้หลายโรคเลยทีเดียว เห็นอย่างนี้แล้วก็อย่าลืมทานอาหารมื้อเช้าก่อนไปทำงานหรือไปเรียนกันนะ

ออกกำลังกายที่บ้านนั้นดีอย่างไร

ออกกำลังกายที่บ้านนั้นดีอย่างไร

สาว ๆ คนไหนชอบออกกำลังกายหรือกำลังจะอยากออกกำลังกายบ้าง ซึ่งอย่างที่สาว ๆ รู้กันว่าเวลาออกกำลังกายนั้นเราจะต้องไปเข้าฟิตเนสหรือยิมกันใช่ไหมล่ะ แต่ก็มีบางทีหรือบางคนก็อยากจะออกกำลังกายที่บ้านบ้าง แล้วปัญหาต่าง ๆ เช่นเวลากว่าจะเลิกงาน กว่าจะไปถึงฟิตเนสและกว่าจะถึงบ้านอีก ดังนั้นเราควรมาออกกำลังกายกันที่บ้านกันดีกว่าสำหรับคนที่ไม่มีเวลา โดยเราจะมาบอกข้อดีของการออกกำลังกายที่บ้านมาฝากสาว ๆ กัน ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลย

ประหยัดเงิน

เหตุผลแรกที่อยากสนับสนุนเป็นอย่างยิ่งคือการออกกำลังกายที่บ้านนั้นสุดแสนจะประหยัดเงินไงล่ะ ลองคิดดูสิ เราแค่ลงทุนซื้อเสื่อโยคะหนึ่งฝืน จากนั้นก็ออกกำลังกายประเภทต่าง ๆ โดยไม่ต้องเสียเงินค่าเข้าฟิตเนสกันเลย เหมาะสมกับสาว ๆ ที่อยากออกกำลังกาย แบบไม่ต้องลงทุนมากเกินไป เพราะบางครั้งเราก็ไม่เข้าฟิตเนสบ่อยขนาดจะต้องเสียเงินเป็นพันเป็นหมื่น

ประหยัดเวลา

นอกจากจะประหยัดเงินแล้ว ยังประหยัดเวลาอีกด้วย เพราะกว่าเรานั้นจะขับรถ ขี่มอเตอร์ไซต์เพื่อไปฟิตเนส แต่ก็จะต้องเผชิญกับรถติดซึ่งทำให้เรานั้นเปลืองเวลามากไปอีก บางทีเราแค่จะไปออกกำลังกายที่ฟิตเนสแค่ 1 ชั่วโมง แต่เสียเวลาอยู่บนรถเพราะรถติดไป 2 ชั่วโมงมันแย่มากเลยนะ มันทำให้เราหมดอารมณ์ในการออกกำลังกายไปด้วย

ใส่อะไรก็ได้

เมื่อเราออกกำลังกายที่บ้านนั้น เราจะใส่อะไรก็ได้จริงไหม เนื่องจากไม่มีใครมาดูเราหรอก ในขณะเดียวกันเมื่อเราออกกำลังกายที่ฟิตเนสหรือยิม ทำให้เรานั้นต้องรักษาลุคของเราให้ดูดีอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นออกกำลังกายที่บ้านนั้นชุดออกกำลังกายจะใส่ยังไงก็ได้ จะใส่เสื้อย้วย ๆ กับกางเกงขาสั้นก็ได้ แต่ถ้าไปฟิตเนสนั้นชุดจะต้องเป๊ะตลอดเวลา

โฟกัสกับการออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่

ข้อดีของการออกกำลังกายที่บ้านนั้นคือเราสามารถโฟกัสกับการออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่ หรือยิ่งอยู่หอพักคนเดียวนั้นจะไม่มีใครมารบกวนได้เลย สามารถออกกำลังกายได้แบบชิลล์ ๆ แต่ในขณะที่ไม่ออกกำลังกายที่ฟิตเนสนั้น บางทีก็เจอคนรู้จัก ก็จะต้องทักทายพูดคุยกันมากกว่า แทนที่จะได้ออกกำลังกายแบบเต็มประสิทธิภาพ

ออกเวลาไหนก็ได้

ในขณะที่การออกกำลังกายที่ฟิตเนสนั้น เราจะต้องรีบออกจากที่เรียนหรือที่ทำงานเพื่อให้ไปถึงฟิตเนส แต่ถ้าหากเราออกกำลังที่บ้านนั้น เราสามารถออกตอนไหนก็ได้ จะทำการบ้าน ทำรายงาน ดูซีรีย์ คุยกับเพื่อน คุยกับพ่อแม่ก่อนแล้วค่อยออกก็ได้เพราะฟิตเนสนั้นก็คือบ้านของตัวเอง

ฟังเพลงดังแค่ไหนก็ได้

สำหรับสาว ๆ ที่ชอบฟังเพลงในขณะที่ออกกำลังกายนั้น จะรู้ว่าเวลาไปฟิตเนสเราจะต้องใส่หูฟัง แถมหูฟังก็ต้องเลือกคุณภาพดี ๆ ที่กันน้ำกันเหงื่อได้ แต่ถ้าหากออกกำลังกายที่บ้าน เราสามารถเปิดเพลงจากโทรศัพท์มือถือใส่ลำพังได้แบบไม่ต้องเกรงใจใครเลย

ไม่ต้องเผชิญกับเชื้อโรค

ที่ไหนก็ตามที่มีคนรวมตัวกันเยอะ ๆ เราก็รู้อยู่นะว่าอาจจะมีเชื้อโรคกระจายอยู่ในอากาศได้นั่นเอง ดังนั้นเราเลยอยากจะสนับสนุนสำหรับสาว ๆ ที่ไม่อยากติดโรคอะไรจากฟิตเนส ให้หันมาออกกำลังกายที่บ้านกันดีกว่า เพราะการออกกำลังกายที่บ้านโดยไม่ต้องเสี่ยงกับเชื้อโรคอะไรนั่นเอง

มีงบน้อยก็สามารถทานคลีนได้

มีงบน้อยก็สามารถทานคลีนได้

ยุคนี้มันยุคเฮลท์ตี้หรือยุคของการรักษาสุขภาพ จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาสนใจสุขภาพกันมากขึ้น ทั้งการออกกำลังกาย หรือการทานอาหารคลีน แต่ทว่าการทานอาหารคลีนนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ กับใครหลายคน เพราะเนื่องด้วยราคาของวัตถุดิบ เพราะเราจะต้องทำอาหารคลีนทานกันเอง เลยทำให้หลายคนล้มเลิกความพยายามในการทานอาหารคลีน อย่าเพิ่งล้มเลิกความพยายามกันนะ เพราะในวันนี้เรามีวิธีการทานอาหารคลีนได้ แม้ว่าจะมีงบน้อยมาก ซึ่งจะมีอะไรบ้างนั้นก็ไปดูกันเลย

เลือกเมนูที่ถูกต้อง

อย่างแรกเลยที่สาว ๆ จะต้องทำก็คือการคิดถึงเมนูอาหาร ถ้าอยากที่จะประหยัดและได้อาหารที่ดีต่อสุขภาพนั้น ขอแนะนำว่าให้ทำเมนูที่มีส่วนผสมเดียวกันหลาย ๆ เมนู เช่นอาจจะต้องกำหนด Keyword ว่าต้องการอาหารที่มีอะโวคาโดและเนื้อไก่เป็นส่วนผสมสำคัญ แล้วก็ลองหาใน Google ว่ามีเมนูอาหารอะไรบ้างที่มีสิ่งที่เรากำหนดไว้บ้างแล้วก็เซฟเมนูเก็บไว้ จะได้ไม่ต้องมานั่งหาใหม่ ประหยัดได้ทั้งเงินและเวลาอีกด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ประหยัดอย่างสูงสุด อย่าลืมตั้งงบประมาณในการซื้อของด้วย แนะนำให้แพลนเมนูและซื้อวัตถุดิบเตรียมไว้ 2 – 3 วัน เพื่อไม่ให้เสียเวลาให้การไปซื้อของบ่อย ๆ ด้วย

กินซ้ำบ้าง

ในบางครั้งเพื่อให้เราได้อาหารในราคาที่ถูกที่สุดนั้น การแพลนอาหารมื้อเช้าและมื้อกลางวันแบบเดียวกันจะช่วยประหยัดเงินของสาว ๆ ได้มากขึ้น แต่ก็ต้องพยายามเลือกเมนูที่สาว ๆ เองนั้นชอบหน่อยนะ เพราะมันจะเกิดเป็นความจำเจถ้ากินเมนูที่ไม่ชอบอาจจะเกิดอาการเบื่อได้ หรืออาจจะผลัดทานอาหารเช้าเป็นอาหารกลางวันของวันต่อไปแทนก็ได้ เช่นมื้อเช้าทาน ข้าวโอ๊ตกับนม วันถัดมาก็เอาเมนูนี้ไปทานตอนกลางวันแทนแต่อาจจะใส่ผลไม้เพิ่มเติมได้

เลือกส่วนผสมให้เหมาะสม

การเลือกใส่วนผสมที่เหมาะสมในที่นี่ก็คือ การเลือกส่วนผสมที่ถูกต้องและมีประโยชน์ ที่สำคัญก็คือการทานอาหารหลายมื้อ ดังนั้นถ้าหากสาว ๆ จะซื้อพิซซ่าแช่แข็งมาไว้ทานเป็นมื้อเย็น เราขอแนะนำว่าให้ซื้อวัตถุดิบที่นำมาปรุงเอง เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และทำได้หลายเมนูดีกว่าเช่น ข้าวกล้อง ขนมปังธัญพืช พาสต้า มันฝรั่งหวาน หรือถั่วเปลือกแข็งเป็นต้น ส่วนผสมเหล่านี้นั้นสามารถทำออกมาได้หลายเมนู และดีต่อสุขภาพมาก ๆ ที่สำคัญเก็บเอาไว้ทานได้นาน ซึ่งในการซื้อครั้งแรกนั้นราคาอาจจะสูงหน่อย แต่เชื่อเถอะว่าส่วนผสมเหล่านี้ถ้าเก็บดี ๆ ทานได้อีกนานเลย และประหยัดเงินได้ด้วยนะ เพราะฉะนั้นอยากสวยก็ต้องลงทุนก็สักหน่อยแต่กำไรก็เกินคุมแน่นอน

แพลนโปรตีน

เนื้อสัตว์ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไก่หรือเนื้อปลานั้น ก็เป็นโปรตีนที่มีไขมันต่ำแต่ก็อาจจะมีราคาที่ค่อนข้างสูงไปสักหน่อย ดังนั้นเพื่อให้ประหยัดงบแบบสุด ๆ การทานมังสวิรัติก็สามารถช่วยให้รอบเอวและค่าใช้จ่ายลดลงไปได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสาว ๆ อาจจะต้องเลือกทานอาหารโปรตีนที่มีอยู่ในอาหารประเภทอื่นแทนเช่น ถั่ว และไข่ขาว เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานที่ดีเอาไว้ใช้ในแต่ละวัน อีกทั้งยังทำให้สาว ๆ ไม่กลับมาโยโย่อีกด้วยนะ

ทานอาหารก่อนไปซื้อของ

ก่อนที่สาว ๆ นั้นจะย่างกายออกจากบ้านเพื่อไปช้อปปิ้งไม่ว่าจะเป็นซื้อเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า หรือไปซื้อวัตถุดิบมาทำอาหารคลีนก็ตาม ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าให้สาว ๆ นั้นทานอาหารไปก่อนออกจากบ้านเพราะกลัวหมดเรียวแรงระหว่างวันก็คือเหตุผลหนึ่ง แต่เหตุผลจริง ๆ ที่ต้องทานอาหารก่อนออกไปนั้นคือป้องกันการช้อปปิ้งเกินที่แพลนไว้ เพราะเมื่อเราหิวนั้น เราจะมีแนวโน้มที่จะหยิบทุกอย่างโดยที่ไม่มีการยั้งคิด และจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียเงินโดยใช่เหตุ ดังนั้นก่อนออกจากบ้านทุกครั้งควรทานอะไรลงท้องไปก่อน ที่สำคัญคือพยายามซื้อของให้ได้ตามแพลน อะไรที่นอกเหนือจากนั้นที่ไม่ใช่อาหารเพื่อสุภาพหรือไม่สามารถเก็บไว้ได้นานไม่ควรหยิบใส่ตะกร้าแม้ว่าจะลดราคามากแค่ไหนก็ตาม เพราะถ้าสาว ๆ เกิดทานไม่ทันแล้วเสียหรือหมดอายุก็จะเป็นการเสียตังไปฟรี ๆ นั่นเอง

7 นิสัยช่วยเพิ่มพลังสมอง

7 นิสัยช่วยเพิ่มพลังสมอง

สาว ๆ คนไหนเคยเป็นกันบ้าง ช่วงไหนที่เรียนเหนื่อย ทำงานหนัก นอกจากร่างกายของเราจะเกิดอาการหมดแรง พลังหายแล้ว “สมอง” ก็เกิดอาการล้าได้เหมือนกันนะ ซึ่งจะส่งผลให้ช่วงนั้นเข้าสู่โหมดคนอ๊องอย่างเต็มตัว เวลาจะคิดอะไรก็คิดไม่ออก ไม่มีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า หรือถ้าหนักหน่อยก็อาจจะเกิดอาการเบลอจนเผลอเดินไปชนนู่นชนนี่ทำให้ตัวเองเจ็บตัวไปอีก แต่วันนี้เราก็มี 7 นิสัยที่ช่วยเพิ่มพลังดี ๆ ใหกับสมองของเรา ถ้าพร้อมสมองไบร์ทแล้วก็ไปกันเลย

นอนหลับให้เต็มอิ่ม

ใครชอบนอนหลับแบบยิงยาวบ้างเอ่ย ไม่ต้องเขินไปหรอกเพราะการที่ชอบนอนแบบนั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะเป็นคนขี้เกียจเสมอไป แต่กลับถือเป็นเคล็ดลับง่าย ๆ ที่ช่วยเพิ่มพลังสมองได้เหมือนกัน โดยถ้าใครอยากจะนอนหลับแบบมีคุณภาพ พร้อมทั้งส่งผลดีต่อร่างกายและสมอง ควรนอนหลับพักผ่อนให้เต็มอิ่ม 7 – 8 ชั่วโมง จะดีที่สุด

ออกกำลังกายบริหารร่างกายและสมอง

คนที่ชอบสิงตัวอยู่บนเตียงนอนหรือบนโซฟาไม่ยอมขยับร่างกายไปไหน ต้องรีบเปลี่ยนพฤติกรรมนี้ของตัวเองให้ไวเลย เพราะนอกจากจะทำให้ร่างกายของเราอ้วนได้แล้ว ยังส่งผลให้สมองทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพอีกด้วยล่ะ ทางที่ดีก็ควรเปลี่ยนนิสัยมาเป็นคนที่เฮลท์ตี้ขึ้นกว่าเดิมด้วยการ ออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อบริหารทั้งร่างกายและสมอง จะดีกว่านะ การออกกำลังกายจะช่วยทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตให้ทำงานได้ดีขึ้น ส่งเสริมการทำงานของหัวใจ แถมยังช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนและโปรตีนที่ช่วยทำให้สมองของเราเรียนรู้และจดจำข้อมูลต่าง ๆ ได้เร็วและแม่นยำมากขึ้น

เลือกทานอาหารดี ๆ ที่มีประโยชน์

เพราะเรื่องกิน เรื่องใหญ่ โดยเฉพาะสาว ๆ หลายคนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องอาหารการกินแบบสุด ๆ แต่ถ้าหากอยากเพิ่มพลังสมองก็ต้องไม่ลืมเลือกทานอาหารดี ๆ ที่มีประโยชน์ในการช่วยบำรุงสมองให้มากขึ้นด้วย โดยสมองของคนเราก็ต้องการสารอาหารอย่าง “กลูโคส” จากพวกธัญพืช ผักใบเขียว และผลไม้ มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีกว่าเดิม

โฟกัสกับสิ่งต่าง ๆ แค่ทีละอย่าง

เชื่อว่าหลาย ๆ คนเป็นกัน ก็ช่วงไหนที่มีเรื่องวุ่น ๆ ถาโถมเข้ามาใส่แบบจัดเต็มพร้อมกันทีเดียว พอสมองต้องคิด ต้องรับข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นมาก ๆ มันก็ไม่แปลกใจหรอกที่จะเกิดอาการเบลอจนหัวแทบระเบิดได้ แต่ถ้าสาว ๆ อยากจะเพิ่มพลังสมองให้ไบร์ทกว่าเดิม แทนที่จะคิดเรื่องทุกอย่างไปพร้อมกันทีเดียว ก็ควรเปลี่ยนนิสัยของตัวเองซะใหม่ ลองโฟกัสกับสิ่งต่าง ๆ แค่ทีละอย่างจะดีกว่านะ จะได้ลดปัญหาความคิดตีกันจนยุ่งเหยิงอยู่ในหัวไง

พัฒนาความสามารถของตัวเองอยู่เสมอ

การไม่คิดพัฒนาตัวเองต่อไปข้างหน้า ก็ไม่ต่างอะไรกับการกดปุ่ม Stop การทำงานของสมองหรอกนะ ดังนั้นถ้าไม่อยากกลายมาเป็นคนสมองช้าหรือคิดสิ่งใหม่ ๆ ไม่ได้ ก็ต้องขยันพัฒนาความสามารถของตัวเองอยู่เสมอ โดยอาจจะเริ่มค้นหาความสามารถของตัวเองจากเรื่องที่ถนัดหรือสิ่งที่ชอบก่อนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสกิลค้านภาษา, ด้านการทำอาหาร, ด้านดนตรี ฯลฯ

เล่นเกมส์ฝึกสมอง

สาวคนไหนเล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจบ้าง ถ้าเกิดว่าเธอทั้งหลายมีเวลาว่างจากการเรียนหรือการทำงานแล้วไม่รู้จะทำอะไรดี ลองหาเกมส์มาฝึกสมองและท้าทายความคิดตัวเองบ่อย ๆ ดูซิ ซึ่งการเล่นเกมส์เนี่ยนอกจากจะช่วยทำให้เรารู้สึกสนุกสนาน คลายความเบื่อได้แล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และช่วยเพิ่มสมาธิให้จดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้าได้อีกด้วย แบบนี้เป็นการช่วยบริหารสมองได้แบบไม่มีเบื่อเลยทีเดียว

ผ่อนคลายลงบ้าง อย่าเครียดเกินไป

สมอง ถ้าเกิดความเครียดสะสมนาน ๆ เข้า ก็อาจทำให้สมองเบลอและประมวลผลสิ่งต่าง ๆ ได้ช้าลงเหมือนกัน ถ้าสาว ๆ คนไหนอยากจะเพิ่มพลังให้สมองทำงานได้ดีขึ้น คิดอะไรได้ลื่นไหลแบบไม่สะดุด ก็ไม่ควรปล่อยวางให้ร่างกายและสมองเกิดความเครียดมากจนเกินไป พยายามผ่อนคลายให้กับตัวเองบ้าง เช่น การไปนวดคลายกล้ามเนื้อ เดินเล่นชมนกชมไม้ หรือแม้แต่นอนอ่านนิยายเล่มโปรดก็ได้เหมือนกัน

แหล่งที่มา : sistacafe.com